“สิงคโปร์-มาเลเซีย” เปิดประเทศ ฟื้นท่องเที่ยวยุค New Normal

ตั้งแต่โควิด-19 ระบาดตั้งแต่ช่วงปีที่แล้ว สิงคโปร์เป็นหนึ่งในประเทศที่มีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคที่เข้มงวดมากที่สุดในโลก เพื่อให้เป็นไปตามนโยบาย “ผู้ติดเชื้อเป็นศูนย์”

ขณะเดียวกัน หลังจากยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ใหม่พุ่งขึ้นเป็นหลักหมื่นต่อวันที่ประเทศ “มาเลเซีย” ทางการก็ได้ออกมาตรการล็อกดาวน์ที่เข้มงวดเช่นกัน เพื่อชะลออัตราผู้ป่วยที่เกือบทำให้ระบบสาธารณสุขประเทศเข้าขั้นวิกฤต

อย่างไรก็ตาม ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้ง “สิงคโปร์” และ “มาเลเซีย” เริ่มผ่อนปรนมาตรการล็อกดาวน์ และกลับมาเดินหน้า “เปิดประเทศ” อีกครั้ง

ซีเอ็นบีซีรายงานว่า รัฐบาลสิงคโปร์ประกาศเปิด “วัคซิเนเต็ดแทรเวลเลน” (VTL) ซึ่งคือโครงการที่ให้นักท่องเที่ยวและนักเดินทางที่ได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว สามารถเดินทางเข้าสิงคโปร์ได้โดยไม่ต้องผ่านมาตรการกักตัว ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่

โดยนักเดินทางจาก 8 ประเทศที่จะสามารถเดินทางเข้าสิงคโปร์ได้ผ่านแทรเวลเลน ประกอบด้วย แคนาดา เดนมาร์ก ฝรั่งเศส อิตาลี เนเธอร์แลนด์ สเปน สหราชอาณาจักร (ยูเค) และสหรัฐอเมริกา

โดยก่อนหน้านี้ โครงการแทรเวลเลนของสิงคโปร์ ได้เริ่มต้นขึ้นกับประเทศบรูไน และเยอรมนี เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา และจะเริ่มแทรเวลเลนกับประเทศเกาหลีใต้ วันที่ 15 พฤศจิกายนนี้ เป็นลำดับต่อไป

ขณะเดียวกัน ทางการมาเลเซียได้ประกาศว่า ผู้ที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้วสามารถเดินทางได้อย่างเสรี ทั้งการเดินทางระหว่างรัฐภายในประเทศ รวมถึงการบินไปต่างประเทศ

โดยจากนโยบายนี้ ชาวมาเลเซียจะสามารถเดินทางได้อย่างเสรีโดยไม่ต้องขออนุญาตเป็นพิเศษ ตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคมเป็นต้นไป หลังจากก่อนหน้านี้ ทางการได้แบนการเดินทางระหว่างรัฐตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา

นอกจากนี้เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ทางการมาเลเซียได้เริ่มโครงการ “แทรเวลบับเบิล” เดินทางไม่ต้องกักตัวกับเกาะลังกาวี รวมถึงประกาศจะเริ่มแทรเวลบับเบิลกับเมืองมะละกา เกาะติโอมัน และเก็นติ้งไฮแลนด์ เพื่อช่วยฟื้นฟูอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวภายในประเทศ

รายงานข่าวระบุว่า มาตรการของประเทศสิงคโปร์เกิดขึ้นหลังจากมีประชากรทั่วประเทศมากถึง 80% ที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว อย่างไรก็ดี ทางการจะยังผ่อนปรนมาตรการต่าง ๆ อย่างรอบคอบ และกระบวนการเปิดประเทศจะค่อยเป็นค่อยไป


ทั้งนี้ “เอส อราวัน” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมสิงคโปร์ กล่าวว่า เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ทั้งสายการบิน สนามบินนานาชาติชางงีของสิงคโปร์ ไปจนถึงหน่วยงานของรัฐบาลต่างระบุว่า การเปิดรับนักท่องเที่ยวแทรเวลเลน ก่อนหน้านี้กับประเทศบรูไนและเยอรมนี ได้ส่งผลดี พร้อมกับสร้าง “ประสบการณ์ที่มีคุณค่า” ให้กับทุกฝ่ายที่มีความเกี่ยวข้องอย่างมาก และถือเป็นก้าวแรกที่ดีเยี่ยมในการฟื้นฟูอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของสิงคโปร์

ขณะที่ “ลี เซียนลุง” นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ กล่าวว่า สิงคโปร์จะเดินหน้าเข้าสู่ยุค “นิวนอร์มอล” สำหรับการอยู่ร่วมกับไวรัส ซึ่งภายหลังจากการเปิดรับนักท่องเที่ยว อาจต้องใช้เวลาราว 3-6 เดือนในการเข้าสู่สถานการณ์ที่มีความคงที่ ทุกอย่างอาจจะเริ่มกลับมาปกติ

อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์เริ่มควบคุมไม่อยู่ จำนวนผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยจากโควิด-19 พุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง ทางการก็จะ “แตะเบรก” ระงับโครงการดังกล่าว เพื่อควบคุมสถานการณ์ไม่ให้โรงพยาบาล รวมทั้งระบบสาธารณสุขเข้าขั้นวิกฤต

โดยรัฐบาลสิงคโปร์ระบุว่า จะพยายามทำให้เกิดความสมดุลระหว่างการเปิดเมือง กับการป้องกันไม่ให้โรงพยาบาลและระบบสาธารณสุขต้องรองรับผู้ป่วยจนเกินขีดความสามารถ

ขณะเดียวกัน “อิสมาอิล ซาบรี ยาคอบ” นายกรัฐมนตรีมาเลเซียระบุว่า สาเหตุที่สามารถ “เปิดประเทศ” ได้ เนื่องจากมีประชากรผู้ใหญ่เกิน 90% ที่ฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ครบโดสแล้ว รวมทั้งมียอดผู้ป่วยที่ต่ำลง ซึ่งทำให้ทางการสามารถปลดล็อกให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจบางส่วนสามารถกลับมาเดินหน้าต่อไปได้

ทั้งนี้ เหล่านักวิเคราะห์มองว่า กลยุทธ์การเปิดประเทศของทั้งมาเลเซีย และสิงคโปร์ ถือเป็นการพยายามฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจที่ซบเซาเพราะโควิด-19 โดยเฉพาะอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

และเป็นการค่อย ๆ เปิดประเทศอย่างระมัดระวัง เนื่องจากการเปิดประเทศในหลายพื้นที่ก่อนหน้านี้ อย่างเช่นประเทศแถบยุโรป ได้ทำให้ยอดผู้ติดเชื้อพุ่งสูงขึ้นอย่างมากจนส่งผลกระทบ ดังนั้น แผนเปิดประเทศของมาเลเซีย และสิงคโปร์ ถือเป็นการฟื้นฟูอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่เหมาะสมสำหรับสถานการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งยังคงมีความไม่แน่นอน

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ