‘เฟด’ เข้าเกียร์สูงดันเงินเฟ้อ หุ้น-ทองพุ่ง/ดบ.-ดอลลาร์ฟุบ

ชีพจรเศรษฐกิจโลก
นงนุช สิงหเดชะ

ผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ซึ่งแผลงฤทธิ์รุนแรงต่อเศรษฐกิจสหรัฐ มีคนตกงานมหาศาล ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต้องออกมาตรการผ่อนคลายอย่างเต็มที่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้ตลาดจับตาการเคลื่อนไหวของเฟดเกี่ยวกับมาตรการที่จะส่งเสริมให้เงินเฟ้อขยับขึ้นตามเป้าหมายคือ 2%

การจะทำให้เงินเฟ้อไปถึงเป้าหมายได้ ก็หมายถึงว่าเฟดจะไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยจนกว่าเงินเฟ้อและอัตราการจ้างงานจะบรรลุเป้าหมาย โดยขณะนี้อัตราเงินเฟ้ออยู่ใกล้ ๆ 1% ส่วนการว่างงานก็สูงที่สุดนับจากช่วงเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่หรือ Great Depression ในทศวรรษ 1930 ดังนั้นมีแนวโน้มที่เฟดอาจใช้เวลาหลายปีในการทำให้เงินเฟ้อและอัตราการจ้างงานเข้าสู่เป้าหมาย คาดว่าอีกไม่นานเฟดจะประกาศมาตรการส่งเสริมเศรษฐกิจที่ผ่อนคลายมากกว่าช่วงวิกฤตการเงินปี 2008 เสียอีก

คริชนา กูฮา นักกลยุทธ์แห่งเอเวอร์คอร์ ไอเอสไอ เชื่อว่าในครั้งนี้เฟดจะมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสถานการณ์แตกต่างไปจากวิกฤตครั้งที่แล้ว โดยอาจจะผ่อนคลายอย่างมาก ในระดับที่มากกว่ายุคของ นางเจเน็ต เยลเลน ซึ่งช่วงนั้นเฟดตรึงดอกเบี้ยไว้ใกล้ 0% นานถึง 6 ปี แม้ว่าวิกฤตจะผ่านพ้นไปแล้ว

เอ็ด ยาร์เดนิ หัวหน้าฝ่ายวิจัยของยาร์เดนิรีเสิร์ช ระบุว่า เชื่อว่านโยบายของเฟดก็คือเต็มใจที่จะผลักดันเงินเฟ้อให้ขึ้นไปอยู่ในระดับ 2-4% เพื่อชดเชยการพลาดเป้าเงินเฟ้อตลอดทศวรรษที่ผ่านมา กล่าวคือเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำกว่า 2% ที่เป็นเป้าหมายมาโดยตลอด ซึ่งนโยบายผลักดันเงินเฟ้อของเฟด จะทำให้สินทรัพย์ทางเลือกอื่น ๆ โดยเฉพาะหุ้นเติบโต (growth stocks) โลหะมีค่า อย่างทองและเงินคึกคักอย่างมากหรือเข้าสู่ภาวะกระทิง ตลาดหุ้นปรับขึ้น ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยจะต่ำเป็นเวลานาน ดอลลาร์อ่อน ส่วนต่างผลตอบแทนตราสารหนี้ต่ำ ความผันผวนต่ำ

บรรดานักลงทุนคนอื่น ๆ มีความเห็นไปในทางเดียวกับยาร์เดนิ นั่นคือ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐจะอ่อนอย่างมาก ส่วนราคาทองคำจะพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ และจะเห็นการแห่เข้าไปลงทุนในกองทุน TIPS หรือ Treasury Inflation Protected Securities ซึ่งเป็นหลักทรัพย์ที่ออกโดยรัฐบาลสหรัฐเพื่อปกป้องนักลงทุนและช่วยรักษามูลค่าแท้จริงของเงินเมื่ออัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น โดยมีเงินลงทุนไหลเข้า TIPS ติดต่อกัน 6 สัปดาห์แล้ว

อย่างไรก็ตาม ในความเห็นของ ปีเตอร์ บุ๊กวาร์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของบลีคลีย์ แอดไวซอรี่ กรุ๊ป ตั้งข้อสงสัยว่า การผลักดันเงินเฟ้อให้เป็นไปตามเป้าหมายจะทำได้ง่ายขนาดนั้นเลยหรือ เพราะดูจากบทเรียนของธนาคารกลางหลายแห่งทั่วโลก การจะทำให้เงินเฟ้อเป็นไปตามเป้าหมายยากมากเป็นพิเศษ เพราะเพียงแค่กดดอกเบี้ยให้ต่ำไม่ได้หมายความว่าจะทำให้อัตราเงินเฟ้อเป็นไปตามที่ต้องการ

บุ๊กวาร์เห็นว่า เป้าหมายของเฟดที่จะผลักดันเงินเฟ้อในยามที่อัตราว่างงานสูงมากและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจตกอยู่ในอันตราย ไม่สมเหตุผลในเชิงเศรษฐกิจ เพราะขณะนี้ผู้บริโภคอยู่ในภาวะเปราะบาง สิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงคือการเพิ่มภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน

ก่อนหน้านี้ประธานเฟดสาขาชิคาโก ออกมาระบุว่า ต้องการจะรักษาอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับปัจจุบันคือ 0.00-0.25% ไปจนกว่าอัตราเงินเฟ้อจะขยับขึ้นไปแตะ 2.5% ซึ่งความเห็นของประธานสาขารายนี้ น่าจะสะท้อนเป้าหมายโดยรวมของเฟดนั่นเอง

นักวิเคราะห์ของ มอร์แกน สแตนลีย์ ระบุว่า เท่าที่ได้พูดคุยกับนักลงทุนหลายคนไม่เชื่อว่ามาตรการของธนาคารกลางหลายประเทศที่อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเพื่อสู้วิกฤตไวรัส จะทำให้เงินเฟ้อพุ่งขึ้น เพราะในวิกฤตครั้งก่อน ประเทศที่มีเศรษฐกิจก้าวหน้า ไม่ประสบความสำเร็จในการดันเงินเฟ้อแม้ว่าจะอัดฉีดเงินเข้าระบบจำนวนมาก ซึ่งความคิดเช่นนี้ของนักลงทุนอาจนำไปสู่ความผิดพลาดได้ เนื่องจากมาตรการทางการคลังเพื่อต่อสู้วิกฤตครั้งนี้ต่างจากวิกฤตการเงินเมื่อปี 2008 เพราะมีการใช้เงินมหาศาล ทั้งการรักษาคนที่มีงานทำอยู่แล้วให้ได้ทำงานต่อไป อีกทั้งยังต้องช่วยเหลือคนที่ตกงาน

ดังนั้นอาจจะมีผลให้เงินเฟ้อพุ่งขึ้นอย่างที่นักลงทุนไม่คาดคิดและไม่ได้เตรียมตัวรับมือ

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ