“อีลอน มัสก์”เผยปีนี้ช่างยากลำบาก หลังประกาศเตรียมนำ “เทสลา” ออกจากตลาดหุ้น

อีลอน มัสก์ CEO ของ เทสลา (AP Photo/Rich Pedroncelli, File)

หลังสร้างความตื่นตะลึงไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว จากการประกาศจะนำบริษัทเทสลา ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าออกจากตลาดหุ้น ล่าสุด “อีลอน มัสก์” ซีอีโอของเทสลาและสเปซเอ็กซ์ ได้ให้สัมภาษณ์กับเดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ ระบุว่า “ปีนี้เป็นปีที่ยากลำบากมากๆ สำหรับเขา”

ซีเอ็นเอ็น มันนี่ รายงานว่า อีลอน มัสก์ เจ้าพ่อเทคโนโลยี ได้ให้สัมภาษณ์กับเดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ ว่า “ปีนี้เป็นปีที่ยากลำบากและเจ็บปวดมากสำหรับอาชีพการงานของเขา” และใช้คำว่า “ทุกข์ระทม” ในการอธิบายสถานการณ์ในปีนี้


ทั้งนี้ มัสก์บอกผ่านทวิตเตอร์เมื่อสัปดาห์ก่อนว่า เขาหาเงินทุนเพื่อเตรียมซื้อหุ้นคืนได้เรียบร้อยแล้ว เพื่อนำเทสลาออกจากตลาดหุ้น โดยอ้างถึงกองทุนความมั่งคั่งแห่งซาอุดีอาระเบีย ส่งผลให้หุ้นบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าดังกล่าวดีดตัวสูงขึ้น ขณะที่บรรดานักลงทุน รวมถึงผู้กำกับกฎหมายออกมาวิพากษ์เขากว้างขวาง แสดงความไม่มั่นใจว่ามัสก์จะเจรจาดีลกับทางซาอุฯได้สำเร็จ บ้างกังขาว่าการนำบริษัทออกจากตลาดหุ้นไม่ใช่เรื่องง่าย มัสก์ไม่ควรคิดชั่ววูบ

ซีอีโอเทสลาบอกด้วยว่า เขาไม่เคยบอกความคิดนี้กับใครมาก่อน ทุกคนรับทราบด้วยกันครั้งแรกผ่านทวิตเตอร์ของเขา ซึ่งเขาพิมพ์ระหว่างทางจากบ้านไปสนามบิน พร้อมบอกว่า เขาไม่เสียใจเลยที่ประกาศไปเช่นนั้น และจะยังไม่เลิกเล่นทวิตเตอร์ตามคำแนะนำของใครแน่นอน

มัสก์ย้ำด้วยว่า การนำเทสลาออกจากตลาดหุ้นจะทำให้บริษัทเผชิญความกดดันจากนักลงทุนในวอลล์ สตรีต น้อยลง อย่างไรก็ตามเขายังไม่มีไอเดียที่จะทิ้งเก้าอี้ซีอีโอและประธานของเทสลาแต่อย่างใด ขณะที่ เดอะ วอลล์ สตรีต เจอร์นัล รายงานว่า มัสก์ถือหุ้นในเทสลาปัจจุบันอยู่ที่ 20%

ทั้งนี้ มัสก์เผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง ภายหลังเขาใช้คำพูดไม่เหมาะสมวิจารณ์หนึ่งในทีมช่วยเหลือ 13 ชีวิตที่ติดถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย เมื่อเดือนที่ผ่านมา ทำให้นักลงทุนเรียกร้องให้เขาออกมาขอโทษต่อการกระทำดังกล่าว ถึงขั้นมีนักวิเคราะห์ด้านเทคโนโลยี เขียนจดหมายเปิดผนึกแนะนำให้อีลอน มัสก์ เลิกเล่นทวิตเตอร์ไปสักระยะ เผื่อสถานการณ์จะดีขึ้น

 

Previous article“สุวพันธ์” เผยคืนบ้านพักศาลให้กรมธนารักษ์สัปดาห์หน้า ยันจะย้ายไปสร้างที่เชียงราย
Next articleกรมพัฒนาธุรกิจ เผยธุรกิจจัดตั้งใหม่เดือน ก.ค.61 จำนวน 5,964 ราย ลดลง 0.3% ส่วนยอดเลิก 1,688 ราย เพิ่มขึ้น 4%