“เดอะ สแตนดาร์ด” ฝ่าโควิด ชี้โรงแรมฟื้นเร็ว ลุยปักหมุดทั่วโลก

อมาร์ ลัลวานี่
อมาร์ ลัลวานี่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท สแตนดาร์ด อินเตอร์เนชั่นแนล กลุ่มบริษัทเจ้าของเดอะ สแตนดาร์ด โฮเท็ลส์ (The Standard)
สัมภาษณ์

กว่า 1 ปีแล้วที่ไวรัสโควิดระบาดทั่วโลกนั้น เป็นความท้าทายของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการอย่างมาก แต่ท่ามกลางความท้าทายนี้ก็มีหลายองค์กรที่พยายามสร้างโอกาสใหม่ทางการตลาดเช่นกัน

The Standard (เดอะ สแตนดาร์ด) แบรนด์โรงแรมทรงพลังที่สุดแบรนด์หนึ่งในธุรกิจ “บูทีคโฮเทล” ที่สะท้อนออกมาจากการจัดวางตัวอักษรของโลโก้โรงแรมแบบกลับหัว นับเป็นแบรนด์หนึ่งที่สามารถฝ่าวิกฤตและหาโอกาสใหม่ได้ต่อเนื่อง

“ประชาชาติธุรกิจ” ได้ร่วมสัมภาษณ์ “อมาร์ ลัลวานี่” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท สแตนดาร์ด อินเตอร์เนชั่นแนล กลุ่มบริษัทเจ้าของเดอะ สแตนดาร์ด โฮเท็ลส์ (The Standard) ถึงมุมมองเกี่ยวกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการ รวมถึงแผนการขยายพอร์ตโฟลิโอไปในภูมิภาคต่าง ๆ รวมถึงประเทศไทยไว้ดังนี้

เชื่อกระทบหนักแต่ฟื้นได้เร็ว

“อมาร์” บอกว่า วิกฤตโควิดครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อทุกธุรกิจในระดับที่แตกต่างกัน ในส่วนของธุรกิจโรงแรมนั้นแม้จะได้รับผลกระทบหนัก แต่ก็มองว่าโรงแรมเป็นธุรกิจที่รองรับทุกคนให้ออกมาใช้ชีวิต เป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง ดิจิทัลหรือเวอร์ชวลไม่สามารถเข้ามาทดแทนได้ ผู้คนยังต้องการเดินทางท่องเที่ยวและพักผ่อน จึงเชื่อว่าธุรกิจโรงแรมมีแนวโน้มที่จะพลิกฟื้นกลับมาได้แน่นอน เมื่อสถานการณ์เหมาะสม

โดย “เดอะ สแตนดาร์ด” ยังคงแข็งแกร่งสามารถทำกำไรและเติบโตต่อไปได้ และเดินหน้าขยายสาขาทั่วโลกตามแผนในปีที่ผ่านมา ซึ่งในส่วนของธุรกิจอาหาร และเครื่องดื่มมีรายได้เกินระดับที่คาดการณ์ไว้ในปี 2564 และยังสามารถบริหารต้นทุนให้มีกำไรในภาวะที่รายได้ลดลง

และความแข็งแกร่งของแบรนด์ก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ตัวเลขยอดการจองตรงโรงแรมในเครือเดอะ สแตนดาร์ด อยู่ในระดับสูงตลอด โดยเพิ่มจากอัตรา 45% ก่อนโควิดระบาด มาสู่ระดับ 58%

ที่สำคัญจากการสำรวจความพึงพอใจผู้เข้าพักของเดอะ สแตนดาร์ด ไมอามี ยังพบว่าเป็นแบรนด์ที่สามารถสร้างความพึงพอใจจากแขกได้สูงสุดเหนือลักเซอรี่แบรนด์อื่น ๆ โดยได้รับความพึงพอใจสูงสุดอันดับที่ 1 จาก 241 โรงแรมของไมอามี (สหรัฐอเมริกา)

“ปัจจุบันกระแสความต้องการในการท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีรายได้สูง และประเทศที่มีเศรษฐกิจมั่นคงและพึ่งพาธุรกิจท่องเที่ยวขาเข้าน้อยกว่าอุตสาหกรรมอื่น ๆ มีโอกาสที่จะฟื้นตัวได้เร็วกว่า”

“อมาร์” ยังบอกด้วยว่า สำหรับในภูมิภาคเอเชียนั้น ส่วนตัวประเมินว่ากลุ่มประเทศที่มีแนวโน้มฟื้นตัวในลำดับแรก ๆ คือ สิงคโปร์ จีน ฮ่องกง เพราะขณะนี้ประชากรมากกว่า 50% ได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว จากนั้นน่าจะตามด้วยญี่ปุ่น ไต้หวัน ที่ขณะนี้ประชากรฉีดวัคซีนไปแล้วประมาณ 40%

3 แบรนด์ 17 แห่ง 1.8 พันห้อง

สำหรับพอร์ตโฟลิโอของสแตนดาร์ด อินเตอร์เนชั่นแนลนั้น “อมาร์” ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันมีโรงแรม 17 แห่ง รวมห้องพัก 1,834 ห้อง (ยังไม่รวมหัวหิน 199 ห้อง และกรุงเทพฯ 155 ห้อง) ภายใต้ 3 แบรนด์หลัก ได้แก่ The Standard (เดอะ สแตนดาร์ด) Bunkhouse (บังก์เฮาส์) และ The Peri (เดอะเภรี)

โดย “เดอะ สแตนดาร์ด” เป็นแบรนด์ที่เน้นประสบการณ์ ศิลปะ แฟชั่น และไนต์ไลฟ์ ปัจจุบันมีโรงแรมที่เปิดให้บริการไปแล้วจำนวน 7 แห่ง ส่วนใหญ่อยู่ในสหรัฐอเมริกา ประกอบด้วย ฮอลลีวูด, แอลเอ, ไมอามี, นิวยอร์ก (2 แห่ง) ลอนดอน และมัลดีฟส์ รวมจำนวนห้องพัก 1,297 ห้อง ร้านอาหารและเครื่องดื่ม 28 แห่ง

ส่วน “บังก์เฮาส์” เป็นแบรนด์โรงแรมขนาดเล็กลงมา เน้นให้บริการในพื้นที่ท่องเที่ยวเมืองรอง หรือเมืองที่เป็นเกตเวย์ ปัจจุบันเปิดให้บริการแล้ว 9 แห่ง ซึ่งทั้งหมดอยู่ในสหรัฐอเมริกา

ขณะที่ “เดอะเภรี” เป็นแบรนด์สำหรับโรงแรมขนาดเล็กที่โฟกัสตลาดในภูมิภาคเอเชียเป็นหลัก ปัจจุบันเปิดให้บริการอยู่ 2 แห่งในประเทศไทยคือ หัวหิน และเขาใหญ่ (นครราชสีมา)

เพิ่มพอร์ต 4 เท่าในอีก 5 ปี

“อมาร์” บอกด้วยว่า สแตนดาร์ด อินเตอร์เนชั่นแนลมีแผนขยายจำนวนโรงแรมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าขยายพอร์ตโฟลิโอโรงแรมใหม่ทั่วโลกรวม 35 แห่งในอีก 5 ปีข้างหน้า หรือเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าตัว หรือเพิ่มขึ้น 18 แห่ง หลังจากที่โรงแรมแห่งแรกได้เปิดให้บริการที่เวสต์ฮอลลีวูด สหรัฐอเมริกา ในปี 2542

ทั้งนี้ แผนงานเปิดโรงแรมใหม่ที่ชัดเจนแล้วมี 9 แห่งใน 8 ประเทศ รวมห้องพัก 1,828 ห้อง 8 ประเทศในปี 2568 นี้ ในจำนวนนี้มีประเทศไทย 2 แห่ง หัวหิน (ประจวบคีรีขันธ์ และกรุงเทพฯ (อาคารมหานคร ถนนสาทร)


โดย The Standard, Hua Hin (เดอะ สแตนดาร์ด หัวหิน) เป็นรีสอร์ตแห่งแรกของแบรนด์ในประเทศไทย จะเปิดให้บริการ 1 ธันวาคม 2564 นี้ มีห้องพัก 178 ห้อง พูลวิลล่า 21 หลัง ติดหาด และ The Standard, Bangkok Mahanakhon (เดอะ สแตนดาร์ด แบงค็อก มหานคร) โรงแรมแฟลกชิปของแบรนด์เดอะสแตนตาร์ดในทวีปเอเชีย (เป็นส่วนหนึ่งของโครงการคิง เพาเวอร์ มหานคร)

“โรงแรมเดอะ สแตนดาร์ด แบงค็อก มหานคร จะสะท้อนความเป็นเมืองหลวงที่เปี่ยมพลังของกรุงเทพฯ ด้วยห้องพัก 155 ห้อง เพนต์เฮาส์ สระว่ายน้ำริมระเบียงฟิตเนส ห้องประชุม รวมทั้งบริการอาหารและเครื่องดื่ม และสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อน โดยกำหนดเปิดให้บริการในช่วงต้นปี 2565”

นอกจากนี้ ยังมี The Standard, Ibiza (เดอะ สแตนดาร์ด อิบิซ่า) ประเทศสเปนที่จะเปิดให้บริการในปี 2565 โดยโรงแรมใหม่ทั้ง 3 แห่งถือเป็นส่วนหนึ่งในการเริ่มต้นแผนการขยายตลาดด้วยโครงการเด่น 12 แห่งในเมืองท่องเที่ยวในตลาดสำคัญทั่วโลก รวมถึงในสิงคโปร์ เมลเบิร์น ลิสบอน ดับลิน บรัสเซลส์ และลาสเวกัส

ไทยเดสติเนชั่นอันดับ 1

“อมาร์” ยังบอกอีกว่า สำหรับประเทศไทยนั้น ยังคงเป็นจุดหมายท่องเที่ยวอับดับ 1 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลาย ทำให้กลายเป็นหนึ่งในเดสติเนชั่นอันดับต้น ๆ ของนักเดินทางจากทั่วโลก จนทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเติบโตอย่างต่อเนื่องตลอดด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวมากกว่า 38 ล้าน ในปี 2561 และมากกว่า 39 ล้านในปี 2562 ก่อนที่จะเกิดวิกฤตโควิด-19

โดยกรุงเทพฯ ภูเก็ต สมุย หัวหิน พัทยา เชียงใหม่ ยังคงได้รับความนิยมในฐานะเมืองสุดโปรดของเหล่านักเดินทางทั่วโลก โดยติดอันดับจุดหมายปลายทางยอดนิยมของโลกจากการมอบรางวัล Tripadvisers Travellers’ Choice Best of the Best 2021 ในประเภท popular destinations-world จากการลงคะแนนเสียงโดยนักท่องเที่ยวที่เคยมาสัมผัสเมืองไทย

และมั่นใจว่าประเทศไทยมีศักยภาพที่จะเป็นจุดหมายปลายทางหลักของนักเดินทางในช่วงที่การท่องเที่ยวเริ่มกลับมาอีกครั้ง

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ