เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สัญญาณดีปฏิรูปประกันสังคม รื้องบปรับสูตรดันบำนาญเพิ่ม
SD สัญญาณดีปฏิรูปประกันสังคม รื้องบปรับสูตรดันบำนาญเพิ่ม
IMF เตือนเศรษฐกิจโลกใกล้ชนขีดจำกัด ‘เอกนิติ’ ชู 3 กลไกสร้างพลังอาเซียน
World IMF เตือนเศรษฐกิจโลกใกล้ชนขีดจำกัด ‘เอกนิติ’ ชู 3 กลไกสร้างพลังอาเซียน
กสิกรไทย เร่งใช้ดาต้า-ฟินเทค ต่อยอดปล่อยสินค้ารายย่อย
Finance กสิกรไทย เร่งใช้ดาต้า-ฟินเทค ต่อยอดปล่อยสินค้ารายย่อย
“ชัชชาติ” เร่งฟื้นฟู “เคหะธานี 4“ เก็บขยะชิ้นใหญ่ ปรับบึง 80 ไร่ เป็นแก้มลิงแก้ท่วมระยะยาว
Real Estate “ชัชชาติ” เร่งฟื้นฟู “เคหะธานี 4“ เก็บขยะชิ้นใหญ่ ปรับบึง 80 ไร่ เป็นแก้มลิงแก้ท่วมระยะยาว
คิม ธีระศักดิ์ พา “ตู้กับข้าว” พารากอน เผยหลายแบรนด์ใหญ่รุมจีบขยายร้าน
Biz Movement คิม ธีระศักดิ์ พา “ตู้กับข้าว” พารากอน เผยหลายแบรนด์ใหญ่รุมจีบขยายร้าน
ธปท. ยันดอกเบี้ย 1% ยังเหมาะสม เงินเฟ้ออยู่ในกรอบ
Finance ธปท. ยันดอกเบี้ย 1% ยังเหมาะสม เงินเฟ้ออยู่ในกรอบ
เอกนิติ มั่นใจเศรษฐกิจไทยโตกว่า 2.1% สรุป 2 เวทีใหญ่ ชูไทยเป็นสะพานเชื่อมโลกแตกขั้ว
Finance เอกนิติ มั่นใจเศรษฐกิจไทยโตกว่า 2.1% สรุป 2 เวทีใหญ่ ชูไทยเป็นสะพานเชื่อมโลกแตกขั้ว
ในหลวง พระราชินี ทรงวางพวงมาลา พระบรมราชานุสาวรีย์ ร.9
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทรงวางพวงมาลา พระบรมราชานุสาวรีย์ ร.9
หยุดสังเวยคนกองถ่าย! สมาคมผู้กำกับฯ ดันกฎ ‘พัก 10 ชม.’ชี้งานสร้างสรรค์ต้องไม่แลกด้วยชีวิต
News หยุดสังเวยคนกองถ่าย! สมาคมผู้กำกับฯ ดันกฎ ‘พัก 10 ชม.’ชี้งานสร้างสรรค์ต้องไม่แลกด้วยชีวิต
เปิดเส้นทางเวนคืน 5 จังหวัด 16,208 ไร่ บ้าน 2,600 หลัง สร้าง ‘เจ้าพระยา 2’
Economic เปิดเส้นทางเวนคืน 5 จังหวัด 16,208 ไร่ บ้าน 2,600 หลัง สร้าง ‘เจ้าพระยา 2’
ดูทั้งหมด

ส่งออกข้าวเจอศึกสองด้าน “บาทแข็ง-อินเดีย” ถล่มราคา

02 ต.ค. 2567 | 07:44น.
ข้าว

ส่งออกข้าวผวาศึกสองด้าน บาทแข็งค่าแรงเกือบหลุด 32 บาท/ดอลลาร์ คู่แข่ง‘อินเดีย’หวนคืนสังเวียนส่งออก ฉุดราคาร่วงหวั่นกระทบลากยาวถึงปี 68 ด้านสภาผู้ส่งออกฯ ชำแหละปัจจัยเสี่ยงโค้งสุดท้าย ด้าน ธปท. รับเข้าแทรกแซงดูแลค่าเงิน วงในเผยช่วง 2 เดือนกว่าทุนสำรองฯ พุ่งกว่า 1.44 หมื่นล้านดอลลาร์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทแข็งค่าแตะ 32.1 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นค่อนข้างมาก ขณะที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยอมรับว่า มีการแทรกแซงค่าเงินบาท เพื่อดูแลความผันผวน

ขณะที่นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2567 ว่า ในเรื่องเงินบาทที่แข็งค่า มีความสัมพันธ์กับหลายเรื่อง เช่น เรื่องกรอบเงินเฟ้อ ซึ่งต้องหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยในการทำงาน ตนมีการดูข้อมูลอยู่ตลอด และก็มีการยกหูโทรศัพท์พูดคุยกันบ้าง ซึ่งทางแบงก์ชาติก็รายงานว่ามีการเข้าแทรกแซงดูแลค่าเงินบาท โดยบอกว่าจะดูแลให้ดีที่สุด

แบงก์ชาติเข้าดูแลค่าเงินบาท

ข้อมูลจากเว็บไซต์ของ ธปท.พบว่า ทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ (Reserves) ของไทย ในช่วงสิ้นเดือน มิ.ย. 2567 ถึง 20 ก.ย. 2567 ขยับเพิ่มขึ้นจาก 252,544 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มาอยู่ที่ 267,106 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเพิ่มขึ้นกว่า 14,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในเวลาไม่ถึง 3 เดือน

แหล่งข่าวจากสถาบันการเงินกล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การเพิ่มขึ้นของทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศของไทยสะท้อนว่า ธปท.ได้เข้าไปดูแลค่าเงินบาทให้อ่อนค่า ด้วยการซื้อดอลลาร์เก็บเข้ามา อย่างไรก็ดี จะเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงของทุนสำรองระหว่างประเทศ ซึ่งไม่ได้มีเพียงสกุลเงินดอลลาร์เท่านั้น แต่ยังมีหลายสินทรัพย์ที่สามารถเป็นทุนสำรองได้

“การดูแลค่าเงินบาทอาจจะมีทั้งในช่วงที่เงินบาทอ่อนค่าและแข็งค่ามีความผันผวนเกินไป ซึ่งในช่วงที่เงินบาทแข็งค่า จะเห็นในตลาดมีแรงเทขายดอลลาร์เพื่อซื้อเงินบาท ทำให้ ธปท.ต้องเข้าไปลดความผันผวนโดยการซื้อดอลลาร์ และขายบาทออกมา ทั้งในตลาด Spot และการทำ Forward เป็นต้น ประกอบกับในช่วงที่ดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินบาท ส่งผลให้มูลค่าของสกุลเงินเพิ่ม ซึ่งสะท้อนไปยังทุนสำรองระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น”

ส่งออกข้าวเจอศึก 2 ด้าน

ขณะที่ นายศุภชัย วรอภิญญาภรณ์ ประธานกรรมการ บริษัท ธนสรรไรซ์ จำกัด กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ค่าเงินบาทที่ปรับแข็งค่าขึ้นเกือบหลุด 32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ส่งผลต่อราคาส่งออกข้าวในขณะนี้ รัฐบาลควรเร่งออกมาตรการดูแลค่าเงินบาท เพราะราคาส่งออกข้าวไทยต้องแข่งขันกับคู่แข่ง โดยเฉพาะอินเดียที่กลับมาส่งออก หากอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 34 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ยังสามารถแข่งขันกับอินเดียได้ แต่หากรัฐบาลไม่มีมาตรการออกมาพยุงค่าเงินบาทและยังปล่อยให้แข็งค่าต่อเนื่อง จะส่งผลต่อราคาข้าวในประเทศและกระทบต่อเกษตรกรในที่สุด

นายสมบัติ เฉลิมวุฒินันท์ ประธานบริษัท เอเซีย โกลเด้น ไรซ์ จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ผลจากการที่เงินบาทแข็งค่า และปัจจัยเสี่ยงใหม่ที่อินเดียประกาศกลับมาส่งออกข้าววานนี้ (30 ก.ย. 67) ส่งผลให้ราคาส่งออกข้าวไทยลดลง 30-40 เหรียญสหรัฐต่อตันในวันเดียว ถือว่าลงเร็วมาก โดยขณะนี้ราคาส่งออกข้าวไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 510-520 เหรียญสหรัฐต่อตัน ใกล้เคียงกับราคาส่งออกข้าวของอินเดียที่ 490 เหรียญสหรัฐ ซึ่งคิดเป็นราคาข้าวในประเทศลดลงเฉลี่ย 100 บาทต่อกระสอบ หรือ 1,000 บาทต่อตัน ทำให้ราคาข้าวเปลือกลดลงอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 10,000 บาทต่อตัน

จากนี้ต้องจับตาทิศทางการดำเนินนโยบายส่งออกข้าวอินเดียต่อไปว่าจะปรับลดราคาส่งออกลงอีกหรือไม่ เพราะอินเดียยังมีข้าวที่ค้างอยู่ในสต๊อก และมีผลผลิตข้าวฤดูกาลใหม่ที่กำลังเก็บเกี่ยว อินเดียจะเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่มีผลต่อการส่งออกข้าวไทยปีนี้ว่าจะเป็นไปตามเป้าหมาย 8.5 ล้านตันได้หรือไม่ ในส่วนของประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมดูแลเสถียรภาพราคาข้าวในประเทศ เพื่อรองรับข้าวนาปีที่จะออกสู่ตลาดช่วงปลายปี 2567

ผวาส่งออกข้าวปี’68 ทรุด

นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากรายงานข่าวระบุเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2567 ทางการอินเดียได้อนุมัติให้กลับมาส่งออกข้าวขาวที่ไม่ใช่ข้าวบาสมาติอีกครั้ง อีกทั้งยังได้กำหนดราคาขั้นต่ำสำหรับการส่งออกข้าวขาวที่ 490 ดอลลาร์ต่อตัน ซึ่งจากการติดตามขณะนี้ ผู้นำเข้ายังไม่มีคำสั่งซื้อใหม่จากอินเดีย เนื่องจากรอดูสถานการณ์ผลผลิตที่จะออกในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งจะเป็นข้าวใหม่ทั้งของไทย เวียดนาม เป็นต้น อย่างไรก็ดี จากกระแสครั้งนี้ทำให้ราคาข้าวในตลาดโลกมีการปรับลดลง

จากนี้จะทำให้ตลาดส่งออกข้าวมีการแข่งขันมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องราคา ปัจจุบันเมื่อดูราคาข้าวขาวไทย เฉลี่ยอยู่ที่ 540 เหรียญสหรัฐต่อตัน จากก่อนหน้า 650 เหรียญสหรัฐต่อตัน ส่วนเวียดนามเฉลี่ยอยู่ที่ 520 เหรียญสหรัฐต่อตัน และจากปัญหาค่าเงินบาทของไทยที่แข็งค่าขึ้น ก็จะยิ่งส่งผลกระทบต่อการแข่งขันส่งออกข้าวในตลาดโลก เพราะเงินบาทแข็งค่าขึ้น 1 บาท จะทำให้ราคาข้าวไทยแพงขึ้น 15 เหรียญสหรัฐต่อตัน

“เป้าหมายการส่งออกข้าวไทย ปี 2567 นี้ยังมองอยู่ที่ 8.5 ล้านตัน โดย 9 เดือนแรกของปีส่งออกได้แล้ว 7 ล้านตัน และคาดว่าในเดือนกันยายน 2567 จะส่งออกได้ประมาณ 600,000 ตัน และ 3 เดือนสุดท้ายของปี เชื่อว่าไทยยังสามารถส่งออกข้าวได้เฉลี่ยเดือนละ 500,000 ตัน ซึ่งทำให้การส่งออกเข้าทั้งปีเป็นไปได้ตามเป้าหมาย”

แต่ห่วงการส่งออกข้าวในปี 2568 โอกาสที่การส่งออกข้าวในปี 2568 จะเหลืออยู่ที่ 6.5 ล้านตัน เมื่อการส่งออกลดลงก็จะส่งผลให้การรับซื้อข้าวในประเทศจะลดลง และทำให้ราคาก็อาจจะปรับลงเช่นกัน โดยปัจจุบันราคาข้าวขาวในประเทศเฉลี่ยอยู่ที่ 9,000 บาทต่อตัน

จากซัพพลายข้าวในตลาดโลกเยอะ ทั้งเงินบาทที่แข็งค่า จะมีผลต่อการแข่งขันด้านราคา ประกอบกับอินโดนีเซียที่เดิมมีการนำเข้าเฉลี่ยปีละ 4 ล้านตัน คาดว่าปีหน้าจะนำเข้าประมาณ 1.5 ล้านตัน ซึ่งจะทำให้ไทยสูญเสียตลาดผู้นำเข้าเพิ่ม

ผู้ส่งออกขาดสภาพคล่อง

นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า สรท.คาดการณ์การส่งออกปี 2567 เติบโตในกรอบ 1-2% โดยหากจะส่งออกได้ 2% จากนี้ 4 เดือนไทยจะต้องส่งออกเฉลี่ยให้ได้ 23,400 ล้านเหรียญสหรัฐ/เดือน แต่หากส่งออกขยายตัวที่ 1% จะต้องส่งออกได้ 22,700 ล้านเหรียญสหรัฐ/เดือน

“การส่งออก 3 เดือนที่เหลือไร้สัญญาณบวก เนื่องจากผู้ส่งออกต้องแบกรับปัจจัยเสี่ยงที่กระทบ ทั้งเรื่องปัญหาเงินบาทแข็งค่า ผลกระทบที่จะเห็นคือ การขาดสภาพคล่อง กำไรลดลง การขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน ภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงาน และค่าระวางเรือ ที่แม้จะยังไม่มีปัญหาในตอนนี้ แต่ก็เหมือนระเบิดเวลา เพราะหากสงครามกลับมารุนแรงอีกครั้งจะกระทบต่อแนวโน้มราคาน้ำมัน ค่าขนส่งที่อาจจะเพิ่มขึ้นได้”

ปัจจัยเสี่ยง 3 เดือนสุดท้าย

นายชัยชาญกล่าวว่า สำหรับปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังในโค้งสุดท้ายของปี ได้แก่ 1) ค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วอย่างมีนัยสำคัญ แค่ 3 เดือนแข็งค่า 12% ส่งผลโดยตรงต่อการส่งออก เนื่องจากขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคาลดลง ประกอบกับผู้ประกอบการเข้าไม่ถึงสินเชื่อ ส่งผลต่อสภาพคล่องทางธุรกิจต่อเนื่อง หากเทียบกับคู่แข่งถือว่าเงินบาทไทยยังแข็งค่ามากเวียดนามแข็งค่า 1.4% จีนแข็งค่า 1.3% อินเดียอ่อนค่า 0.53%

2) ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ยังคงคาดการณ์ยาก เช่น สงครามในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อ การเลือกตั้งสหรัฐอเมริกา ซึ่งอาจส่งผลต่อการแบ่งขั้วอย่างชัดเจน และมีผลกระทบให้ซัพพลายเชนทั่วโลกเกิดความผันผวน นอกจากนี้เมื่อ 27 กันยายนที่ผ่านมา สหรัฐเริ่มมาตรการ Safeguard กับสินค้ารถยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วน แผงโซลาร์เซลล์ และปี 2568 ขยายมาตรการไปยังสินค้าถุงมือยาง ชิป และอื่น ๆ ส่งผลให้จีนต้องเร่งกระจายสินค้าไปยังตลาดใหม่ และตลาดเอเชียที่ยังมีศักยภาพ

3) ดัชนีภาคการผลิต (PMI) หดตัวต่อเนื่อง แม้ยังคงมีดีมานด์อยู่ 4) ปัญหาการขนส่งสินค้าทางทะเล แม้ค่าระวางเรือเริ่มปรับลดลงมาในหลายเส้นทาง แต่เป็นการปรับลดลงจากที่ปรับขึ้นไปสูงก่อนหน้านี้ ยกเว้นเส้นทางสหรัฐอเมริกา จากปัญหาการสไตรก์ของคนงานท่าเทียบเรือฝั่งตะวันออกและตะวันตก ส่งผลให้เรือล่าช้า และ 5) ปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นทางภาคเหนือของไทย โดยเฉพาะภาคการเกษตรที่อาจได้รับผลกระทบมาก และส่งผลต่อเนื่องถึงต้นทุนวัตถุดิบและปริมาณสินค้าเกษตรออกสู่ตลาดไม่เพียงพอในระยะถัดไป

4 ข้อเสนอภาครัฐเร่งแก้ไข

นายชัยชาญกล่าวว่า พร้อมกันนี้มีข้อเสนอแนะที่สำคัญให้กับรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไข คือ 1) รักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่าเร็วเกินไป พร้อมทั้งสนับสนุนเครื่องมือและค่าธรรมเนียมในการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ 2) พิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม 3) พิจารณาทบทวนการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำตามสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน ไม่ให้เป็นภาระกับผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs มากเกินไป

และ 4) เร่งรัดการเจรจาการค้าและความร่วมมือทางการค้าใหม่ ๆ ทั้งระดับประเทศ และระดับพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศคู่ค้านั้น ๆ รวมไปถึงการใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการซื้อขาย ซึ่งประเทศไทยมีข้อตกลงในการซื้อขายที่ใช้สกุลเงินท้องถิ่น อย่างเช่น จีน ญี่ปุ่น อินเดีย มาเลเซีย เป็นต้น

สำหรับภาพรวมช่วง 8 เดือน มกราคม-สิงหาคม ปี 2567 ไทยส่งออกรวมมูลค่า 197,192.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 4.2% เมื่อหักทองคำ น้ำมัน และอาวุธยุทธปัจจัย พบว่าการส่งออกขยายตัว 4.3% ในขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 203,543.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 5.0% ส่งผลให้ดุลการค้าของประเทศไทยขาดดุลเท่ากับ 6,351.0 ล้านเหรียญสหรัฐ