“แอสเสท เวิรด์” เร่งต่อยอดธุรกิจโรงแรม ประกาศเทงบลงทุนเพิ่มปีละหมื่นล้านอุดแผนลงทุนเดิม 5 ปี 4 หมื่นล้าน

“แอสเสท เวิรด์” ทุ่มต่อยอดธุรกิจโรงแรม-บริการ เผยพร้อมเทเพิ่มปีละ 1 หมื่นล้านเสริมแผน 5 ปีเดิมพัฒนาโรงแรมเพิ่ม 13 แห่งมูลค่ากว่า 4 หมื่นล้านบาท ย้ำผู้นำในโรงแรมในเซ็กเมนต์ ระดับกลางขึ้นไป พร้อมเร่งปูพรมโรงแรมกลุ่มไมซ์-โครงการมิกซ์ยูส รองรับนักทองเที่ยวกลุ่มธุรกิจ ชี้แนวโน้มภาคธุรกิจท่องเที่ยวไทยยังโตได้ต่อเนื่อง ยันโรงแรมระดับบนของไทยยังไม่โอเว่อร์ซัพพลาย

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC เปิดเผยว่า ปัจจุบัน AWC เป็นเจ้าของโรงแรมรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทยในโรงแรมระดับ Midscale ขึ้นไป โดยมีห้องพักทั้งหมดทั้งที่เปิดดำเนินการแล้วและที่อยู่ระหว่างการพัฒนาและปรับปรุง รวม 15 แห่งมีจำนวน 4,960 ห้อง นอกจากนี้ยังมีแผนเข้าซื้อหุ้นในบริษัทผู้เป็นเจ้าของโรงแรมอีกรวม 12 แห่ง มีจำนวนห้องพัก 3,546 ห้อง โดยคาดว่าภายในปีอีก 5 ปีข้างหน้าบริษัทฯ จะมีโรงแรมที่เปิดให้บริการทั้งสิ้น 27 โรง และมีจำนวนห้องพักมากถึง 8,500 ห้อง

โดยโรงแรมในพอร์ตที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้นบรัทฯ แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ประกอบด้วย 1. โรงแรมกลุ่ม MICE และโรงแรมกลุ่มที่เน้นบริการด้านอาหารและเครื่องดื่ม จำนวน 4 แห่ง ประกอบด้วย แบงค็อก แมริออท มาคีส์ ควีนปาร์ค สุขุมวิท, แอทธินี โอเทล อะ ลัคชัวรี่ คอลเลคชั่น แบงค็อก, ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ และแบงค็อค แมริอทท เดอะ สุรวงศ์ 2. โรงแรมในเมือง (City Hotel) ในกรุงเทพฯ จำนวน 4 แห่ง ประกอบด้วย เลอ เมอริเดียน กรุงเทพฯ, ฮิลตัน สุขุมวิท กรุงเทพฯ, ดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตัน สุขุมวิท และฮอลิเดย์ อินน์ สาทร
3. รีสอร์ทระดับ Luxury นอกกรุงเทพฯ จำนวน 2 แห่ง ประกอบด้วย บันยันทรี สมุย และวานาเบล อะ ลัคชัวรี่ คอลเลคชั่น รีสอร์ท เกาะสมุย (Vana Belle) และ 4) โรงแรมอื่น ๆ นอกกรุงเทพฯ อาทิ เชอราตัน สมุย, เลอ เมอริเดียน เชียงใหม่, แมริออท หัวหิน, แมริออท ภูเก็ต (ในยางบีช)

โดยโรงแรมทั้งหมดบริหารงานโดยผู้บริหารโรงแรมชั้นนำระดับสากล เช่น Marriott International Inc., ฮิลตัน, บันยันทรี และโอกุระ ซึ่งการมีเครือข่ายพันธมิตรกับผู้บริหารโรงแรมระดับสากลช่วยให้บริษัทฯ สามารถเป็นเจ้าของและพัฒนาโรงแรมที่ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าได้ และช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งของเครือข่ายโรงแรมผ่านช่องทางการขายและการตลาดระดับสากล ซึ่งรวมถึง Guest Loyalty Program ที่มีสมาชิกมากกว่า 290 ล้านคน

“ในปี 2561 ที่ผ่านมาเรามีรายได้รวม 7,861 ล้านบาท โดยรายได้หลักมาจากโรงแรมในกลุ่มไมซ์โฮเทล คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 52% รองลงมาคือ กลุ่มซิตี้โฮเทล สัดส่วน 16.5%, กลุ่มลักชัวรี่ 11% ที่เหลือเป็นโรงแรวมกลุ่มทั่วไป” นางวัลลภากล่าว

นางวัลลภากล่าวว่า ส่วนตัวยังเชื่อมั่นว่าธุรกิจโรงแรมในประเทศไทยยังมีศักยภาพในการเติบโตอย่างตอ่เนื่อง โดยเฉพาะในเซ็กเมนต์ระดับกลาง หรือระดับ Midscale ขึ้นไป เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีคุณภาพสูง สามารถสร้างรายได้และกำไรได้ในอัตราที่สูงด้วยเช่นกัน บวกกับการที่ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก โดยคาดการณ์กันว่าในอัก 10 ปีข้างหน้าประเทสไทยจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 50 ล้านคน

และด้วยเครือข่ายที่แข็งแกร่งของกลุ่มทีซีซียิ่งชื่อว่าจะช่วยให้บริษัทฯ มีศักยภาพและความพร้อมที่จะเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งบริษัทฯ พร้อมที่จะต่อยอดความสำเร็จผ่านการพัฒนาโครงการแรงโรมใหม่ ๆ ในประเทศไทย โดยได้เตรียมงบลงทุนเพิ่มเติมจากแผนเดิมไว้ถึงปีละประมาณ 1 หมื่นล้าน

“ในแผน 5 ปีเดิมนั้นเรามีโรงแรมที่อยู่ระหว่างการพัฒนาจำนวน 13 แห่งทั้งในกรุงเทพฯ ลต่างจังหวัด มูลค่ารวมกว่า 4 หมื่นล้านบาท” นางวัลลภากล่าว และว่า ในจำนวน 13 โรงแรมดังกล่าวนี้มีโครงการขนาดใหญ่และเป็นรูปแบบมิกซ์ยูสมูลค่ารวมโครงการละกว่า 1 หมื่นล้านบาท จำนวน 2 แห่งคือ พัทยา ซึ่งประกอบด้วยส่วนของโรงแรม 2 แบรนด์ รวมห้องพัก 1,298 ห้อง พื้นที่ค้าปลีก และสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ที่สร้างขึ้น และเอเชียทีค ซึ่งคาดว่าน่าจะมีห้องพักรวมประมาณ 800 ห้อง

ขณะที่นายสเตฟาน ฟานเดน อาวาเล หัวหน้าคณะกลุ่มโรงแรมบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า AWC สินทรัพย์ในกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการที่มีความหลากหลายและสมดุลในเชิงธุรกิจ โดยสินทรัพย์โรงแรมเกือบทั้งหมดนั้นบริษัทฯ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และตั้งอยู่ในทำเลธุรกิจที่สำคัญและแลนด์มาร์คของธุรกิจท่องเที่ยวในประเทศไทย จึงมีศักยภาพที่จะสร้างรายได้และกระแสเงินสดได้อย่างแข็งแกร่ง พร้อมทั้งสร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืนในระยะยาว

นอกจากนี้ อีกหนึ่งปัจจัยเสริมความแข็งแกร่งของ AWC คือเครือข่ายพันธมิตรของกลุ่มผู้บริหารโรงแรมระดับสากล และการมีแบรนด์ที่เป็นที่รู้จักอย่างดี นำไปสู่โอกาสในการสร้างรายได้และความได้เปรียบทางธุรกิจมากกว่าคู่แข่ง ในขณะเดียวกันยังมีต้นทุนในการพัฒนาและใช้เวลาในการพัฒนาโครงการน้อยกว่า อันเป็นผลมาจาก Economy of Scale และประสบการณ์ของทีมงาน การปฏิบัติงานที่แข็งแกร่งของทุกโรงแรมที่เปิดดำเนินการแล้ว และศักยภาพในการแข่งขันที่มากกว่าผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ในธุรกิจโรงแรมและการบริการ พิสูจน์ได้จากรางวัลที่โรงแรมต่าง ๆ ในเครือที่เคยได้รับมากกว่า 50 รางวัล

“จากที่ประประเทศไทยยังเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก โดยในปี 2561 ที่ผ่านมามีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางมายังประเทศไทยกว่า 38 ล้านคน ซึ่ง Hotels and Restaurants Sector สร้างรายได้ประมาณ 915,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 5.6% ของ Nominal GDP ของประเทศไทย จากข้อมูลจากในอดีตและการคาดการณ์ในระยะยาว ชี้ให้เห็นว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาตินั้นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปีและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เราจึงมั่นใจจำนวนโรงแรมของไทยที่มีอยู่ในขณะนี้ไม่โอเวอร์ซัพพลาย โดยเฉพาะในเซ้กมเนต์ระดับกลางขึ้นไป”

อนึ่ง แอสเสท เวิรด์ คอร์ป (AWC) เป็นหนึ่งในบริษัทในกลุ่มบริษัททีซีซี ซึ่งประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) ที่ดำเนินพัฒนาและบริหารอสังหาริมทรัพย์ที่มุ่งตอบสนองไลฟ์สไตล์แบบครบวงจรในประเทศไทย โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ กลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ (Hospitality) และกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ (Retail and Commercial Building) ซึ่งครอบคลุมโครงการในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อประกอบกิจการการค้า (Retail and Wholesale) และกลุ่มธุรกิจอาคารสำนักงาน (Office)

Previous article#NASAMoonTunes เพลงที่นักบินอวกาศฟังในภารกิจพิชิตดวงจันทร์ครั้งใหม่
Next article“แกเร็ธ” เบล หากไปจีน อาจลดเกรดตัวเอง และหายไปจากกระแสหลักตลอดกาล