“วัลลภา ไตรโสรัส” ลูกสาวเจ้าสัวเจริญผนึก AWC-พันธมิตรไมซ์ระดับโลกฝ่า Disrupt ธุรกิจท่องเที่ยว

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.แอสเสท เวิรด์ คอร์ป (AWC) กล่าวในงานสัมมนา “Thailand 2020 #ก้าวข้ามพายุเศรษฐกิจ” จัดโดยหนังสือพิมพ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ช่วงหนึ่งว่า พอร์ตธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ทำเป็นไปในเชิงไลฟ์สไตล์ และมีความเชื่อมั่นว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นการลงทุนระยะยาว จะก้าวข้ามพายุต่างๆ ไปได้ด้วยศักยภาพอันแข็งแกร่งของประเทศ

โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่มั่นคงเติบโตต่อเนื่อง และเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ ก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นเมืองที่น่าท่องเที่ยวถึง 3 ปีซ้อน และเป็นจุดหมายหลักของการเดินทาง (Destination) และยังมีเมืองหลักๆ อีกหลายเมืองที่มีศักยภาพจะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

“วันนี้อัตราการเติบโตด้านการท่องเที่ยวของบ้านเรายังเติบโตต่อเนื่อง มีศักยภาพถึง 12% แต่ที่น่าสนใจคือธุรกิจ MICE (ประชุมสัมมนา-จัดนิทรรศการ) มีอัตราการเติบโตถึง 48% ต่อปี ซึ่งก้าวกระโดดมาก เมื่อมองถึงศักยภาพตรงนี้ เราจึงสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับประเทศด้วยการสร้างสินค้า-อสังหาริมทรัพย์ที่มีคุณภาพมาตรฐานระดับโลก ซึ่งถือว่าเราจะเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างขีดการแข่งขันให้กับประเทศ”

ในพอร์ตของบริษัทตอนนี้ มีสัดส่วนของโรงแรม 14 แห่ง ออฟฟิศ 9 แห่ง พื้นที่รวม 198,781 ตารางเมตร ถือเป็นพอร์ตใหญ่สุดของระเทศ ตัวอย่างโครงการสำคัญๆ เช่น โรงแรม Bangkok Marriott Marquis Queen’s Park ที่เปลี่ยนจากโรงแรมอิมพีเรียล ควีนปาร์คเดิม ตั้งเป้าให้เป็น Best Convention Hotel และได้รับรางวัล Best Convention Hotel Asia ถือว่าได้มาตรฐานระดับโลก

หรือโครงการ ASIATIQUE The Riverfront เน้นการสร้าง Detination เราจะดึงคนให้ออกจากบ้าน และจากมือถือ แล้วให้มาอยู่ในที่ของเราให้มีความสุข ได้ใช้เวลากับครอบครัว ตรงนี้คือคอนเซ็ปต์ที่เราจะสร้าง เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนไทยและโลก และเป็นจุดหนึ่งที่มองว่าศักยภาพที่จะสามารถดึงนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้เข้ามาในประเทศก็ถือเป็นความตั้งใจของ AWC จากจุดนี้ทำให้เราได้ตัวเลขนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 70% และได้รางวัล Best Shopping Destination in Asia จาก TripAdvisor ด้วย และกำลังจะมีแผนที่จะขยายต่อเนื่องออกไปอีกประมาณ 9 หมื่นตารางเมตร และมีแผนสร้างโรงแรม convention hotel by the river เพื่อเป็นแลนด์มาร์คใหม่ของริมแม่น้ำเจ้าพระยา

“อีกแห่งหนึ่งที่เพิ่งเปิดเมื่อปีที่แล้ว คือ โรงแรม Marriott Bangkok The Surawong ซึ่งหลังจากเปิดได้แค่ 2 เดือนก็ได้รับรางวัล Best Hotel in Bangkok จาก Tripadvisor และห้องอาหารจีนของโรงแรมก็ยังได้รับรางวัล Best Chinese Restaurant สามารถช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาใช้บริการได้ และยังมีแผนของโครงการอื่นที่จะพัฒนาอีก”

นอกจากนี้ การพัฒนาของเราอยากเน้นเรื่องของ Sustainable Value อย่างโรงแรมที่จัดงานเสวนาในวันนี้ โรงแรม The Athenee Hotel, Luxury Collection Hotel Bangkok ก็ได้รับรางวัล Best Sustainable Asia Pacific Award เป็นโฟกัสที่ร่วมกับพาร์ทเนอร์ทั้งหมดในรูปแบบ Sustain Ability

“โดยรวมแล้วเราจึงเชื่อมั่นว่า building a Better for the Country สำหรับไทยเรา จึงเป็นการรวมพลังและสร้างให้เป็นจุดหมายปลายทางให้กับโลก อันนี้เป็นมุมของการสร้าง Quanlity ของ Product“

ส่วนบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งขีดการแข่งขันจริงๆ คือการมี Facility ที่พร้อม วันนี้เราเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค เราอยู่ในระดับเศรษฐกิจที่น่าตื่นเต้นและมีเสน่ห์ อาหารอร่อย มีรอยยิ้ม และมีวัฒนธรรมที่ดึงดูดอยู่แล้ว แต่สิ่งที่สำคัญคือเราจะเสริม Facility เข้าไปในทุกๆ เมืองอย่างไร จะมีส่วนร่วมในการสร้างงานให้กับ Exotic Destination ที่กำลังเติบโตทั่วประเทศ และแผนโตในระยะสั้นกลางและยาว

ปัจจุบันมีแผนที่จะเติบโตในส่วนของห้องพักโรงแรม 2 เท่า และพื้นที่ค้าปลีกเพิ่มขึ้นอีก 2 เท่า โปรเจ็กต์ใหญ่สุดตอนนี้อยู่ที่กลางเมืองพัทยา ช่วยเสริมต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศพี่กำลังมีการพัฒนาตามนโยบาย EEC ตั้งเป้าจะให้เป็น Best and Biggest Hotel in the beach เพื่อดึงกลุ่มเป้าหมายระดับโลก แล้วสร้าง Destination ใหม่ๆ

“5 ปีที่ผ่านมา เราพัฒนาไป 30 กว่าโครงการ ลงทุนรวมไปกว่า 30,000 ล้านบาท เพิ่งเข้าตลาดหลักทรัพย์จึงได้เห็นบทวิเคราะห์ว่า การพัฒนาของเราถือเป็นครึ่งหนึ่งของตลาด ส่วนคุณภาพก็เป็น best positioning ในตลาด”

อีกเรื่องหนึ่งคือ การมีส่วนร่วมในการพัฒนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย กลยุทธ์ตอนนี้คือ การดึงนักท่องเที่ยวระดับโลกให้เข้ามาในโครงการของเรา รวมทั้งดึงกลุ่มเป้าหมายประเภทประชุมสัมมนาเข้ามาด้วย ซึ่งต้องยอมรับว่าการทำธุรกิจ MICE ยังอยู่ขั้นต้น กำลังสร้าง facility world class ต่อตลาดประชุมสัมมนา เรากำลังร่วมกับพันธมิตรระดับโลก เพื่อสร้างเครือข่ายถึง 300 กว่าล้านเมมเบอร์ เพราะเราเจอ Disrupt ในธุรกิจท่องเที่ยวด้วย ซึ่งขณะนี้ถือเป็นกลยุทธ์หลัก ในการดึงกลุ่มเป้าหมายระดับโลก และใช้เครือข่ายเหล่านี้ในการต่อสู้กับ Disruptive โดย AWC เชื่อว่าสถานการณ์ภายในประเทศกำลังดีขึ้นในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ และจะเห็นการเติบโตมากขึ้น

“เราเป็นพันธมิตรกับเชนจ์โรงแรมระดับโลกประมาณ 6 แห่ง และคุยกับเจ้าอื่นๆ ที่อยากจะเข้ามาร่วม เพราะว่าเขามองว่าไทยเป็นจุดสนใจของการท่องเที่ยว ถ้าได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งก็จะถือเป็นจุดโฟกัสหลักของเขาไป”

ทั้งนี้ การ Direct Booking ก็เป็นส่วนสำคัญ เพราะการ Online Booking กำลังมา กินส่วนแบ่งประมาณ 20-30% เราจะทำอย่างไร เชนจ์ต่างประเทศเขาผนึกกำลังกันสร้างเครือข่ายแล้ว

แต่การจะสร้างศักยภาพในการแข่งขันได้ ต้องมองกลับมาข้างในคือ เรื่องคน ถ้าจะก้าวข้ามภาวะเศรษฐกิจต่างๆ เหมือนที่ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่าทุกครั้งที่มีพายุเศรษฐกิจ ให้มองเป็นโอกาส ถ้ากลับมาได้จะเป็นโอกาสที่มหาศาล

ซึ่งจากกำลังและรากฐานที่แข็งแกร่งจากภายใน ก็ต้องถามว่าเราไปด้วย Passion หรือเปล่า ผู้บริหารมีเป้าหมายชัดไหม มองลูกค้าเป็นศูนย์กลางหรือเปล่า เป็นต้น วันนี้สิ่งที่เรามองลูกค้าและการสร้างคุณค่าเพิ่มให้ลูกค้าเป็นคีย์หลักในกระบวนการของเรา ไม่ใช่แผนพัฒนาโครงการ แต่เป็น Living Creation ที่จะเติบโตไปกับลูกค้า

Previous articleสรรพากรยัน! ไม่ใช้ข้อมูล “ชิมช้อปใช้” ตรวจสอบภาษีร้านค้าร่วมโครงการ
Next articleไทยหนุน WTO เร่งเจรจา3ประเด็นค้าง ประมง-เกษตร-พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ให้สำเร็จกลางปี’63