‘เฟด’ จำต้องเดินหน้าขึ้น ดบ. พิสูจน์อิสระจาก ‘ทรัมป์’

AP Photo/Jacquelyn Martin, File)

คอลัมน์ ชีพจรเศรษฐกิจโลก โดย นงนุช สิงหเดชะ

หลังว่างเว้นจากการวิพากษ์วิจารณ์ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มาได้ระยะหนึ่งเพราะถูกติงว่าไม่เหมาะสม แต่ในที่สุด ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็ไม่สามารถสงบปากคำในเรื่องนี้ได้

โดยล่าสุดสัปดาห์ก่อนเขาได้แสดงความไม่เห็นด้วยอย่างเปิดเผยผ่านการให้สัมภาษณ์สื่อ เกี่ยวกับแผนการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในปีนี้ ที่คาดว่าน่าจะปรับขึ้น 4 ครั้ง เนื่องจากเห็นว่าเศรษฐกิจค่อนข้างเติบโตแข็งแกร่งและเงินเฟ้อขยายตัว

โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า เขาไม่แฮปปี้กับการขึ้นดอกเบี้ย เพราะทำให้ดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินยูโรและหยวน ทำให้สหรัฐแข่งขันได้น้อยลง “ผมไม่พอใจที่พวกเขา (เฟด) ขึ้นดอกเบี้ยทุกครั้งที่เศรษฐกิจเติบโต”

คำวิจารณ์ของทรัมป์ในครั้งนี้ ตรงข้ามกับที่เขาเคยตำหนิประธานเฟดคนที่แล้วคือ เจเน็ต เยลเลน ในยุครัฐบาลบารัก โอบามา โดยครั้งนั้นทรัมป์โจมตีเยลเลนว่า ตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ต่ำนานเกินไปเพื่อช่วยเหลือพรรคเดโมแครตในด้านเศรษฐกิจ ทั้งที่ควรขึ้นดอกเบี้ยมานานแล้ว

คำพูดของทรัมป์สร้างความกังวลถึง “อิสระ” ของเฟด เพราะโดยหลักการแล้ว นักการเมืองต้องไม่แทรกแซงธนาคารกลาง เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือ ขณะที่ประธานาธิบดีก่อนหน้าทรัมป์คนอื่น ๆ มักจะหลีกเลี่ยงวิจารณ์เฟดอย่างเปิดเผย

ซึ่งแม้ว่าในตอนท้ายทรัมป์จะกล่าวว่า ถึงแม้จะไม่พอใจนโยบายของเฟดแต่ก็จะปล่อยให้เฟดทำในสิ่งที่คิดว่าดีที่สุด แต่อย่างน้อยก็เท่ากับส่งสัญญาณว่าผู้นำประเทศแสดงความปรารถนาที่มีจะมีอิทธิพลเหนือนโยบายการเงิน 

ไจลส์ คีตติ้ง ประธานสถาบันการลงทุนเวิร์ธสไตน์ ให้ความเห็นว่า เฟดคงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องขึ้นดอกเบี้ย เฟดไม่สามารถจะปล่อยให้ตัวเองถูกมองว่าโอนอ่อนไปตามที่ประธานาธิบดีต้องการ “ดังนั้นพวกเขาต้องเดินหน้า” อีกอย่างหนึ่งการขึ้นดอกเบี้ยเป็นเรื่องเศรษฐศาสตร์พื้นฐานง่าย ๆ กล่าวคือเมื่อเศรษฐกิจขยายตัวและเงินเฟ้อขยับขึ้น ก็ต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจร้อนแรงและเงินเฟ้อสูงเกินไป

ปีเตอร์ คอนติ-บราวน์ อาจารย์วาร์ตันสคูลแห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียชี้ว่า เฟดกำลังเผชิญกับการรักษาสมดุลที่บอบบางระหว่างการสนับสนุนให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืนโดยที่ไม่ไปกระตุ้นเงินเฟ้อที่ขณะนี้ขยายตัวต่อเนื่องเกือบจะยาวนานเป็นประวัติการณ์ แต่ในเมื่อประธานาธิบดีได้ออกมาวิจารณ์เฟดอย่างเปิดเผยเช่นนี้ การตัดสินใจใด ๆ ของเฟดจากนี้ไปจะถูกมองว่าตอบสนองต่อประธานาธิบดี

“ถ้าเฟดตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยช้าลง ผมคาดว่าทรัมป์คงคุยโอ้อวดว่าเป็นชัยชนะ ซึ่งนั่นก็จะทำลายชื่อเสียงของเฟด แต่ถ้าเฟดขึ้นดอกเบี้ยตามแผนเดิมของปีนี้คืออีก 2 ครั้ง ก็จะกลายเป็นว่าเฟดท้าทายอำนาจทรัมป์”

ผู้เชี่ยวชาญหลาย ๆ คนแสดงความเห็นว่า เจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟดคนปัจจุบันซึ่งช่ำชองการเมือง คงจะสามารถฝ่าฟันอุปสรรคจากทำเนียบขาวได้ นั่นคืออาศัยสภาคองเกรสเป็นเกราะป้องกัน นั่นหมายความว่า หากต้องการให้เฟดทำอะไร ก็จะต้องมีการผ่านกฎหมายและผ่านความเห็นของสาธารณชน

เจอร์โรม พาวเวลล์ ได้รับแต่งตั้งจากทรัมป์ให้เป็นประธานเฟดต่อจากเจนเน็ต เยลเลน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ ซึ่งตลอดมาเขาปฏิเสธข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่ว่า ทรัมป์พยายามจะเข้ามามีอิทธิพลเหนือนโยบายของเฟดโดยตรง และเมื่อทรัมป์วิจารณ์เฟดในครั้งนี้ พาวเวลล์ก็ไม่ได้มีแถลงการณ์ตอบโต้แต่อย่างใด

กระนั้นก็ตาม พาวเวลล์ได้แสดงจุดยืนทางอ้อม โดยไม่ได้พาดพิงถึงทรัมป์โดยตรง เช่น สัปดาห์ก่อนเขาให้สัมภาษณ์กับสื่อแห่งหนึ่งว่า “เรามีประเพณีมายาวนานในการดำเนินนโยบายเฉพาะตัว โดยเป็นอิสระจากการเมือง เราทำงานอย่างเข้มงวดโดยปราศจากการเมือง เราใช้การวิเคราะห์ที่ละเอียดมาตัดสินใจ ไม่ได้นำการเมืองมาพิจารณา”

ผู้สนับสนุนความเป็นอิสระของเฟด ยกตัวอย่างในอดีตมาเป็นเหตุผล โดยชี้ไปที่กรณีของอาร์เธอร์ เบิร์นส์ ประธานเฟดในขณะนั้น ซึ่งถูกอดีตประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน จากพรรครีพับลิกัน กดดันให้รักษาอัตราดอกเบี้ยต่ำในห้วงที่กำลังจะมีการเลือกตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1972 ผลก็คือเงินเฟ้อพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว

ทำให้ประธานเฟดคนต่อมาคือ พอล วอล์กเกอร์ ต้องขึ้นดอกเบี้ยสูงพรวดถึง 20% เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ