สหภาพแรงงานญี่ปุ่นโวยนโยบายรัฐจ่ายค่าจ้างตามความสามารถ-ไม่สนชั่วโมงทำงาน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมา องค์กรแรงงานที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่นตัดสินใจถอนการสนับสนุนแผนงานรัฐบาลที่จะอนุมัติระบบจ่ายค่าแรงตามความสามารถสำหรับแรงงานทักษะสูง หลังจากรัฐบาลยื่นข้อเสนอนี้ต่อสหภาพแรงงาน

โดยริกิโอะ โคะซู หัวหน้าการรวมกลุ่มสหภาพการค้าญี่ปุ่นในนาม “เร็นโก” กล่าวภายหลังจากประชุมวิสามัญระหว่างว่าคณะกรรมการบริหารกลางว่า “ฉันเชื่อมั่นว่าความสัมพันธ์ระหว่างเรากับรัฐบาลจะยังคงดีอยู่เพราะว่าเราตัดสินใจเรื่องดังกล่าวด้วยเหตุผล”

ด้านโยชิฮิดะ สุกะ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ระบุว่า รัฐบาลพยายามสร้างความเข้าใจกับกลุ่มที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อให้ร่างแนวทางปฏิรูปมาตรฐานแรงงานระหว่างประชุมสภานิติบัญญัติพิเศษในฤดูใบไม้ผลินี้

“เราจะไม่เปลี่ยนแปลงจุดยืนในการดำเนินการ เรายังคงจะร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นร่วมกับเร็นโก”

สำหรับข้อเสนอของรัฐบาลมีแนวทางเกี่ยวกับการจ่ายค่าจ้างแรงงานทักษะสูงรายปีอย่างน้อย 10.75 ล้านเยน หรือประมาณ 96,830 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะยกเว้นการคิดค่าแรงตามจำนวนชั่วโมง รวมทั้งชั่วโมงงานล่วงเวลาด้วย เนื่องจากการคิดค่าแรงจะคำนวณจากผลงานเป็นหลัก

ด้านองค์กรคุ้มครองสหภาพแรงงานได้ร่วมคัดค้านการจ่ายค่าแรงตามสมควรในที่ทำงาน แต่โคะซู หัวหน้าการรวมกลุ่มสหภาพการค้าญี่ปุ่นได้พบกับนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ชินโซะ อาเบะ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา และขอร้องให้ทบทวนแผนงานรัฐบาลอีกครั้งโดยคำนึงถึงสุขภาพของแรงงานประกอบกัน

ขณะที่นายกฯ แสดงท่าทีเห็นด้วยในการปรับปรุงแก้ไขแนวทางใหม่ ด้านสหภาพธุรกิจญี่ปุ่นในนาม “เคย์ดันเร็น” จัดประชุมในปลายเดือนนี้และคาดว่าจะเห็นด้วยกับข้อเสนอที่ได้ปรับปรุงมาใหม่ แต่การทัดทานนี้มาจากทั้งในและนอกเร็นโกว่าคำขอร้องให้ปรับปรุงแนวทางใหม่เป็นการเปิดทางให้รัฐบาลผลักดันร่างมาตรการอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ โคะซูออกมาแสดงความเสียใจถึงกรณีที่ฝ่ายบริหารของเขาสร้างความเข้าใจผิดให้แก่สหภาพ โดยขอให้รัฐบาลพิจารณาร่างใหม่อีกครั้งตามที่ผู้ร่วมประชุมวิสามัญขอ

อย่างไรก็ตาม นาโอโตะ โอมิ เลขาธิการของเร็นโกระบุผลสรุปการประชุมในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า “แผนความร่วมมือระหว่างรัฐบาล แรงงานและการบริหารจัดการจะเลื่อนไปก่อน โดยเราจะพยายามทำทุกวิถีทางในการแก้ไขปัญหานี้ ผ่านมุมมองของฝ่ายเห็นต่างกับระบบ ด้วยการหารือในสภานโยบายแรงงานของรัฐบาลร่วมมือกับพรรคเดโมเครติก”