“สี จิ้นผิง” กล่าวเปิดการประชุม ‘บริคส์’ เรียกร้องการค้าเสรี ระบบเศรษฐกิจแบบเปิด

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อวันที่ 3 กันยายนว่า นายหวัง โซ่วเหวิน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ของจีนแถลงต่อผู้สื่อข่าวในวันเดียวกันนี้ แสดงความคาดหวังว่า การประชุมสุดยอดประเทศในกลุ่มเศรษฐกิจ บริคส์ ซึ่งประกอบด้วยผู้นำจากบราซิล, รัสเซีย, อินเดีย, จีนและ แอฟริกาใต้ ในการประชุมที่เมืองเซี่ยเหมิน ประเทศจีนครั้งนี้จะเป็นการรวมตัวกันเพื่อแสดงการต่อต้านลัทธิกีดกันทางการ ค้าอีกครั้ง โดยนอกเหนือจากผู้นำของชาติ

การประชุมสุดยอดบริคส์เริ่ม ต้นในวันเดียวกันนี้ โดยมี ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เป็นผู้กล่าวเปิดการประชุมและจะมีการประชุมหารือต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 5 กันยายนนี้ โดยนายหวัง คาดว่าที่ประชุมจะบรรลุถึงฉันทามติในอันที่จะดำเนินการเพื่อสนับสนุนระบบการ ค้าแบบพหุภาคี และต่อต้านการกีดกันทางการค้า ในเวลาเดียวกันก็จะมีการหารือกันในระดับเจ้าหน้าที่ถึงแผนเพื่อขยายกลุ่ม ประเทศดังกล่าวให้ครอบคลุมกว้างขวางออกไป โดยมีความเป็นไปได้ที่จะเปิดรับประเทศใหม่ๆเข้าเป็นสมาชิกของกลุ่มเพิ่มเติม นอกจากนั้นอาจมีการหารือทวิภาคีเป็นกรณีพิเศษกับ นาย เอ็นริเก เปนญา นีเอโต ประธานาธิบดีเม็กซิโก และแม้ว่า นายหวังจะไม่เปิดเผยรายละเอียดของการหารือดังกล่าวแต่เชื่อกันว่า ทางการจีนต้องการทำความตกลงจัดตั้งเขตการค้าเสรีระหว่างจีนกับเม็กซิโกขึ้น ในขณะที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา เริ่มแสดงท่าทีเลิกล้มความตกลงเพื่อการจัดตั้งเขตการค้าเสรีแห่ง อเมริกาเหนือ (นาฟตา) ใหม่อีกครั้งระหว่างที่มีการเจรจาเพื่อปรับแก้เงื่อนไขของนาฟตาใหม่อยู่ใน ขณะนี้

ประธานาธิบดีจีนกล่าวเปิดการประชุมว่า ชาติในกลุ่มเศรษฐกิจบริคส์ ต้องร่วมมือกันส่งเสริมการค้าเสรีและระบบเศรษฐกิจที่เปิดกว้างและเอื้ออำนวย ให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันสร้างสรรค์ห่วงโซ่ทรงคุณค่าของโลกขึ้นมา เพื่อให้สามารถบรรลุถึงสภาวะทางเศรษฐกิจโลกซึ่งมีความสมดุลอย่างแท้จริง นายสียังแสดงความเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ต่อพัฒนาการของชาติสมาชิกบริคส์ ทั้งหมด แม้ว่าในระยะหลังหลายฝ่ายอ้างว่า อิทธิพลของบริคส์ลดน้อยถอยลงเพราะเศรษฐกิจของชาติสมาชิกแต่ละชาติชะลอตัวและ ย้ำว่า พัฒนาการของชาติเศรษฐกิจใหม่รวมถึงชาติกำลังพัฒนาทั้งหลาย ไม่ได้เป็นการพัฒนาไปเพื่อยื้อแย่งส่วนแบ่งของใคร แต่มีเป้าหมายต้องการทำให้องค์รวมทางเศรษฐกิจของโลกขยายตัวเพิ่มขึ้น เพื่อให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ด้วยกัน

ผู้นำจีนกล่าวในตอนท้ายของ สุนทรพจน์เปิดการประชุมว่า จีนยังคงส่งเสริมให้กิจการวิสาหกิจต่างๆในประเทศเดินทางไปลงทุนในต่างแดน อย่างต่อเนื่องต่อไป แต่ในขณะเดียวกันก็ยินดีต้อนรับประเทศอื่นๆให้เดินทางเข้ามาลงทุนในจีนอย่าง อบอุ่นด้วยเช่นกัน

รอยเตอร์ระบุว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นโอกาสดีอีกครั้งสำหรับจีน ในการแสดงบทบาทผู้นำกลุ่มประเทศที่เชื่อถือในแนวทางโลกาภิวัฒน์ เพื่อเผชิญหน้ากับแนวทางการให้ความสำคัญต่อสหรัฐอเมริกาเหนือสิ่งอื่นใด หรือ “อเมริกา เฟิร์สต์” ที่เป็นแนวทางการกีดกันทางการของทรัมป์ โดยนายสี จิ้นผิง เคยเรียกร้องการสนับสนุนการค้าเสรีพหุภาคีไว้ในระหว่างการประชุมสุดยอดกลุ่ม ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 20 ชาติหรือจี 20 และย้ำความสำคัญของเรื่องเดียวกันอีกครั้งระหว่างการกล่าวปาฐกถาต่อที่ประ ชุมเวิร์ลด์ อีโคโนมิค ฟอรัม แต่หลายๆประเทศ รวมทั้งผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มธุรกิจต่างๆยังยืนยันว่า นอกจากคำพูดแล้วจีนยังแสดงพฤติกรรมให้เห็นน้อยมากว่ายึดถือในแนวทางดังกล่าว อย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจีนเองไม่ยอมเลิกนโยบายเลือกปฏิบัติทางการค้าและไม่ กำจัดอุปสรรคทางการตลาด ที่เอื้อประโยชน์ต่อบริษัทของจีนมากกว่าฝนช่วงที่ผ่านมา

นอกเหนือจาก นั้น การประชุมครั้งนี้มีขึ้นเพียงไม่ถึงสัปดาห์ หลังจากที่จีนและอินเดียตกลงกันได้ในอันที่จะยุติความขัดแย้งตามแนวชายแดน ของประเทศทั้งสอง และทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่า ผู้นำจีนอาจไม่พบหารือทวิภาคีกับนาย นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดียในช่วงระหว่างการประชุมครั้งนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า แม้ว่าจะมีเป้าหมายในการพัฒนาร่วมกัน แต่กลุ่มเศรษฐกิจบริคส์ ก็ยังไม่เป็นเอกภาพอย่างที่คาดหวังกัน และมีหลายชาติกังขาว่า จีนยึดมั่นในพันธะการจัดตั้ง “ธนาคารเพื่อการพัฒนาใหม่” (เอ็นดีบี) ที่บริคส์ร่วมกันจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นแหล่งให้การช่วยเหลือทางการเงินแห่ง ใหม่ แทนที่ธนาคารโลก (เวิร์ลด์แบงก์) ซึ่งครอบงำโดยตะวันตกอีกด้วย เนื่องจากจีนเองก็มีการประกาศโครงการพัฒนาและสถาบันการเงินใหญ่อย่าง ความคิดริเริ่มเพื่อการพัฒนา โกลบอล เบลท์ แอนด์ โรด และ ธนาคารเพื่อการลงทุนด้านสาธารณูปโภคแห่งเอเชีย (เอไอไอบี) อยู่ก่อนแล้ว

 


ที่มา มติชนออนไลน์