“บริษัทเทค” สหรัฐฝืนทรัมป์ หวนคืนทำธุรกิจกับ “หัวเว่ย”

ภายหลังจากที่สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนลุกลามกลายเป็น “สงครามเทคโนโลยี” จากที่ประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ประกาศคำสั่งขึ้นบัญชีดำบริษัทเทคโนโลยีของจีน ห้ามบริษัทของสหรัฐทำธุรกิจร่วมกับบริษัทเหล่านี้โดยไม่ได้รับอนุญาต โดยพุ่งเป้ามาที่ “หัวเว่ย” แต่ล่าสุดบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐหลายรายได้กลับมาดำเนินธุรกิจกับหัวเว่ยอีกครั้งแล้ว

“ซีเอ็นเอ็น” รายงานว่า “ไมโคร เทคโนโลยี” บริษัทผู้ผลิตหน่วยความจำหรือ “ชิป” รายใหญ่ของสหรัฐ ได้กลับมาทำธุรกิจกับหัวเว่ยแล้ว โดยไม่ละเมิดกฎของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐที่ห้ามการส่งออกสินค้าบางชนิดตามคำสั่งของประธานาธิบดีทรัมป์

“ซันเจย์ เมห์รอตรา” ซีอีโอของไมโคร เทคโนโลยี ระบุว่า ที่ผ่านมาบริษัทได้ปฏิบัติตามคำสั่งของประธานาธิบดีทรัมป์ด้วยการระงับการส่งผลิตภัณฑ์ให้กับหัวเว่ยทันทีในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา

แต่ภายหลังจากตรวจสอบคำสั่งห้ามการส่งออกผลิตภัณฑ์โดยละเอียด พบว่า “บางส่วนของผลิตภัณฑ์ในปัจจุบัน” ไม่ได้อยู่ภายใต้คำสั่งแบนของประธานาธิบดีและยังสามารถขายให้กับหัวเว่ยได้อย่างถูกกฎหมาย

“อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นกับหัวเว่ยอย่างต่อเนื่อง ทำให้เราไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่า เราจะสามารถส่งออกผลิตภัณฑ์ให้หัวเว่ยได้นานเท่าไหร่และมากน้อยเพียงใด”

นอกจากไมโคร เทคโนโลยี แล้วยังมีบริษัทของสหรัฐอีกหลายราย ที่ยังคงส่งผลิตภัณฑ์ให้กับหัวเว่ยตามรายงานของ “เดอะวอลล์สตรีต เจอร์นัล” ระบุว่า “ควอลคอมม์” ผู้ผลิตชิปสื่อสารไร้สาย ยังจัดส่งชิ้นส่วนคลื่นความถี่วิทยุให้หัวเว่ย

ขณะที่ “อินเทล” ก็กลับมาจัดส่งผลิตภัณฑ์ให้หัวเว่ยแล้วเช่นกัน ขณะที่เฟล็กซ์ และโอเอ็น เซมิคอนดักเตอร์ ก็เตรียมจะกลับมาส่งขายชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ให้หัวเว่ยเช่นกัน

“จอห์น เนฟเฟอร์” ประธานสมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของสหรัฐ ระบุว่า บริษัทผู้ผลิตชิปของสหรัฐสามารถส่งสินค้าบางประเภทให้กับหัวเว่ยได้โดยไม่ละเมิดกฎของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ

ความเคลื่อนไหวเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า บริษัทอเมริกันพยายามหาช่องทางที่จะคงความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับหัวเว่ยต่อไป โดยที่ยังคงปฏิบัติตามคำสั่งแบนของทางการสหรัฐด้วย

สะท้อนภาพของหัวเว่ยที่ยังครองความเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่มีอิทธิพลและโค่นลงได้ยาก ต้องติดตามต่อไปว่าความเคลื่อนไหวนี้จะขยายวงออกไปมากเพียงใด และจะส่งผลต่อทิศทางของสงครามการค้าหรือไม่

Previous articleคิม คาร์เดเชี่ยน ยันไม่เปลี่ยนชื่อแบรนด์ชุดชั้นใน “กิโมโน” แม้มีกระแสต่อต้าน
Next articleโกออนไลน์แดนมังกรให้สตรอง กลยุทธ์เจาะใจนักช็อปจีน