ตรวจสุขภาพ “เศรษฐกิจจีน” การฟื้นตัวยังมีปัญหา

CHINA-ECONOMY-TRADE
This photo taken on May 8, 2024 shows new buses and excavators for export waiting to be loaded onto a ship at Yantai Port in Yantai, in China's eastern Shandong Province. (Photo by AFP) / China OUT
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

ตัวเลขเศรษฐกิจที่เผยแพร่ออกมาอย่างเป็นทางการของจีน แสดงให้เห็นว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (ซีพีไอ) ขยับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยในเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยปรับตัวสูงขึ้น 0.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของ 1 ปีก่อนหน้า

เป็นการปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องจากเมื่อเดือนมีนาคม ที่ซีพีไอในจีนสูงขึ้น 0.1% โดยมีปัจจัยจากราคาที่เพิ่มขึ้นในส่วนของพลังงาน, การศึกษาและการท่องเที่ยว แม้ว่าราคาสินค้าจำพวกอาหารจะลดลงก็ตาม

ทำไมตัวเลขที่ว่านี้ถึงมีนัยสำคัญต่อการพลิกฟื้นเศรษฐกิจจีน

นั่นเป็นเพราะในช่วงเวลาร่วมปีที่ผ่านมา ดัชนีราคาผู้บริโภคในจีนถ้าไม่ทรงตัวก็ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องมาตลอด แสดงให้เห็นว่า บรรดาผู้บริโภค 1,400 ล้านคน ที่นั่นเลือกที่จะเก็บเงินไว้กับตัว แทนที่จะควักออกมาจับจ่าย อันเป็นผลมาจากวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา

แต่การที่ซีพีไอ ที่เป็นดัชนีชี้วัดเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นว่า ดีมานด์หรือความต้องการของผู้บริโภคภายในประเทศบรรลุถึงจุดเสถียรแล้ว แม้ว่าวิกฤตการณ์ในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่กินเวลาต่อเนื่องมานานนับปีจะยังคงอยู่ก็ตามที

Advertisment

นักวิเคราะห์ชี้ว่า การปรับตัวดีขึ้นของดัชนีราคาผู้บริโภคดังกล่าว ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความพยายามกระตุ้นเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจจากทางรัฐบาลจีน โดย “สี จิ้นผิง” ประธานาธิบดีจีน เลือกที่จะหันมาพลิกฟื้นภาคอุตสาหกรรมการผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตในภาคอุตสาหกรรมไฮเทคทั้งหลาย สำหรับเป็นเครื่องผลักดันให้เศรษฐกิจกลับมาขยายตัวได้อีกครั้งหนึ่ง ชดเชยกับการชะลอตัวรุนแรงในภาคอสังหาริมทรัพย์นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาตัวเลขชี้วัดเงินเฟ้อดังกล่าวประกอบกับดัชนีชี้วัดตัวอื่น ภาพโดยรวมของเศรษฐกิจจีนก็เปลี่ยนแปลงไป เพราะในขณะที่ซีพีไอปรับตัวดีขึ้น ดัชนีราคาผู้ผลิต (พีพีไอ) กลับร่วงลงสวนทางกันไปสู่แนวลบ และเป็นการลดลงอย่างต่อเนื่องแบบชนิดที่ยังมองไม่เห็นจุดสิ้นสุดอีกด้วย

ตัวเลขจากสำนักงานสถิติแห่งชาติของจีน ซึ่งเผยแพร่ออกมาพร้อมกันเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา แสดงให้เห็นดัชนีราคาผู้ผลิตในแวดวงอุตสาหกรรมจีนยังคงติดอยู่ในแดนลบ ลดลงต่อเนื่องไปอีก 2.5% เมื่อเดือนเมษายน เทียบกับช่วงเดียวกันเมื่อ 1 ปีก่อน และเป็นการลดลงต่อเนื่องหลังจากที่เคยลดลง 2.8% ในเดือนมีนาคม และ 2.7% ในเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้

ที่สำคัญก็คือ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ชี้ว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต ในภาคการผลิตที่สำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจจีนในเวลานี้ อาจเป็นเครื่องชี้วัดสุขภาพเศรษฐกิจจีนที่แท้จริงได้ดีกว่าดัชนีชี้วัดอื่น ๆ ทั้งหลายด้วยซ้ำไป

Advertisment

“เฉิน หลง” นักเศรษฐศาสตร์จากพลีนัม บริษัทวิจัยเศรษฐกิจในปักกิ่งระบุว่า ตัวเลขในภาคการผลิตแสดงให้เห็นว่า การผลิตของจีนเพิ่มสูงขึ้นในแง่ของปริมาณเท่านั้น แต่ราคาไม่เพียงไม่ขยับสูงขึ้นเลยแม้แต่น้อย กลับลดต่ำลงด้วยซ้ำไป

“พูดง่าย ๆ ก็คือ พวกเขาผลิตออกมาได้มาก ๆ แต่กลับไม่สามารถทำเงินได้ เนื่องจากราคาลดลงอยู่ตลอดเวลา” เฉิน หลง ระบุ ผลลัพธ์ก็คือ บรรดาบริษัทผลิตได้ แต่ไม่มีกำไร ส่งผลให้กำไรของบริษัทลดลงต่อเนื่องเช่นกัน

นักเศรษฐศาสตร์รายนี้ชี้ให้เห็นว่า ผลประกอบการของบรรดาบริษัทจีนที่จดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์ภายในประเทศ แสดงให้เห็นชัดเจนถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้ เพราะผลกำไรในช่วงไตรมาสแรกของปีลดลงมามากถึง 5% เมื่อเทียบกันปีต่อปี

ในเวลาเดียวกัน ข้อมูลล่าสุดของทางการจีนแสดงให้เห็นว่า มูลค่าการส่งออกของจีนในรูปของเงินดอลลาร์ในเดือนเมษายน สูงขึ้น 1.5% เมื่อเทียบกันปีต่อปี

บรรดานักวิเคราะห์กลับระบุว่า กว่าที่จะได้มูลค่าการส่งออกที่สูงขึ้นเพียง 1.5% นั้น จีนจำเป็นต้องส่งออกในแง่ของปริมาณเพิ่มขึ้นเกือบ 10% หรือสูงกว่านั้นในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา เป็นที่มาของความกังวลในระดับนานาชาติว่า จีนกำลังส่งสินค้าราคาถูกเข้าไปท่วมตลาดของตน เนื่องจากดัชนีราคาผู้ผลิตที่ลดลงทำให้ราคาสินค้าของจีนลดต่ำลง

สถานการณ์ที่ว่านี้ ไม่เพียงแสดงให้เห็นว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนยังเต็มไปด้วยปัญหาสารพัดเท่านั้น แนวโน้มที่เกิดขึ้นเช่นนี้ยังส่งผลให้เกิดความตึงเครียดระลอกใหม่ระหว่างจีนกับประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะกับสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป (อียู) อีกด้วย

ผู้นำอียูเตือน “สี จิ้นผิง” อย่างตรงไปตรงมาระหว่างการเยือนว่า อียูเองจำเป็นต้องปกป้องตัวเองจากการนำเข้าสินค้าราคาถูกจากจีน เช่นเดียวกับประธานาธิบดี “โจ ไบเดน” ที่เตรียมขึ้นภาษีศุลกากรสำหรับรถยนต์อีวีและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ จากจีน เพื่อการนี้เช่นเดียวกัน

ไม่ว่าจะตระหนักหรือไม่ก็ตาม จีนกำลังก่อความตึงเครียดรอบใหม่ให้กับระบบการค้าโลกอย่างรุนแรง