“เอาท์ริกเกอร์” ไล่ซื้อโรงแรมหรู ย้ำแบรนด์ “รีสอร์ตริมหาด”

รีสอร์ต

“เอาท์ริกเกอร์ โฮเทลส์ แอนด์ รีสอร์ท” แบรนด์รีสอร์ตริมชายหาดชั้นนำของโลกเผยเชื่อมั่นศักยภาพอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ทุ่มซื้อรีสอร์ตระดับพรีเมี่ยมทำเลติดทะเล 3 แห่งของกลุ่มมานะไทยในภูเก็ต เกาะสมุย เขาหลัก พร้อมปิดดิวซื้อ “เชอราตัน โคน่า รีสอร์ท แอนด์ สปา” บนเกาะฮาวายอีกแห่ง ย้ำภาพแบรนด์พรีเมียร์รีสอร์ตริมชายหาดระดับโลก

นายเจฟ วาโกเนอร์ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอาท์ริกเกอร์ ฮอสพิทอลลิตี้ กรุ๊ป เปิดเผยถึงแผนธุรกิจเชิงกลยุทธ์ว่ากลุ่มเอาท์ริกเกอร์ฯยังคงมุ่งมั่นในการขยายพอร์ตธุรกิจในภูมิภาคเอเชียและที่อื่น ๆ รวมถึงประเทศไทย โดยในประเทศไทยนั้นบริษัทยังคงเชื่อมั่นในธุรกิจท่องเที่ยว

โดยเมื่อกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาบริษัทได้ลงทุนซื้อรีสอร์ตริมชายหาดระดับพรีเมี่ยมภายใต้แบรนด์มานะไทย โฮเท็ล แอนด์ รีสอร์ท จำนวน 3 แห่งในภาคใต้ของไทยรวม 372 ห้อง ที่ตั้งอยู่ริมชายหาดเป็นสุดยอดทำเลที่ติดทะเลของภูมิภาคเอเชีย

พร้อมทั้งดำเนินการปรับปรุงรีสอร์ตทั้ง 3 แห่งเพื่อรีแบรนด์และเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซั่นภายในสิ้นปีนี้ ภายใต้แบรนด์เอาท์ริกเกอร์ฯ ได้แก่

1.มานะไทยฯ เกาะสมุย รีแบรนด์เป็นเอาท์ริกเกอร์ เกาะสมุย บีช รีสอร์ทประกอบด้วย ห้องพัก 148 ห้อง สไตล์ “โคโลเนียล” ตั้งอยู่บนหาดละไม เกาะสมุย ใช้เวลาบินเพียง 70 นาทีจากกรุงเทพฯ และ 55 นาทีจากภูเก็ต

2.มานะไทย เขาหลัก รีแบรนด์เป็นเอาท์ริกเกอร์ เขาหลัก บีช รีสอร์ท ตั้งอยู่บนหาดบางสัก มองเห็นวิวทิวทัศน์ทะเลอันดามันและหาดทรายละเอียดทอดยาวที่สวยงามติดอันดับโลก ประกอบด้วยห้องพัก จำนวน 158 ห้อง แบ่งเป็นห้องสวีต และวิลล่า 12 ห้อง ร้านอาหาร 2 แห่ง บาร์และคิดส์คลับ ห่างจากสนามบินนานาชาติภูเก็ตเพียง 75 นาทีโดยรถยนต์

และ 3.มานะไทย สุรินทร์ ภูเก็ต รีแบรนด์เป็นมานะไทย ภูเก็ต บาย เอาท์ริกเกอร์ ตั้งอยู่ริมหาดทรายขาวละเอียดของหาดสุรินทร์ ที่พักบูทีครีสอร์ตมีสไตล์พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก ประกอบด้วย ห้องพักจำนวน 66 ห้อง แบ่งเป็นห้องสวีต 37 ห้อง ห้องอาหาร สปา และบาร์ริมสระว่ายน้ำ ใช้เวลาเดินทางเพียง 30 นาทีจากสนามบินนานาชาติภูเก็ต

“การลงทุนเข้าซื้อรีสอร์ตทั้ง 3 แห่งนี้สอดคล้องกับแผนธุรกิจเชิงกลยุทธ์และสานต่อพันธกิจในการเป็นแบรนด์พรีเมียร์รีสอร์ตระดับโลก และสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของเราต่อตลาดการท่องเที่ยวของประเทศไทย อันเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นด้านวัฒนธรรม” เจฟ วาโกเนอร์กล่าว


นอกจากนี้ บริษัทจะยังมองหาโอกาสขยายการลงทุนเพิ่มเติมต่อไปด้วยการส่งตัวแทนร่วมในการประชุมสุดยอด Americas Lodging Investment Summit (ALIS) ที่นครลอสแองเจลีส สหรัฐอเมริกาในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และงาน Hotel Investment Conference Asia Pacific (HICAP) ที่สิงคโปร์ในเดือนตุลาคมนี้

ประธานและซีอีโอของเอาท์ริกเกอร์ ฮอสพิทอลลิตี้ กรุ๊ป กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า นอกจากการลงทุนใน 3 รีสอร์ตใหม่ในประเทศไทยแล้ว ขณะนี้บริษัทยังเตรียมปิดแผนการเจรจาเข้าซื้อเชอราตัน โคน่า รีสอร์ท แอนด์ สปา ตั้งอยู่ที่เคเอาฮูเบย์ (Keauhou Bay) บนเกาะฮาวาย รีสอร์ตริมชายหาดระดับพรีเมี่ยมขนาด 509 ห้อง ในปลายเดือนสิงหาคม 2564 นี้

และจะรีแบรนด์เป็นเอาท์ริกเกอร์ โคน่า รีสอร์ท แอนด์ สปา โดยแผนการเข้าซื้อโรงแรมเชอราตัน โคน่า รีสอร์ท แอนด์ สปา ในโคน่าครั้งนี้ สอดคล้องกับแผนธุรกิจเชิงกลยุทธ์ของเอาท์ริกเกอร์ฯที่มุ่งมั่นในการขยายพอร์ตธุรกิจในฮาวายและที่อื่น ๆ เพื่อสานต่อและย้ำพันธกิจในการเป็นแบรนด์พรีเมียร์รีสอร์ตริมชายหาดระดับโลก

“การเข้าซื้อโรงแรมเชอราตัน โคน่า รีสอร์ท แอนด์ สปา ในโคน่า ฮาวาย และในประเทศไทย 3 รีสอร์ตในภาคใต้ของไทยนี้ ทำให้เอาท์ริกเกอร์ฯมีห้องพักใหม่เกือบ 1,000 ห้องเข้าพอร์ตการลงทุนทั่วโลก” เจฟ วาโกเนอร์กล่าว

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ