‘ฮ่องกง’ จับมือ MSCI ปั้น ‘ตลาดหุ้น’ ดูดเงินลงทุนจีน

(Photo by ISAAC LAWRENCE / AFP)

“ฮ่องกง” กำลังเผชิญกับสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง จากการพิจารณา “กฎหมายความมั่นคงฮ่องกง” ของสภาประชาชนแห่งชาติจีน (เอ็นพีซี) รวมถึงอาจถูกถอดถอนสิทธิพิเศษทางการค้าและการลงทุนจากสหรัฐ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ได้สร้างความท้าทายต่อสถานะการเป็นศูนย์กลางทางการเงินของเกาะแห่งนี้

อย่างไรก็ตาม ฮ่องกงพยายามยกระดับสถานะการเป็นศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาค “เซาท์ไชน่า มอร์นิ่ง โพสต์” รายงานว่า Hong Kong Exchanges and Clearing (HKEX) บริษัทแม่ของตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง ได้บรรลุข้อตกลงกับ “เอ็มเอสซีไอ” (MSCI) บริษัทจัดทำดัชนีหลักทรัพย์ของโลก ในความร่วมมือเพื่อพัฒนาตราสารอนุพันธ์และออปชั่นจำนวน 37 ชนิด ที่จะเข้ามาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง โดยอ้างอิงดัชนี MSCI ของตลาดหุ้นของประเทศเอเชียและตลาดเกิดใหม่ ซึ่งการมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่อิงกับดัชนีระดับโลกจะเป็นการยกระดับตลาดหุ้นฮ่องกง ทดแทนตลาดหุ้นสิงคโปร์ ที่กำลังจะหมดสัญญาความร่วมมือกับเอ็มเอสซีไอใน ก.พ. 2021

“เฮนรี่ เอร์นานเดซ” ประธานและเจ้าหน้าที่บริหารสูงสุดของ “เอ็มเอสซีไอ” เปิดเผยว่า ฮ่องกงจะยังคงสถานะการเป็นศูนย์กลางทางการเงินไปอีกหลายทศวรรษ เนื่องจากการเข้าถึงฐานนักลงทุนชาวจีนจำนวนมากในอนาคต ดังนั้น เอ็มเอสซีไอจึงเลือกตลาดฮ่องกง เพื่อรองรับเม็ดเงินลงทุนดังกล่าว

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและจีนที่กำลังทวีความรุนแรง อีกทั้งสหรัฐยังเดินหน้าออกกฎหมายเพื่อ “ถอดถอน” หรือจำกัดบริษัทสัญชาติจีนออกจากตลาดหุ้นสหรัฐ ซึ่งปัจจุบันกำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของสภาคองเกรส ซึ่ง “วอลล์สตรีต เจอร์นัล” รายงานว่า ปีนี้จะมีบริษัทเทคโนโลยีและไบโอเทคสัญชาติจีนจำนวนมากเตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกง เป็นตลาดที่ 2 เพื่อกระจายความเสี่ยง

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า “เจดี ดอตคอม” และ “เน็ตอีส” บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของจีนที่จดทะเบียนในสหรัฐกำลังพิจารณาเปิดขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งการมีบริษัทชั้นนำเข้ามาซื้อขายย่อมเป็นการดึงดูดเม็ดเงินลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนชาวจีนเองที่ต้องการกลับมาลงทุนในประเทศบ้านเกิด

นอกจากนี้ เอ็มเอสซีไอยังมองว่า ตลาดเงินตลาดทุนของจีนจะเพิ่มบทบาทมากขึ้นในอนาคต หลังจากเมื่อ พ.ค. 2019 ทางเอ็มเอสซีไอได้เพิ่มหลักทรัพย์ของจีนถึง 204 บริษัท ที่จดทะเบียนในตลาดเสิ่นเจิ้น และตลาดเซี่ยงไฮ้ เข้าไปคำนวณในดัชนีตลาดเกิดใหม่ของเอ็มเอสซีไอ ซึ่งทำให้สัดส่วนบริษัทจีนในดัชนีสูงถึง 33.7% “สตีเวน เอ. เชินเฟลด์” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารการลงทุนของ “บลูส์สตาร์ อินเด็กซ์” ชี้ว่า “นับเป็นครั้งแรกที่มีการเพิ่มจำนวนหลักทรัพย์จากประเทศเดียวที่มีสัดส่วนสูงระดับนี้” ซึ่งนอกจากจะเป็นการดึงดูดเงินลงทุนของชาวจีนกันเองแล้ว ยังเป็นการดึงดูดเม็ดเงินจากกองทุนและนักลงทุนสถาบันต่างประเทศที่ต้องการผลตอบแทนที่อิงกับดัชนีดังกล่าวด้วย

ดังนั้น การจับมือกับ MSCI ออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลาย จึงเป็นการเพิ่มช่องทางเพื่อรองรับเงินทุนที่จะเข้าสู่จีนในอนาคตผ่านทางฮ่องกง

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ