จับตา…ประชุมพรรคจีน ฤๅ “สี จิ้นผิง” ครองอำนาจ 15 ปี?

ภายในฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ (ก.ย.-ต.ค.) จะครบกำหนดที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนต้องจัดประชุมสมัชชาพรรคแห่งชาติครั้งที่ 19ซึ่งตามธรรมนูญพรรคกำหนดให้มีการประชุมทุก 5 ปีเพื่อกำหนดทิศทางและอนาคตของพรรค ที่สำคัญจะมีการเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งสำคัญ ซึ่งทั่วโลกเชื่อว่ามีการเดิมพันค่อนข้างสูงเพราะจะมีสมาชิกในคณะกรรมการบริหารพรรค หรือที่เรียกว่า “โปลิตบูโร” ที่ทรงอิทธิพลสูงสุดในประเทศเกษียณอายุไปมากถึง 5 คน จากทั้งหมด 7 คน

“สี จิ้นผิง” ประธานาธิบดีเป็นหัวหน้าคณะโปลิตบูโร ดังนั้นการเกษียณของสมาชิกถึง 5 คนในปีนี้ ย่อมหมายถึง การจัดวางคนใหม่เข้ามาแทน ซึ่งนี่เป็นโอกาสของสี จิ้นผิง จะแต่งตั้งบุคคลที่จงรักภักดีเพื่อเป็นเสาค้ำยันทางอำนาจ ทั้งยังต่อแนวคิดและนโยบายที่ทำไว้ และโฉมหน้าของคนที่ได้รับการแต่งตั้ง ย่อมมีผลกระทบระดับโลกในฐานะที่จีนมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลก

หมินซิน เป่ย ผู้เชี่ยวชาญจีนและอาจารย์ด้านการปกครองแห่งแคลร์มองต์ แมกเคนนา คอลเลจ ระบุว่า ในระหว่างนี้เชื่อว่าสี จิ้นผิง กำลังเจรจาหารือกับคณะผู้นำเพื่อซาวเสียงว่าใครเหมาะสม


จะมาดำรงตำแหน่งสมาชิกปูลิตบูโร ซึ่งแน่นอนว่าก็จะเป็นโอกาสให้สี จิ้นผิง หยิบยกรายชื่อที่อยู่ในใจขึ้นมาหารือ คาดว่าการเฟ้นหาผู้เหมาะสมคงได้ข้อสรุปภายในเดือนสิงหาคมนี้

ตามการคาดหมายของผู้เชี่ยวชาญ เชื่อว่าผู้ที่อาจได้รับการเสนอชื่อเป็นสมาชิกใหม่ ก็อย่างเช่น “หลี่ ซานชู” ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการทั่วไปของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งถูกเรียกว่าเป็น “มือขวา” ของสี จิ้นผิง ถัดมาเป็น “จ้าว เล่อจี” หัวหน้ากรมการจัดการ ซึ่งในอดีตผู้ที่ดำรงตำแหน่งนี้ 5 คน จาก 8 คน สามารถไต่ขึ้นไปสู่สมาชิกโปลิตบูโร

อีกคนคือ “หวัง หูหนิง” หัวหน้าสำนักงานวิจัยนโยบายส่วนกลาง ซึ่งเชื่อว่าเป็นคนใกล้ชิดสี จิ้นผิง ทั้งยังเป็นผู้ออกแบบและริเริ่มนโยบายใหญ่ ๆ ว่ากันว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังแนวคิด “ไชน่าดรีม” และยังเชี่ยวชาญการเมืองสหรัฐ

นอกจากนี้ยังมี “หลิว ฉีเป่า” หัวหน้ากรมโฆษณาชวนเชื่อ ซึ่งเป็นแผนกที่มีอิทธิพลมาก และ “หลิว เหอ” รองประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปและพัฒนาแห่งชาติ ดูแลกลุ่มการเงินและเศรษฐกิจชั้นนำ, นักเศรษฐศาสตร์และที่ปรึกษาเศรษฐกิจของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า สี จิ้นผิง จะยังคงเป็นตัวเต็งได้รับการโหวตจากคณะกรรมการกลางพรรคให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่ของพรรคต่อไป นั่นก็หมายถึงการได้ดำรงตำแหน่ง “ประธานาธิบดีสมัยที่ 2” รวมทั้งตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการทหารกลาง ยังมีการจับตาว่าประธานาธิบดีสี จะทำลายประเพณีเดิมด้วยการดำรงตำแหน่ง 3 สมัยหรือ 15 ปีหรือไม่ ถึงแม้ตามกฎหมายประธานาธิบดีจะดำรงตำแหน่งได้ 2 สมัยแต่สี จิ้นผิง ก็อาจแก้รัฐธรรมนูญเพื่อเปลี่ยนแปลงกฎได้

วิลลี แลม อาจารย์มหาวิทยาลัยฮ่องกง ชี้ว่า โดยปกติแล้วผู้ที่จะมาสืบต่อตำแหน่งประธานาธิบดีมักจะได้รับการเลื่อนขั้นเพื่อจ่อตำแหน่งตั้งแต่ช่วงต้นของสมัยที่ 2 ของผู้นำคนปัจจุบัน แต่หาก

สี จิ้นผิง ตั้งใจจะบริหารประเทศ 15 ปี ก็ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนในการจัดเตรียมทายาท ซึ่งการผนึกอำนาจให้แข็งแกร่งของสี จิ้นผิง เป็นประเด็นหลักที่นักสังเกตการณ์จีนทั่วโลกจับตามอง โดยเฉพาะหลังจากที่เขากวาดล้าง “ซุน เจิงไช่” หัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์จีนแห่งฉงชิ่งและสมาชิกโปลิตบูโร ซึ่งมีศักยภาพที่จะขึ้นเป็นผู้นำคนต่อไป

นอกจากนี้สัญญาณอีกอย่างหนึ่งที่บ่งชี้ว่าสี จิ้นผิง ปรารถนาจะดำรงตำแหน่ง 3 สมัยก็คือ กรณีที่เขาไปเป็นประธานในงานเฉลิมฉลองครบ 90 ปี กองทัพปลดปล่อยประชาชน ซึ่งมีพิธีสวนสนามของกองทัพขนาดใหญ่ โดยที่ผู้นำแต่งชุดทหาร พร้อมทั้งพูดผ่านไมโครโฟนปลุกใจเหล่าทหาร เพราะเป็นที่ทราบดีว่าใครก็ตามคุมกองทัพก็ย่อมได้อำนาจมาไว้ในมือ