KTAM แนะกองทุน LTF-RMF ดาวเด่นโค้งสุดท้าย สร้างโอกาสรับผลตอบแทนดีกับ KT-HIDIV-KTEF

นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วงนี้นับเป็นช่วงโค้งสุดท้ายของการลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ ( RMF ) และกองทุนรวมหุ้นระยะยาว ( LTF ) เพื่อเป็นการสร้างวินัยการออมในระยะยาว พร้อมรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ปรับตัวเพิ่มขึ้นทะลุ 1,700 จุด และคาดว่าจะมีแนวโน้มที่สูงต่อเนื่องในปี 2561 โดยบริษัทคาดเป้าหมายดัชนีไว้ที่ 1,820 จุด เนื่องจากเศรษฐกิจไทย น่าจะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ความเชื่อมั่นเริ่มฟื้นขึ้นมา เป็นแรงผลักดันให้การบริโภคปรับตัวดีขึ้น อีกทั้ง เม็ดเงินลงทุนภาครัฐของหลายโปรเจคที่มีการประมูลไปก่อนหน้านี้ น่าจะเริ่มไหลเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ


นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกสินค้าน่าจะดีต่อเนื่อง ขณะที่ เงินเฟ้อในประเทศน่าจะอยู่ในระดับต่ำจากทั้งราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกและราคาสินค้าเกษตรที่ยังไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นสูงนัก ทำให้แม้ว่าเศรษฐกิจจะดี แต่ดอกเบี้ยยังน่าจะทรงตัวอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง โดยคาดว่าณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.50% ตลอดปี 2561 นี้

บริษัทได้คัดกองทุนเด่นที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุนพิจารณาเลือกลงทุน คือ กองทุนเปิดกรุงไทยหุ้นไฮดิวิเดนด์ เพื่อการเลี้ยงชีพ( KT-Hidiv RMF ) มีนโยบายการลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพี้นฐานแข็งแกร่ง มีประวัติการจ่ายเงินปันผลที่ดี และสม่ำเสมอ และเป็นกองทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดีอย่างสม่ำเสมอ ในระดับ 4 ดาว จาก Morningstar (ข้อมูล ณ วันที่ 30 ต.ค.60 ) สำหรับผลการดำเนินงานย้อนหลัง ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 3 เดือนอยู่ที่ 8.22% 6 เดือน อยู่ที่ 13.97% 1 ปี อยู่ที่ 17.87% และ 3 ปี อยู่ที่ 6.11% เมื่อเทียบกับ Benchmark 3 เดือน อยู่ที่ 3.61% 6 เดือน อยู่ที่ 5.41% 1 ปี อยู่ที่ 18.03% และ3 ปี อยู่ที่ 0.94%

ส่วนกองทุนเปิดกรุงไทย สมาร์ท หุ้นระยะยาว ( KTEF- LTF ) เน้นลงทุนในหุ้น ทั้งขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ ที่จดทะเบียนที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีแนวโน้มการเจริญเติบโตทางธุรกิจสูง และให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมเมื่อเทียบกับระดับความเสี่ยง โดยบริหารกองทุนในเชิงรุก เพื่อให้ผลตอบแทนเหนือตลาด เลือกลงทุนในหุ้นที่มีราคาต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน และมีผลกำไรเติบโตที่ระดับสูงในอนาคต ผลการดำเนินงานย้อนหลัง ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 3 เดือน อยู่ที่ 10.22 % 6 เดือน อยู่ที่ 12.87% และ1 ปี อยู่ที่ 13.53 % เมื่อเทียบกับ Benchmark 3 เดือน อยู่ที่ 5.35% 6 เดือน อยู่ที่ 9.89% และ1 ปี อยู่ที่ 15.89%

สำหรับเงื่อนไขการลงทุน ในกองทุน RMF จะต้องลงทุนต่อเนื่องอย่างน้อย 5 ปีติอต่อกัน และอายุ 55 ปี บริบูรณ์ จึงจะสามารถขายคืนหน่วยลงทุนได้ แต่สามารถเว้นการลงทุนได้ไม่เกิน1 ปีติดต่อกัน ทั้งนี้ ขอแนะนำว่า ควรลงทุนต่อเนื่องทุกปี อย่างน้อย 3 % ของรายได้ที่ต้องเสียภาษี หรือ5,000 บาท โดยดูว่าอย่างใดต่ำกว่ากัน ส่วนขั้นสูงสุดของการลงทุนคือ ไม่เกิน 15% ของรายได้ที่ต้องเสียภาษีต่อปี และต้องไม่เกิน 500,000 บาท เมื่อรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ประกันชีวิตแบบบำนาญ และกองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน ทั้งนี้ หากผิดเงื่อนไข ผู้ลงทุนต้องนำภาษีที่เคยได้รับ การลดหย่อนภาษีในช่วง 5 ปี ล่าสุดคืนสรรพากร

ส่วนกองทุน LTF เงินลงทุนขั้นสูงสุด ไม่เกิน 15% ของรายได้ที่ต้องเสียภาษี และไม่เกิน 500,000 บาท ไม่จำเป็นต้องซื้อต่อเนื่องทุกปี ลงทุนปีไหนได้สิทธิลดหย่อนภาษีในปีนั้น ลงทุนขั้นต่ำไม่กำหนด ผู้ลงทุนจะต้องถือครองหน่วยลงทุน 7 ปี ปฎิทิน จึงจะสามารถขายคืนหน่วยลงทุนได้ ทั้งนี้ หากผิดเงื่อนไขการลงทุน เงินที่ได้รับการยกเว้นทั้งหมด จะต้องคืนสรรพากร พร้อมจ่ายเพิ่ม1.5% ต่อเดือน โดยคิดย้อนหลังตั้งแต่เดือนเม.ย.ของปีที่ยื่นลดหย่อนภาษีไว้ จนถึงวันที่ยื่นคืนภาษี และกำไรที่ได้จากการขายคืนที่ผิดเงื่อนไข จะต้องนำไปรวมคำนวณภาษี

“ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ที่ระบุไวในคู่มือการลงทุน ในกองทุน LTF/RMF และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน“

Previous articleประกันโหมอินชัวร์เทค ปูพรมนวัตกรรมแข่งเดือด
Next articleกกท.ตั้งงบซื้อลิขสิทธิ์บอลโลก1.3 พันล้าน-เตรียมประกาศยันคนไทยดูฟรีม.ค.61 นี้