ถอดรหัส “คิวอาร์เพย์เมนต์” ระบบชำระเงินใหม่ในอาเซียน

ถอดรหัสคิวอาร์เพย์เมนต์
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

เมื่อปลายปี 2022 ชาติสมาชิกอาเซียน 5 ชาติ ประกอบด้วย ไทย, มาเลเซีย, สิงคโปร์, อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ร่วมกันลงนามในความตกลงจัดทำ “ระบบเพื่อการชำระเงินข้ามแดน” ขึ้นมาใหม่ระบบหนึ่ง

ระบบดังกล่าวเปิดโอกาสให้ผู้ที่พำนักอาศัยของแต่ละประเทศ สามารถชำระเงินในการซื้อสินค้าหรือบริการในประเทศอื่น ๆ ได้ในสกุลเงินของตนเองที่อยู่ใน “กระเป๋าเงินดิจิทัล” (digital wallet) หรือบัญชีธนาคาร หรือบัญชีบัตรเครดิต-เดบิต ได้ในทันที แทนการชำระด้วยเงินสด ผ่านการสแกน “คิวอาร์โค้ด” ที่ปรากฏอยู่ที่ร้านค้าหรือสถานประกอบการที่ให้บริการนั้น ๆ

ระบบนี้จึงถูกบางคนเรียกว่า ระบบ “คิวอาร์เพย์” หรือ “คิวอาร์โค้ดเพย์เมนต์” ที่ประเดิมบังคับใช้กันเมื่อไม่นานมานี้ใน 4 ประเทศคือ ไทย, มาเลเซีย, สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ส่วนฟิลิปปินส์ เตรียมการเข้าร่วมในโครงการนี้ในอีกไม่ช้าไม่นาน

ในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งหลังสุดเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ผู้นำชาติอาเซียนทั้งหมดร่วมกันเน้นย้ำถึงพันธะผูกพันที่มีต่อโครงการนี้ ด้วยการรับปากว่าจะดำเนินการเพื่อให้ระบบชำระเงินแบบใหม่นี้ขยายครอบคลุมไปทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียน

ระบบชำระเงินใหม่แบบดิจิทัลของอาเซียนนี้ นอกจากจะช่วยให้อาเซียนก้าวรุดหน้าสู่สังคมไร้เงินสดเข้าไปอีกก้าวแล้ว ยังเชื่อว่า จะช่วยเกื้อหนุนและอำนวยความสะดวกให้กับการค้า, การลงทุน และการโอนเงินระหว่างประเทศในหมู่ชาติสมาชิกด้วยกัน ซึ่งเท่ากับเป็นการสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหลายไปในตัว

Advertisment

พร้อมกันนั้นก็จะมีส่วนช่วยอย่างมากในการหล่อหลอมให้เกิดระบบนิเวศทางการเงินที่เป็นแบบฉบับเฉพาะของตนเองขึ้นมาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในเมืองไทย การชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ดเป็นที่รู้จักกันดีและแพร่หลายอย่างมากในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ในตอนนี้คนไทยที่เดินทางไปทำธุรกิจหรือท่องเที่ยวในมาเลเซีย, สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย สามารถใช้วิธีการเดียวกันนั้นจ่ายเงินเป็นค่าซื้อสินค้าหรือบริการในประเทศเหล่านั้นได้

ทำนองเดียวกัน คนในอีก 3 ชาติดังกล่าวซึ่งเดินทางมาท่องเที่ยวในไทยก็สามารถชำระเงินด้วยวิธีแบบเดียวกัน ผ่านการสแกนคิวอาร์โค้ด โดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินสดอีกต่อไป

นักวิเคราะห์บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ระบบใหม่นี้จะเอื้อประโยชน์เป็นพิเศษต่อ อุตสาหกรรมค้าปลีกในภูมิภาค ในขณะเดียวกันก็จะกลายเป็นการส่งเสริมการ
ท่องเที่ยวในภูมิภาคให้แข็งแกร่งขึ้นตามไปด้วย

Advertisment

หลักการทำงานของระบบชำระเงินดิจิทัลใหม่ของอาเซียนไม่ได้สลับซับซ้อนอะไรมากนัก เพียงเป็นการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินด้วยคิวอาร์โค้ดของแต่ละประเทศเข้าด้วยกัน ผ่านทาง “ดิจิทัลวอลเลต” (หรือบัญชีธนาคาร หรือบัญชีที่ผูกติดกับสถาบันการเงินที่เป็นทางการอื่น ๆ)

ในขณะนี้ คนไทยที่เดินทางไปเที่ยวบาหลี สามารถชำระเงินค่าโรงแรมที่พัก ด้วย “เงินบาท” ในกระเป๋าเงินดิจิทัลของตนเอง เช่นเดียวกัน ชาวอินโดนีเซียที่ทำงานอยู่ในสิงคโปร์ก็สามารถโอน “เงินดอลลาร์สิงคโปร์” ในกระเป๋าเงินดิจิทัลของตนเองไปให้กับญาติพี่น้องในอินโดนีเซียได้โดยง่าย

ค่าธรรมเนียมและอัตราแลกเปลี่ยน จะขึ้นอยู่กับความตกลงร่วมระหว่างธนาคารกลางหรือแบงก์ชาติของ 2 ประเทศนั้น ๆ เท่านั้นเอง

ที่น่าสนใจก็คือ ระบบชำระเงินด้วยคิวอาร์โค้ด ที่ใช้แบบเดียวกันทั่วทั้งภูมิภาคเช่นนี้ไม่เคยมีที่ไหนในโลกมาก่อน ธนาคารเพื่อการชำระเงินระหว่างประเทศ (Bank of International Settlements) ที่ตั้งอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ เคยคิดถึงเรื่องการชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ดและหมายเลขโทรศัพท์มือถือที่ครอบคลุมทั่วทั้งโลกแบบเดียวกันนี้ขึ้นมาก่อนหน้านี้ แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังคงเป็นเพียง “แนวคิด” อยู่นั่นเอง

ซาโตรุ ยามาเดระ ที่ปรึกษาแผนกวิจัยเศรษฐกิจและผลกระทบจากการพัฒนาของธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ถึงได้ชื่นชมว่า ระบบนี้ไม่เพียงใหม่อย่างยิ่งเท่านั้น ยังถือเป็น นวัตกรรมทางการเงินที่น่าสนใจอย่างมากอีกด้วย

เขาชี้ว่าในจีนระบบชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ดรุดหน้าไปมากก็จริง แต่ไม่ได้เชื่อมต่อข้ามประเทศเหมือนของอาเซียน ในขณะที่ในยุโรป นิยมการชำระผ่านเดบิตหรือเครดิตการ์ดมากกว่า ซึ่งนอกจากผู้ถือบัตรต้องเสียค่าธรรมเนียมแล้ว ร้านค้าหรือธุรกิจยังต้องจ่ายเงินรายปีเพื่อให้รองรับระบบต่อเนื่องได้ อัตราแลกเปลี่ยนที่คิดกันระหว่างแบงก์ชาติ 2 ประเทศย่อมได้อัตราที่ดีกว่าอัตราแลกเปลี่ยนในกระบวนการที่เอกชนใช้กันแน่นอน

เอดีบีชี้ว่าระบบของอาเซียน เอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มบี) มากที่สุด เพราะไม่จำเป็นต้องลงทุนอะไรมากมายนัก ที่สำคัญก็คือบริษัทในอาเซียนกว่า 90 เปอร์เซ็นต์เป็นธุรกิจขนาดเอสเอ็มบีทั้งสิ้น

นิโก ฮัน นักวิเคราะห์ของดิโพลแมต ริสก์ อินเทลลิเจนซ์ ชี้ด้วยว่า ระบบของอาเซียนช่วยลดการพึ่งพาเงินสกุลนอกภูมิภาคที่เคยใช้กันเป็นหลักในการชำระเงินระหว่างประเทศลง ไม่ว่าจะเป็นเงินดอลลาร์ หรือหยวน โดยก้าวข้ามสกุลเงินที่เคยใช้เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนดังกล่าวไปเลย

ซึ่งมีนัยสำคัญอย่างยิ่งในยุคที่ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับจีนลุกลามขยายตัวไม่หยุดหย่อนเช่นนี้