‘แกร็บ-โกเจ็ก’ ควบรวม ‘ผนึกกำลัง’ หรือ ‘ผูกขาด’

ณ ปัจจุบันแพลตฟอร์มให้บริการเรียกรถ สั่งอาหารผ่านมือถือ สองยักษ์ใหญ่ที่ครองตลาดแถบอาเซียน ได้แก่ “แกร็บ โฮลดิงส์ อิงก์” หรือที่รู้จักในชื่อ “แกร็บ” บริษัทเทคโนโลยีจากสิงคโปร์ เป็นแพลตฟอร์มให้บริการตั้งแต่เรียกรถ ส่งพัสดุ สั่งอาหาร ไปถึงบริการทางการเงินผ่านแอปพลิเคชั่น บนมือถือ ครอบคลุม 8 ประเทศอาเซียน ปัจจุบันมูลค่าบริษัทขึ้นไปแตะที่ 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

อีกรายคือ “โกเจ็ก” บริษัทเทคโนโลยีของอินโดนีเซียให้บริการเรียกรถ สั่งอาหาร และส่งพัสดุ รูปแบบเดียวกับแกร็บ ด้วยมูลค่าบริษัท 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

บลูมเบิร์กรายงานว่า ล่าสุด “แกร็บ โฮลดิงส์ อิงก์” และ “โกเจ็ก” กำลังเจรจา “ควบรวมกิจการ” ทั้งสองเข้าด้วยกัน ซึ่งจะเป็นการรวมตัวของบริษัทเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค โดยผู้บริหารระดับสูงของแกร็บและโกเจ็ก รวมทั้ง “ซอฟต์แบงก์ กรุ๊ป” ผู้ลงทุนหลักของแกร็บเข้าร่วมการประชุมดังกล่าวด้วย ซึ่งตัวแทนจากทั้งสามบริษัทยังไม่เปิดเผยถึงรายละเอียดข้อตกลงนี้

แหล่งข่าวรายงานว่า สิ่งที่รู้ ณ ขณะนี้คือ หากการควบรวมกิจการทั้งสองสำเร็จ “แอนโทนี่ ทาน” ซีอีโอและหนึ่งในผู้ก่อตั้งแกร็บจะขึ้นเป็นซีอีโอใหญ่ของทั้งสองบริษัท ขณะที่ผู้บริหารของโกเจ็กจะยังคงบริหารโกเจ็กที่อินโดนีเซีย ซึ่งทั้งสองบริษัทจะยังดำเนินธุรกิจแยกกัน แต่ควบรวมกิจการเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มสำหรับแผนการเข้าระดมทุนในตลาดหุ้นต่อไป

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาแกร็บและโกเจ็กเป็นคู่แข่งกัน ซึ่งทั้งสองบริษัทต้องใช้ต้นทุนที่สูงมากเพื่อแข่งขันและพยายามเอาชนะคู่แข่ง ทำให้นักลงทุนทั้งสองบริษัทผลักดันให้แกร็บและโกเจ็ก ควบรวม กิจการเพื่อให้ลดต้นทุนการแข่งขัน

ทั้งนี้การพยายามควบรวมกิจการทั้งสองบริษัทได้เริ่มตั้งแต่ช่วงต้นปี โดย “มาซาโยชิ ซง” ซีอีโอและผู้ก่อตั้งซอฟต์แบงก์ เป็นผู้ริเริ่มไอเดียนี้ ทว่ากระบวนการทำข้อตกลงเป็นไปอย่างล่าช้า สาเหตุหลักมาจากที่ทั้งสองซึ่งเป็นคู่แข่ง มีวิสัยทัศน์ที่ต่างกัน รวมทั้งยังไม่มีความชัดเจนว่าจะแยกแยะบทบาทการดำเนินธุรกิจกันอย่างไร

ขณะที่นักลงทุนยังกดดันให้ทั้งสองบริษัทเร่งทำข้อตกลงควบรวมกิจการ หลังบริษัทคู่แข่งอย่าง “ซี ลิมิเต็ด” กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยบริษัทนี้เป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่าง “ช้อปปี้” และแอปพลิเคชั่นชำระเงิน “ช้อปปี้เพย์” ซึ่งเป็นคู่แข่งโดยตรงของ “โกเพย์” และ “โอโว่” ของโกเจ็กและแกร็บตามลำดับ


หัวหน้านักลงทุนของ “เทมาเส็ก โฮลดิงส์” หนึ่งในบริษัทที่ลงทุนกับโกเจ็กกล่าวว่า ตอนนี้บริษัทอินเทอร์เน็ตในอาเซียน เริ่มมองว่าการไอพีโอเข้าตลาดหุ้นเป็นทางเลือกที่จะทำให้บริษัทเติบโตอย่างก้าวกระโดด ซึ่งการที่จะไปถึงจุดนั้นได้ บริษัทต้องควบรวมกิจการเพื่อที่จะสามารถดึงดูดนักลงทุน และสามารถแข่งขันกับบริษัทอื่นได้

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์และรัฐบาลเริ่มเห็นถึงความพยายาม ผูกขาดตลาดของแกร็บ โดยการควบรวมกิจการครั้งนี้คล้ายกับที่แกร็บได้ซื้อกิจการของ “อูเบอร์” ในภูมิภาคอาเซียนเมื่อปี 2018 ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นความพยายามในการกำจัดคู่แข่งรายใหญ่เพื่อผูกขาดตลาด จนหน่วยงานกำกับดูแลการแข่งขันและคุ้มครองผู้บริโภคของสิงคโปร์ ได้สั่งปรับทั้งแกร็บและอูเบอร์รวม 9.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังจากถูกตัดสินว่าเป็นการผูกขาดด้านคมนาคมขนส่ง

สเตรต ไทมส์รายงานว่า สถานการณ์แกร็บกับโกเจ็ก มีความแตกต่างจากเมื่อครั้งแกร็บซื้อ “อูเบอร์” เนื่องจากโกเจ็กยังถือเป็นคู่แข่งรายเล็กเมื่อเทียบกับแกร็บ โดยมีแค่ในอินโดนีเซียเท่านั้นที่โกเจ็กสามารถทำรายได้มากกว่า ขณะที่ประเทศอื่น ๆ แกร็บยังคงทำรายได้มากกว่า

นอกจากนี้ เทคไวร์เอเชียรายงานว่า ทั้ง 2 บริษัทอาจจำเป็นต้องรีบ ควบรวมกิจการด้วยเพราะรายได้ที่ลดลง ทั้งสองบริษัทจึงได้ปรับโครงสร้างปลดพนักงาน รวมทั้งปิดกิจการบางส่วนที่ไม่ทำกำไร ทำให้ทั้ง 2 บริษัทอาจต้องการกันและกันเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่ง

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ