ผลวิจัยชี้อีก 31 ปีสภาพอากาศ-อุณหภูมิโลกเปลี่ยนแปลงหนัก

ผลวิจัยชี้ภายในปี ค.ศ. 2050 หรือ 31 ปีหลังจากนี้ สภาพอากาศโลกจะประสบกับความเปลี่ยนแปลงอย่างหนัก โดยเมืองต่างๆ ที่อยู่ในซีกโลกเหนือจะมีสภาพภูมิอากาศคล้ายกับเมืองที่อยู่ต่ำลงไปทางซีกโลกใต้ราว 1,000 กิโลเมตร ขณะที่เมืองต่างๆ ที่อยู่ใกล้กับเส้นศูนย์สูตรจะต้องประสบกับสภาพอากาศที่รุนแรงทั้งฝนตกหนักและภัยแล้ง

ในทวีปยุโรป ทั้งฤดูร้อนฤดูหนาวจะอุ่นขึ้น โดยอุณหภูมิเฉลี่ยจะเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ 3.5 ถึง 4.7 องศาเซลเซียส หากการดำเนินการเพื่อลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อนยังคงไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมเช่นในปัจจุบัน

ภายในปี ค.ศ.2050 กรุงลอนดอนของอังกฤษจะมีสภาพอากาศเหมือนกรุงมาดริดของประเทศสเปน ขณะที่กรุงปารีสของฝรั่งเศสสภาพอากาศจะเหมือนกรุงแคนเบอร์ราของประเทศออสเตรเลีย การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิจะยิ่งรุนแรงมากขึ้นในประเทศเขตร้อน อาทิ กรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซีย กรุงจาการ์ตาของอินโดนีเซีย และประเทศสิงคโปร์ ที่จะต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่คาดเดาไม่ได้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เกิดสภาพอากาศที่รุนแรงและแห้งแล้งอย่างหนัก

การศึกษาวิจัยนี้ทำขึ้นโดยนักวิทยาศาสตร์จากอีทีเอช ซูริค และเผยแพร่ในนิตยสารพลอส วัน นักวิจัยได้ทำการตรวจสอบสภาพภูมิอากาศของ 520 เมืองหลักทั่วโลก โดยใช้วิธีในการตรวจสอบและคาดการณ์อุณหภูมิและฝนที่แตกต่างหลากหลายถึง 19 รูปแบบ ก่อนจะออกมาเป็นข้อสรุปดังกล่าว

หัวหน้าคณะนักวิจัยระบุว่า ความตั้งใจของงานวิจัยชิ้นนี้ก็เพื่อทำให้ผู้คนได้เห็นถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกซึ่งมีการพูดถึงกันมากกว่า 30 ปี แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะเห็นพ้องกันว่าปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นจากน้ำมือของมนุษย์ แต่เรายังคงล้มเหลวที่จะผลักดันให้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขปัญหานี้ในระดับโลกอย่างเป็นรูปธรรม

 

 

ที่มา : มติชนออนไลน์

Previous articleวายแอลจี บูลเลี่ยนฯ รายงานราคาทองคำ วันที่ 12 ก.ค. 2562
Next articleAJA ปรับกลยุทธ์ลุยอีคอมเมิร์ซเต็มสูบ โชว์แผนครึ่งปีหลัง