มะกันชี้ “อิหร่าน” มีเอี่ยว เหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน “อ่าวโอมาน”

(ISNA/Handout via REUTERS)

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานว่า เกิดเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำในอ่าวโอมาน ใกล้ชายฝั่งของอิหร่าน เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยเรือทั้งสองลำซึ่งเป็น “เรือโกกุกะ เคอเรจเจียส” (Kokuka Courageous) ของญี่ปุ่น และ “เรือฟรอนต์ อัลแตร์” (Front Altair) ของนอร์เวย์

โดยเรือฟรอนต์ อัลแตร์ บรรทุกน้ำมัน 75,000 ตันมาจากสหรัฐอาหรับเอมิเรสมุ่งหน้าสู่ไต้หวัน ก่อนจะถูกโจมตีด้วยระเบิดตอร์ปิโดขณะกำลังล่องผ่านช่องแคบฮอร์มุซในอ่าวโอมาน ซึ่งห่างจากท่าเรือของเมืองเจสก์ (Jask) ของอิหร่าน 25 ไมล์ทะเล (ราว 46 กม.) โดยลูกเรือตัดสินใจสละเรือ และสามารถขึ้นฝั่งได้อย่างปลอดภัยด้วยความช่วยเหลือจากเรือบรรทุกสินค้าของดูไบ

ขณะที่เรือโกกุกะ เคอเรจเจียส บรรทุกน้ำมัน 25,000 ตัน จากซาอุดิอาระเบียกำลังมุ่งหน้าไปยังสิงคโปร์ ก่อนที่จะถูกโจมตีถึง 2 ครั้งทางกราบขวาของเรือ ขณะที่อยู่ห่างจากท่าเรือของเมืองเจสก์ 28 ไมล์ทะเล (ราว 52 กม.) ทำให้เกิดเพลิงลุกไหม้ที่ห้องเครื่องของเรือทำให้ลูกเรือต้องตัดสินใจสละเรือ

รายงานของอิหร่านระบุว่า หน่วยกู้ภัยทางทะเลเมืองโฮร์โมซกอน (Hormozgan) ของอิหร่าน ได้ให้การช่วยเหลือลูกเรือของเรือทั้ง 2 ลำ รวม 44 คนให้สามารถขึ้นฝั่งที่ท่าเรือเมืองเจสก์ได้อย่างปลอดภัย โดยมีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย

สหรัฐอเมริกากล่าวหาว่า อิหร่านเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์โจมตีดังกล่าว โดย “บีบีซี” รายงานว่า กองกำลังทางอากาศของสหรัฐได้เปิดเผยภาพเรือของกองกำลังปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน กำลังพยายามนำทุ่นระเบิดที่ยังไม่ระเบิดออกจากข้าง “เรือโกกุกะ” ของญี่ปุ่นหลังจากเกิดการระเบิดขึ้นราว 8 ช.ม.

Courtesy U.S. (Military/Handout via REUTERS)

ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว นายอังตอนีอู กูแตร์รึช (António Guterres) เลขาธิการสหประชาชาติได้กล่าวประณามอย่างรุนแรงว่า การโจมตีดังกล่าวเป็นการสร้างความรุนแรงต่อพลเรือนผู้บริสุทธิ์ และโลกไม่ต้องการเผชิญหน้ากับความตึงเครียดครั้งใหม่

เปาโล ดามิโก (Paolo d’Amico) ประธานสมาคมผู้ประกอบการเรือบรรทุกน้ำมันอิสระระหว่างประเทศ กล่าวเตือนว่า น้ำมันดิบราว 30% ของทั่วโลกต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ถ้าน่านน้ำดังกล่าวไม่ปลอดภัย โลกตะวันตกทั้งหมดก็ตกอยู่ในความเสี่ยง

อย่างไรก็ตาม คณะผู้แทนอิหร่านประจำสหประชาชาติปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ และตอบโต้สหรัฐที่กล่าวหาอิหร่าน ขณะนี้ยังคงไม่กลุ่มใดออกมาอ้างตัวว่าเป็นผู้ก่อเหตุดังกล่าว

Previous articleกสทช.ดันเกณฑ์ฟื้นชีพ MVNO “แพนกวิน” ฮึดสู้ “ทีโอที” ลุ้นคลื่นใหม่หนุน
Next article“เน็ตฟลิกซ์” บุกอาหรับ ชิงเค้ก “สตรีมมิ่ง”