“เอกชนท่องเที่ยวไทย” จับตา! มาตรการใหม่ “บีโอไอ” หนุนเที่ยวเมืองรอง

สทท.เผยกลุ่มผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยเฝ้าจับตา “บีโอไอ” ออกมาตรการใหม่หนุนภาคธุรกิจท่องเที่ยว หลังรัฐบาลมีนโยบายพัฒนาโครงการไทยแลนด์ริเวียร่า-ท่องเที่ยวเมืองรอง วอนปรับลดเกณฑ์การส่งเสริมการลงทุน ทั้งงบประมาณการลงทุน เพิ่มกิจการที่เข้าข่ายส่งเสริมให้ครอบคลุมทุกเซ็กเตอร์ หวังให้ผู้ประกอบการทุกระดับเข้าถึงนโยบายส่งเสริมการลงทุนอย่างแท้จริง

นายอิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ สทท.และผู้ประกอบการด้านท่องเที่ยวของไทยเฝ้ารอดูมาตรการ

ส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ว่า จะออกมาตรการใหม่สำหรับกระตุ้นภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย

อย่างไรบ้าง หลังจากที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯด้านเศรษฐกิจ ได้ออกมา ออกมาเผยว่า รัฐบาลได้สั่งการให้บีโอไอเตรียมแผนสำหรับส่งเสริมการท่องเที่ยวในเขตพัฒนาการท่องเที่ยวฝั่งตะวันตก หรือ Thailand Riviera และแผนส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง และในระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะการจัดทำกรอบสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนเพื่อการท่องเที่ยวที่ชัดเจน

นายอิทธิฤทธิ์กล่าวว่า ปัญหาสำคัญของกลุ่มผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวของไทย คือ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ด้านการส่งเสริมการลงทุน เนื่องจากไม่เข้าเกณฑ์ของบีโอไอ โดยผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวของไทยส่วนใหญ่หรือกว่า 80% เป็นผู้ประกอบการรายเล็ก-กลาง หรือ SMEs ซึ่งลงทุนไม่ถึงข้อกำหนดของบีโอไอ ที่สำคัญแนวทางการส่งเสริมตามเงื่อนไขเดิมนั้นกำหนดไว้เฉพาะในบางพื้นที่เท่านั้น ทำให้มาตรการดังกล่าวนั้นได้รับประโยชน์เฉพาะกลุ่มทุนรายใหญ่เป็นหลัก

“มาตรการเดิมกำหนดเกณฑ์การลงทุนไว้ที่ไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท และให้เฉพาะในบางพื้นที่ บางกิจการ คนที่ได้รับสิทธิก็จะเป็นกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ ในครั้งนี้หากบีโอไอจะออกมาตรการใหม่ก็อยากให้พิจารณาในประเด็นดังกล่าว และผ่อนเกณฑ์เม็ดเงินการลงทุนลงมาอยู่ที่สักระดับ 50 ล้านบาทขึ้นไป รวมถึงเพิ่มประเภทกิจการที่ได้รับสิทธิประโยชน์ให้หลากหลายและครอบคลุมทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ทั้งผู้ให้บริการเรือท่องเที่ยว, รถนำเที่ยว เป็นต้น รวมทั้งไม่จำกัดพื้นที่ ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ประกอบการซึ่งส่วนใหญ่เป็นเอสเอ็มอีเข้าถึงสิทธิประโยชน์ได้อย่างแท้จริง” นายอิทธิฤทธิ์กล่าว

นายอิทธิฤทธิ์กล่าวต่อไปอีกว่า ก่อนหน้านี้ทาง สทท.ได้เคยเข้าพบและเจรจากับบีโอไอไปแล้วว่า มาตรการสนับสนุนส่งเสริมของบีโอไอที่มีอยู่นั้นมีข้อจำกัดค่อนข้างมาก ที่ทำให้กลุ่มผู้ประกอบการเข้าไม่ถึงสิทธิประโยชน์นั้น พร้อมทั้งแจ้งความประสงค์ว่าทางกลุ่มผู้ประกอบการ

ด้านท่องเที่ยวอยากให้ทางบีโอไอทำการปรับเกณฑ์ใหม่ ซึ่งทุกฝ่ายค่อนข้างรอด้วยความหวังว่าการส่งสัญญาณของรัฐบาลในครั้งนี้จะทำให้มีการปรับเปลี่ยนเกณฑ์การส่งเสริม และทำให้กลุ่มผู้ประกอบการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ด้านการส่งเสริมการลงทุนได้ดียิ่งขึ้น

“เราอยากให้ทางบีโอไอศึกษาแผนส่งเสริมการลงทุนให้กับภาคเอกชน โดยพิจารณารายละเอียดแต่ละพื้นที่อย่างละเอียด เพราะแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกันเพื่อให้เกิดการลงทุนในส่วนภูมิภาคหรือพื้นที่เมืองรองมากยิ่งขึ้น”

สอดรับกับแหล่งข่าวจากบริษัทให้บริการรถนำเที่ยวรายหนึ่ง ที่กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ที่ผ่านมาผู้ประกอบการท่องเที่ยวส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาตัวเองมาตรการส่งเสริมต่าง ๆ เข้าไม่ถึง ยกเว้นกลุ่มทุนใหญ่ที่ลงทุนในธุรกิจโรงแรม สวนสนุก หรือธีมปาร์กขนาดใหญ่ โดยนอกจากจะเข้าไม่ถึงเงื่อนไขการส่งเสริมของบีโอไอแล้ว กลุ่มผู้ประกอบการท่องเที่ยวรายเล็กที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ทั้งเมืองหลักเมืองรองยังมีข้อจำกัดในด้านการเข้าถึงแหล่งเงินกู้อีกด้วย แม้ว่าที่ผ่านมาธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ออกมาตรการให้เอสเอ็มอี ในกลุ่มการท่องเที่ยวเข้าถึงแหล่งเงินกู้มากขึ้น แต่ก็ยังไม่ตอบโจทย์ทั้งหมด

“หลักเกณฑ์ของเอสเอ็มอีแบงก์ระบุว่า ถ้าผู้ประกอบการเป็นบุคคลธรรมดาสามารถกู้ได้ไม่เกิน 2 ล้านบาท ส่วนนิติบุคคลกู้ได้สูงสุดไม่เกิน 15 ล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวนี้ไม่ตอบโจทย์ผู้ประกอบการมากนัก ยกตัวอย่างเช่น ผู้ประกอบการโรงแรมขนาดกลางที่ต้องการกู้เงินมาพัฒนาปรับปรุงโรงแรมสัก 50 ล้านบาท หรือบริษัทให้เช่ารถหากต้องการเงินมาลงทุนเพิ่มสัก 20-30 ล้านบาท ก็ต้องวิ่งหาแหล่งเงินทุนเอง ทำให้ผู้ประกอบการคนไทยไม่สามารถขยายกิจการได้ ซึ่งประเด็นนี้ถือเป็นประเด็นหนึ่งที่เปิดช่องว่างให้นักลงทุนรายใหญ่ หรือนักลงทุนต่างชาติเข้ามากินรวบธุรกิจท่องเที่ยวในไทย” แหล่งข่าวกล่าว

Previous articleเศรษฐกิจ “ญี่ปุ่น” ไตรมาส2 พุ่งสูงสุดในรอบ 10 ปี ด้านนักวิเคราะห์เตือนภัยพิบัติทำศก.ชะลอตัว
Next articleกระทรวงการท่องเที่ยวสั่งทุกส่วนพร้อมรับ “Moto GP”