เปิดนโยบาย “ราหุล คานธี” คู่มวยชิงเก้าอี้ “ผู้นำแดนภารต”

การเลือกตั้ง “อินเดีย” ที่กำลังจะเริ่มขึ้นในวันที่ 11 เม.ย.-19 พ.ค.นี้ นอกจากนโยบายหาเสียงของพรรครัฐบาลของ “นเรนทรา โมดี” ที่น่าสนใจ ยังมีพรรคฝ่ายค้านของ “ราหุล คานธี” คู่ท้าชิงคนสำคัญจากพรรคคองเกรส พรรคการเมืองเก่าแก่ที่สุดของแดนภารต

บลูมเบิร์กรายงานว่า การเลือกตั้งของอินเดียเข้มข้นขึ้น นอกจากจะเป็นเวทีประชาธิปไตยขนาดใหญ่ของโลกพรรคบีเจพีของนายนเรนทรา โมดี กำลังเผชิญกับสึนามิทางการเมือง หลังจากที่พ่ายแพ้ในการเลือกตั้งระดับรัฐเมื่อปี 2018 ใน 3 รัฐ ได้แก่ รัฐจัณฑีครห์, รัฐมัธยประเทศ และรัฐราชสถาน ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญในชัยชนะของนายโมดี ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2014

นักวิเคราะห์ของบลูมเบิร์กกล่าวว่า นโยบายหาเสียงของ “ราหุล คานธี” ในฐานะหัวหน้าพรรคคองเกรส พรรคฝ่ายค้านหลัก เมื่อวันที่ 2 เม.ย.ที่ผ่านมา ยิ่งทำให้การเลือกตั้งทั่วไปของอินเดียทวีความรุนแรง เพราะส่วนใหญ่จะเป็นการออกนโยบายที่ไล่บี้ “จุดอ่อน” ของรัฐบาลโมดีทั้งสิ้น

“ราหุล คานธี” กล่าวว่า พันธกิจแรก ที่พรรคคองเกรสจะทำคือ “นโยบายประชานิยม” เพื่อประกันรายได้พื้นฐานให้กับผู้มีรายได้น้อย ให้มีรายได้ไม่ต่ำกว่า 174 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี ด้วยการจัดสรรเงินให้เปล่า 72,000 รูปี หรือ 1,046 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี สำหรับชาวอินเดีย 50 ล้านครัวเรือน

นอกจากนี้ พรรคคองเกรสเตรียมจัดสรรเงินสนับสนุนเกษตรกรกว่า 260 ล้านคน ที่ประสบปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ได้ผลผลิตน้อย และหนี้สินท่วมตัว โดยประกาศจะยกเว้นค่าสินเชื่อสำหรับกลุ่มเกษตรกร และสนับสนุนมาตรการภาษีการขายเดียว (single sales tax) เพื่อให้ง่ายต่อการจัดเก็บภาษี ทั้งนี้ นโยบายเหล่านี้ก็เพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุด แก้ปัญหาความยากจนให้สำเร็จภายในปี 2030

“ปัญหาการว่างงาน” อีกหนึ่งพันธกิจที่สำคัญ โดยจะเพิ่มอัตราการจ้างงาน 400,000 ตำแหน่งในรัฐบาลกลาง และ 2 ล้านตำแหน่งในงานราชการระดับท้องถิ่น รวมไปถึงการสร้างงานใหม่อีก 1 ล้านอัตรา ภายในปี 2020 ย้ำว่าทุกตำแหน่งทั้งข้าราชการและภาคเอกชน “ผู้หญิง” จะสามารถมีส่วนร่วมได้ โดยไม่มีการกีดกันในเรื่องเพศ

หัวหน้าพรรคคองเกรสกล่าวว่า “การว่างงานเป็นความท้าทายใหญ่ของอินเดีย รัฐบาลในปัจจุบันไม่สามารถทำตามสัญญาได้ เห็นได้จากตัวเลขการว่างงานที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และผู้หญิงก็ถูกกีดกันไม่สามารถเข้าไปทำงานในภาครัฐได้ ผมสัญญาว่า 1 ใน 3 ของตำแหน่งงานในรัฐบาลมีไว้สำหรับผู้หญิง”

นายราหุล คานธี กล่าวว่า คำมั่นที่นายโมดีให้ไว้คือ “สร้างงานปีละ 10 ล้านตำแหน่ง” กระทั่งครบวาระ 5 ปี ก็ยังไม่สามารถทำตามสัญญาได้ เพราะนโยบายดังกล่าวเป็นแค่การขายฝันที่ไม่มีพื้นฐานความจริงมารองรับ

พรรคคองเกรสระบุว่า วิกฤตมลพิษทางอากาศในอินเดียจะต้องเป็นนโยบายเร่งด่วน โดยปัจจุบันมี 22 เมืองในอินเดียติดอันดับเป็นเมืองที่มีปัญหามลพิษร้ายแรงที่สุดจาก 30 เมืองทั่วโลก ดังนั้น เราจะผลักดันให้ปัญหามลพิษทางอากาศเป็นวาระฉุกเฉินด้านสาธารณสุขแห่งชาติ ทั้งจะสั่งให้ทบทวนกฎระเบียบการลงทุนที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ส่วนมาตรการทางเศรษฐกิจที่สำคัญอื่น ๆ จะลดการขาดดุลงบประมาณ ให้อยู่ในระดับต่ำกว่า 3% ของจีดีพี ในปีงบประมาณปี 2020-2021 จาก 3.3% ของจีดีพี ในปีงบประมาณปี 2018-2019

ทั้งนี้ “Sudha Pai” นักวิเคราะห์จากมหาวิทยาลัย Jawaharlal Nehru University ในกรุงนิวเดลี กล่าวว่า คะแนนความนิยมของพรรคบีเจพีลดลง

จากนโยบายการดำเนินงานที่ไม่น่าประทับใจ เช่น การยกเลิกธนบัตรมูลค่า 500 และ 1,000 รูปี ที่กระทบต่อคนทุกระดับชั้น และการปรับฐานภาษีสินค้าและบริการ (GST) อย่างไรก็ตาม ทุกสำนักโพลยังระบุว่า พรรคบีเจพียังมีคะแนนนำพรรคคองเกรส แต่ก็ห่างกันไม่ถึง 5 คะแนน

ดังนั้น การเลือกตั้งในครั้งนี้ซึ่งจะประกาศผลในวันที่ 23 พ.ค.นี้ ตัวชี้วัดในศึกเลือกตั้ง 2019 ไม่ได้อยู่ที่ใครจะได้เสียงเกินครึ่งหนึ่งของสภา แต่อยู่ที่ว่าใครจะสร้างเครือข่ายพันธมิตรในการสู้ศึกเลือกตั้งได้มากกว่ากันต่างหาก

Previous articleราชกิจจาโปรดเกล้าฯ ‘สุรเชษฐ์ หักพาล’ พ้นตำแหน่ง ‘ผบช.สตม.’ ตั้งเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ
Next articleดาวกับดวง วันศุกร์ที่ 12 เมษายน 2562 โดย พิมพ์พรร