“คริปโตเคอเรนซี่” เขย่าโลก เฟซบุ๊กร่วมขบวน “แบน” โฆษณา

“สกุลเงินดิจิทัล” (crypto-currency) ในขณะนี้ถือว่ามีแต่เรื่องให้ติดตามไม่เว้นแต่ละวัน เมื่อสัปดาห์ก่อน ก็เกิดเหตุการณ์โจรกรรมเงินดิจิทัลครั้งใหญ่จากแพลตฟอร์มของบริษัทซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลในญี่ปุ่น ถือเป็นการ “แฮก” ระบบครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เพราะผู้ก่อเหตุได้ขโมยเงินสกุล NEM ตีเป็นมูลค่ากว่า 530 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 1.67 หมื่นล้านบาท

บริษัทซึ่งตกเป็นเป้าโจรกรรมในครั้งนี้คือ “คอยน์เช็ก” (coincheck) หนึ่งในบริษัทรับแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่การโจรกรรมครั้งแรก เมื่อปี 2014 บริษัทซื้อขายเงินดิจิทัล “MtGox” ได้ปิดตัวลง หลังจากออกมายอมรับว่าถูกขโมยเงินกว่า 400 ล้านเหรียญสหรัฐออกไปจากระบบ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ทางการโตเกียวเข้ามามีบทบาทกับตลาดเงินดิจิทัล โดยออกระบบใบอนุญาตมาบังคับใช้ และเริ่มตรวจตราการทำงานของบริษัทรับแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลสัญชาติญี่ปุ่นมากขึ้น

“ญี่ปุ่น” ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่สนับสนุนการค้าเงินดิจิทัลมากที่สุดในโลก โดยแทบไม่มีการควบคุม อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นกับคอยน์เช็ก ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างมาก กระทั่งผู้กำกับดูแลทางการเงินของญี่ปุ่นต้องเข้ามากำกับและตรวจสอบมากกว่าที่เคยเป็น

สำนักงานบริหารทางการเงินของญี่ปุ่น ได้ออกมาแถลงระบุว่า ได้ออกคำสั่งให้คอยน์เช็กวางแผนการยกระดับความปลอดภัยของระบบตัวเอง และประกาศให้บริษัทซื้อขายเงินดิจิทัลทุกรายในญี่ปุ่น ส่งแผนประเมินความปลอดภัยของตัวเองมาให้พิจารณา โดยระบุให้ฝ่ายบริหารของบริษัทต้องลงมาดูแลเรื่องนี้ด้วยตัวเอง

ขณะที่ภาคเอกชนที่ทำธุรกิจด้านสกุลเงินดิจิทัลในญี่ปุ่นก็มีการตื่นตัวอย่างมาก โดย 2 สมาคมผู้ประกอบการอย่าง “สมาคมบล็อกเชนประเทศญี่ปุ่น” และ “สมาคมธุรกิจคริปโตเคอเรนซี่ ญี่ปุ่น” ได้ประกาศควบรวบสมาคม ซึ่งจะทำให้มีบทบาทในการออกกฎกติกาเพื่อดูแลกันเองและคุ้มครองนักลงทุนมากขึ้น และช่วยเหลือนักลงทุนตัดสินใจในการเลือกแพลตฟอร์มลงทุนได้ดีขึ้น

นอกจากนี้ความกังวลใจในตลาดสกุลเงินดิจิทัลยังแพร่กระจายไปทั่วโลก เดือนที่ผ่านมา จีนได้ประกาศแบนการเทรดเงินดิจิทัลในประเทศ ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงคนหนึ่งในเกาหลีใต้ ได้ออกมาระบุว่า รัฐบาลโสมขาวกำลังพิจารณาที่จะแบนการเทรดเงินดิจิทัลในประเทศเช่นกัน แม้ว่าเมื่อวันที่ 31 มกราคมที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของเกาหลีใต้จะออกมาปฏิเสธว่า ไม่มีแผนที่จะปิดตลาดเงินดิจิทัล เป็นเพียงข้อเสนอหนึ่งเท่านั้น แต่นี่ก็ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าหลาย ๆ ตลาดใหญ่ของสกุลเงินดิจิทัลได้ถูกเฝ้าระวังและจับตาอย่างใกล้ชิดจากผู้กำกับดูแล

นอกจากรัฐบาลประเทศต่าง ๆ แล้ว ล่าสุดโซเชียลเน็ตเวิร์กยอดนิยม “เฟซบุ๊ก” ก็ได้แอ็กชั่นเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัลเช่นกัน โดยเฟซบุ๊กได้ประกาศเป็นทางการ “แบน” โฆษณาที่เกี่ยวข้องกับคริปโตเคอเรนซี่ หรือการระดมทุนด้วยเงินดิจิทัล (ICO) เนื่องจากมีความกังวลใจเรื่องการสแกมมิ่ง เข้าข่ายการหลอกลวง ตลอดจนการฟอกเงิน

อย่างไรก็ตาม “ร็อบ เลตเทิร์น” ผู้จัดการด้านผลิตภัณฑ์ของเฟซบุ๊ก ได้ออกแถลงการณ์ตามมาว่า ในอนาคตนโยบายดังกล่าวอาจจะมีการปรับปรุงให้สกุลเงินดิจิทัลที่ได้ขึ้นทะเบียนถูกกฎหมาย สามารถเข้ามาโฆษณาบนเฟซบุ๊กได้อีกครั้ง

“เราต้องการให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าหรือบริการต่าง ๆ ผ่านโฆษณาเฟซบุ๊กโดยไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นการฉ้อโกง เพราะปัจจุบันมีโฆษณาหลายตัวเกี่ยวกับ ICO หรือการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลที่เข้าข่ายหลอกลวง” ร็อบระบุ

Previous articleนักวิชาการมอง “เลือกตั้ง ก.พ.62” เป็นไปไม่ได้ เหตุ 2 กม.ลูกส่อปัญหา
Next articleสมรภูมิสตาร์ตอัพยังคึกคัก “สแนปอาส์ค” ชิงเค้กติวเตอร์ออนไลน์