เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เปิดไทม์ไลน์รถไฟฟ้า 6 สายใหม่ ปีหน้า ‘ส้ม‘ ออกวิ่ง ‘น้ำตาล’ ตอกเข็มปี’72
Real Estate เปิดไทม์ไลน์รถไฟฟ้า 6 สายใหม่ ปีหน้า ‘ส้ม‘ ออกวิ่ง ‘น้ำตาล’ ตอกเข็มปี’72
เปิดงาน ‘มหกรรมหนังสือระดับชาติ’ สำนักพิมพ์มติชน จัดใหญ่ ธีม “Bloom เติบโตไปด้วยกัน”
Biz Movement เปิดงาน ‘มหกรรมหนังสือระดับชาติ’ สำนักพิมพ์มติชน จัดใหญ่ ธีม “Bloom เติบโตไปด้วยกัน”
บริษัทจะทำยังไงดีกรณีพนักงานเงินเดือนตัน
SD Talk บริษัทจะทำยังไงดีกรณีพนักงานเงินเดือนตัน
ราคาทองวันนี้ (23 ต.ค. 69) ร่วงลง 1,150 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 65,000 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (23 ต.ค. 69) ร่วงลง 1,150 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 65,000 บาท
อนุทิน แจงทุกประเด็นการเมือง-เศรฐกิจ-เดินสาย ตปท. 24 ต.ค.นี้
Politics อนุทิน แจงทุกประเด็นการเมือง-เศรฐกิจ-เดินสาย ตปท. 24 ต.ค.นี้
กรมเหมืองฯ จัดสรรเงินผลประโยชน์พิเศษ 189 ล้าน ให้พัฒนา 87 ชุมชน 39 จังหวัด
Economic กรมเหมืองฯ จัดสรรเงินผลประโยชน์พิเศษ 189 ล้าน ให้พัฒนา 87 ชุมชน 39 จังหวัด
ธอส. เปิดขั้นตอนลงทะเบียนสินเชื่อบ้านคนละหลัง PLUS ดอกเบี้ยเริ่มต้น 2.60% กู้สูงสุด 40 ปี
Finance ธอส. เปิดขั้นตอนลงทะเบียนสินเชื่อบ้านคนละหลัง PLUS ดอกเบี้ยเริ่มต้น 2.60% กู้สูงสุด 40 ปี
‘บิ๊กคาเมร่า’ ทุ่มปลุกตลาดกล้อง ลุ้นท่องเที่ยวหนุนดีมานด์โค้งท้าย
Business ‘บิ๊กคาเมร่า’ ทุ่มปลุกตลาดกล้อง ลุ้นท่องเที่ยวหนุนดีมานด์โค้งท้าย
รถไฟปล่อยขบวนรถจักรไอน้ำพิเศษ “วันปิยมหาราช” ตั๋วเต็มทุกที่นั่ง ชูไฮไลต์พ่วง “รถไฟสุดขอบฟ้า” ครั้งแรก
Economic รถไฟปล่อยขบวนรถจักรไอน้ำพิเศษ “วันปิยมหาราช” ตั๋วเต็มทุกที่นั่ง ชูไฮไลต์พ่วง “รถไฟสุดขอบฟ้า” ครั้งแรก
ธ.ก.ส. เคลื่อนสู่ปีที่ 60 ปรับโฉมมาสคอตน้องหอมจังลุคใหม่ สื่อความทันสมัย
Finance ธ.ก.ส. เคลื่อนสู่ปีที่ 60 ปรับโฉมมาสคอตน้องหอมจังลุคใหม่ สื่อความทันสมัย
ดูทั้งหมด

เปิดถ้อยแถลงร่วมนายกฯไทย-มาเลเซีย ฉบับเต็ม

17 ธ.ค. 2567 | 11:33น.
นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทย และ อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย

กระทรวงการต่างประเทศของไทยเผยแพร่ถ้อยแถลงร่วมการประชุมหารือประจำปี ครั้งที่ 7 ระหว่างนายกรัฐมนตรีมาเลเซียกับนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2024 ณ เมืองปูตราจายา ประเทศมาเลเซีย  

ถ้อยแถลงร่วมดังกล่าวมีเนื้อความฉบับเต็ม ดังนี้ 

1.การประชุมหารือประจำปี ครั้งที่ 7 ระหว่าง ดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม (Dato’ Seri Anwar Ibrahim) นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จัดขึ้นเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2024 ณ เมืองปูตราจายา ประเทศมาเลเซีย ภายหลังจากการประชุมประจำปีครั้งที่ 6 ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ในปี 2016 การประชุมครั้งนี้มีขึ้นพร้อมกับการเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการครั้งแรกของนายกรัฐมนตรี หลังจากเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนสิงหาคม 2024

2.การประชุมหารือประจำปี ครั้งที่ 7 จัดขึ้นในบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นมิตร นายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้แสดงความยินดีต่อนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ในการเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของไทยคนที่ 31 และแสดงความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมความสัมพันธ์ทวิภาคีที่เข้มแข็ง ผู้นำทั้งสองต่างพอใจกับความสัมพันธ์เพื่อนบ้านที่ยาวนานและความร่วมมือที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างมาเลเซียและไทย พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นที่จะกระชับความร่วมมือในสาขาที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกันและแสวงหาความเป็นหุ้นส่วนที่มีศักยภาพใหม่ ๆ ทั้งในระดับทวิภาคีและในกรอบอาเซียน เพื่อประโยชน์ของทั้งสองประเทศและภูมิภาค

ภาพรวมความสัมพันธ์มาเลเซีย-ไทย

3.นายกรัฐมนตรีทั้งสองแสดงความพอใจกับการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงบ่อยครั้ง นับตั้งแต่การประชุมประจำปีครั้งที่ 6 ซึ่งช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ทวิภาคีและการทำงานร่วมกันของทั้งสองประเทศ การเยือนที่สำคัญ ได้แก่ การเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 9-10 กุมภาพันธ์ 2023 ของดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย การลงพื้นที่ด่านสะเดา ประเทศไทย เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2023 ของนายกรัฐมนตรีทั้งสองประเทศ การเยือนมาเลเซียระหว่างวันที่ 11-12 ตุลาคม 2023 ของนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรีไทย การเยือนด่านสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส และด่านรันเตาปันยัง รัฐกลันตัน ร่วมกันของนายกรัฐมนตรีทั้งสองประเทศ เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2024 และการเยือนมาเลเซียของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระหว่างวันที่ 3-4 กรกฎาคม 2024 เพื่อเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (Joint Trade Committee : JTC) ครั้งที่ 3 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ 

4.ทั้งสองฝ่ายยินดีกับการจัดการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคี (Joint Commission for Bilateral Cooperation : JC) ครั้งที่ 15 และการประชุมคณะกรรมการว่าด้วยยุทธศาสตร์การพัฒนาร่วมสำหรับพื้นที่ชายแดน (Joint Development Strategy for Border Areas : JDS) ระดับรัฐมนตรี ครั้งที่ 6 ระหว่างไทยและมาเลเซีย ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งจัดขึ้นในช่วงเดียวกับการเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการของนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระหว่างวันที่ 5-6 สิงหาคม 2024 โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศทั้งสองได้ติดตามความคืบหน้าที่เกิดขึ้นตั้งแต่การประชุม JC และ JDS ครั้งที่ผ่านมาเมื่อปี 2022 ซึ่งได้กำหนดแนวทางและขับเคลื่อนการเตรียมการสำหรับการประชุมหารือประจำปี ครั้งที่ 7 

5.ผู้นำทั้งสองได้ร่วมหารือถึงความคืบหน้าอย่างยิ่งของความร่วมมือทวิภาคี ซึ่งครอบคลุมหลายภาคส่วน อาทิ การค้าและการลงทุน ความเชื่อมโยงระหว่างประชาชน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดน ความมั่นคง การศึกษา เกษตรกรรม และการท่องเที่ยว นายกรัฐมนตรีทั้งสองย้ำถึงประสิทธิภาพของกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ เช่น JC JDS JTC รวมไปถึงคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee : GBC) และคณะกรรมการระดับสูง (High-Level Committee : HLC) ในการยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคี พร้อมทั้งแสดงความมุ่งมั่นที่จะเร่งจัดตั้งคณะทำงานเพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างไทยกับมาเลเซีย 4 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านการค้าและการลงทุน รวมถึงการค้าชายแดน (2) ด้านการท่องเที่ยว (3) ด้านความมั่นคง และ (4) ด้านการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงความร่วมมือด้านฮาลาล

ความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคง

6.ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความพยายามในการบริหารจัดการชายแดนและความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งรวมถึงการค้ามนุษย์ การลักลอบขนมนุษย์เข้าเมือง อาชญากรรมทางไซเบอร์ การก่อการร้ายระหว่างประเทศ และแนวคิดสุดโต่ง ผ่านการแบ่งปันข้อมูลและข่าวกรอง การส่งเสริมความเป็นสายกลาง (Moderation) และการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีในการสลายการบ่มเพาะความรุนแรง (Deradicalisation) ผู้นำทั้งสองยังเห็นพ้องที่จะเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเลบริเวณเขตแดนทางทะเลของทั้งสองประเทศที่มีอยู่ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ทั้งสองฝ่ายยังได้ประกาศที่จะเสริมสร้างความร่วมมือและการประสานงาน โดยเฉพาะระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและการจัดการประเด็นชายแดน เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อการหลอกลวงทำงานทางออนไลน์ได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ รวมถึงป้องกันไม่ให้เหยื่อผู้รอดพ้นถูกดึงกลับเข้าสู่กระบวนการค้ามนุษย์ซ้ำอีกจนนำมาสู่การถูกบังคับให้กระทำความผิดทางอาญา (forced criminality)

7.ผู้นำทั้งสองรับทราบถึงความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในด้านกลาโหมและความมั่นคงระหว่างมาเลเซียกับไทย ทั้งสองฝ่ายยินดีกับการจัดการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ครั้งที่ 55 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2022 การจัดประชุมคณะกรรมการระดับสูง (HLC) ครั้งที่ 38 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2024 และการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee : RBC) ครั้งที่ 115 ณ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2024 ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงและกลาโหมให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นผ่านการแลกเปลี่ยนการเยือนและการฝึกร่วมอย่างสม่ำเสมอ ไทยยังจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุม GBC ครั้งที่ 56 ในระยะเวลาอันใกล้ ซึ่งจะเป็นเวทีในการรับรองรายงานความคืบหน้าจาก HLC และ RBC

8.นายกรัฐมนตรีทั้งสองยังได้หารือเกี่ยวกับพัฒนาการล่าสุดในประเด็นจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ทั้งสองฝ่ายชื่นชมความก้าวหน้าเชิงบวกในกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ระหว่างรัฐบาลไทยกับกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ ซึ่งมุ่งสู่การบรรลุสันติภาพ ความมั่นคง และความเจริญรุ่งเรืองที่ยั่งยืนในพื้นที่ดังกล่าว นายกรัฐมนตรีไทยแสดงความขอบคุณต่อมาเลเซียสำหรับบทบาทที่จริงใจและสร้างสรรค์ในการอำนวยความสะดวกกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุข และย้ำความมุ่งมั่นที่จะร่วมหาวิธีแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเน้นไปที่วิธีแก้ปัญหาอย่างสันติและครอบคลุม ในขณะเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายได้ยินดีกับดาตุ๊ก โมฮัมหมัด ราบิน บิน บาซีร์ อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติมาเลเซีย ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยความสะดวกกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2024

9.ผู้นำทั้งสองยินดีกับความพยายามอย่างต่อเนื่องเพื่อพัฒนาแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อสร้างสันติสุขแบบองค์รวม (Join Comprehensive Plan towards Peace : JCPP) ในฐานะแผนงานเพื่อสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อสันติสุข และตระหนักว่า พัฒนาการของการจัดทำ JCPP สะท้อนถึงความไว้วางใจและความเชื่อมั่นซึ่งกันและกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยผู้นำทั้งสองฝ่ายสนับสนุนให้ทุกฝ่ายดำเนินการเจรจาอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความไว้วางใจและความเชื่อมั่นต่อกัน

10.ผู้นำทั้งสองประณามเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นต่อพลเรือนผู้บริสุทธิ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเรียกร้องอย่างแข็งขันให้ยุติการกระทำที่รุนแรง  ผู้นำเห็นพ้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อยอดการแลกเปลี่ยนข้อมูลและการดำเนินความร่วมมือภายใต้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเรื่องทางอาญา อีกทั้ง ยังส่งเสริมโครงการเสริมสร้างขีดความสามารถและมุ่งสร้างความเชื่อมั่นเพื่อนำไปสู่สันติสุขที่ยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทย และ อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย
นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทย และอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย

ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ

11.นายกรัฐมนตรีทั้งสองแสดงความยินดีกับการเติบโตทางการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศ ในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงสัดส่วนของการค้าชายแดนที่มีส่วนสำคัญต่อการค้าในภาพรวมทั้งสองประเทศ นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยินดีต่อความสำเร็จของการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (Joint Trade Committee : JTC) ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2024 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งสะท้อนวิสัยทัศน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศในการเพิ่มมูลค่าการค้าและการลงทุนระหว่างกัน นายกรัฐมนตรีทั้งสองได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อบรรลุเป้าหมายการค้าทวิภาคีที่ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2027 โดยประเทศไทยมีกำหนดเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม JTC ครั้งที่ 4 ตามวันเวลาที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมกัน

12.ผู้นำทั้งสองตระหนักถึงบทบาทสำคัญของภาคเอกชนของมาเลเซียและไทยในการขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ นายกรัฐมนตรีทั้งสองสนับสนุนต่อความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างกันที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะสร้างโอกาสในการส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างทั้งสองประเทศ รวมถึงการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยางพาราและอุตสาหกรรมฮาลาล

13.ผู้นำทั้งสองเน้นย้ำถึงความสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล และสนับสนุนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแสวงหาแนวทางกระชับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล โดยใช้ประโยชน์จากบันทึกความเข้าใจระหว่างสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy Promotion Agency : DEPA) ของไทย และ Malaysia Digital Economy Corporation (MDEC) ของมาเลเซีย ซึ่งได้ลงนามเมื่อปี 2023 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดึงดูดนักลงทุนอิสระผู้มีเงินลงทุนสูง (Angel Investors) ในการสนับสนุนบริษัททางด้านเทคโนโลยีที่มีมีศักยภาพในทั้งสองประเทศ

14.นายกรัฐมนตรีทั้งสองยินดีกับความพยายามที่ผ่านมาในการส่งเสริมการท่องเที่ยวและการอำนวยความสะดวกในการเดินทางของนักท่องเที่ยวระหว่างมาเลเซียกับไทย ตลอดจนในระดับภูมิภาค ในการนี้ นายกรัฐมนตรีทั้งสองยินดีที่เจ้าหน้าที่ของทั้งสองประเทศได้มีการหารือเกี่ยวกับข้อเสนอ “Six Countries, One Destination” ของประเทศไทย ในขณะเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะศึกษาการจัดทำโครงการส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวร่วมกัน เพื่อสนับสนุนข้อริเริ่ม Visit Malaysia ค.ศ. 2026 และข้อริเริ่ม Amazing Thailand Grand Tourism Year ค.ศ. 2025 รวมถึงจะสนับสนุนโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวของกันและกันด้วย

15.ตามที่ภาคเศรษฐกิจฮาลาลทั่วโลกอาจมีแนวโน้มที่จะเติบโตถึง 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี ค.ศ. 2030 ผู้นำทั้งสองเห็นพ้องที่จะพัฒนาความส่งเสริมซึ่งกันและกันของอุตสาหกรรมฮาลาลระหว่างทั้งสองประเทศผ่านการจัดกิจกรรมส่งเสริมการส่งออกสินค้าและบริการฮาลาลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมไปถึงการแลกเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติที่ดีและความรู้ด้านธุรกิจ และการส่งเสริมความร่วมมือที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นระหว่างภาคเอกชนของมาเลเซียกับไทย มาเลเซียยังพร้อมที่จะช่วยเหลือไทยในการพัฒนาระบบนิเวศฮาลาลภายในประเทศ ผ่านหลักสูตรภายใต้กรอบความร่วมมือด้านเทคนิคของมาเลเซีย (MTCP) ซึ่งข้อริเริ่มนี้จะเป็นโอกาสให้ไทยสามารถได้รับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับมาตรฐานและการปฏิบัติทางฮาลาลอันจะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมฮาลาล

16.ผู้นำทั้งสองยินดีกับการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างคณะกรรมการการยางแห่งมาเลเซีย (Malaysian Rubber Board) และการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ซึ่งจะปูทางไปสู่ความร่วมมือที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างมาเลเซียและไทยในความพยายามร่วมกันเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมยางพารา นอกจากนี้ ผู้นำทั้งสองยังเห็นพ้องให้หน่วยงานทั้งสองร่วมมือกันมากยิ่งขึ้นในด้านการแลกเปลี่ยนความรู้และเทคโนโลยี รวมถึงการดำเนินการตามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยโครงการเมืองยางพาราและความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมยางในอนุภูมิภาค IMT-GT ระหว่างหน่วยงาน Northern Corridor Implementation Authority (NCIA) ของมาเลเซีย การยางแห่งประเทศไทย และกระทรวงอุตสาหกรรมอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2022

ความร่วมมือด้านชายแดน

17.นายกรัฐมนตรีทั้งสองได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือด้านชายแดนเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน ตลอดจนเสริมสร้างความมั่นคงบริเวณชายแดน ในการนี้ ผู้นำทั้งสองแสดงความยินดีกับผลการประชุมคณะกรรมการจัดทำหลักเขตแดนร่วมระหว่างไทย-มาเลเซีย (Joint Thailand-Malaysia Land Boundary Committee-LBC) ครั้งที่ 25 ณ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 31 กรกฎาคม ถึง 2 สิงหาคม 2018 ซึ่งได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการก่อสร้างและบำรุงรักษารั้วเดี่ยวบนเส้นเขตแดนที่บ้านด่านนอก/บูกิตกายูฮิตัม

18.ทั้งสองฝ่ายยังยินดีกับการจัดประชุมคณะอนุกรรมการเทคนิคร่วมว่าด้วยการสำรวจและกำหนดเขตแดนทางบกไทย-มาเลเซีย (Joint Technical Committee : JTC) ครั้งที่ 49 ที่จัดขึ้น ณ เมืองยะโฮร์บาห์รู มาเลเซีย ระหว่างวันที่ 29-31 สิงหาคม 2024 ซึ่งเป็นการประชุม JTC ครั้งแรกในรอบ 6 ปี ผู้นำทั้งสองยังเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ยังคั่งค้าง รวมถึงการหาข้อสรุปของประเด็นคั่งค้างที่อยู่ระหว่างดำเนินการของกรอบ LBC และเรียกร้องให้จัดการประขุม LBC ครั้งที่ 26 ในช่วงเวลาที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมกัน นายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศยังให้ความสำคัญต่อการเร่งรัดการจัดทำบันทึกความเข้าใจ/ความตกลงว่าด้วยการรับรองผลการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนแบบคงที่ตามแม่น้ำโก-ลก (พื้นที่เร่งด่วน 8)

19.ที่ประชุมกล่าวถึงการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีมาเลเซียและไทยในระหว่างการเยือน อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส และเมืองรันเตาปันยัง รัฐกลันตัน ร่วมกันของนายกรัฐมนตรีทั้งสองประเทศ เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2024 โดยผู้นำทั้งสองเน้นย้ำความมุ่งมั่นในการเร่งรัดความร่วมมือด้านการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยของลุ่มแม่น้ำโก-ลก โดยผู้นำทั้งสองได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในเชิงเทคนิคเพื่อให้สามารถบำรุงรักษาแม่น้ำสุไหงโก-ลก

20.ผู้นำทั้งสองยินดีต่อความก้าวหน้าของโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานบริเวณชายแดนเพื่อส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างสองประเทศ และเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งมาเลเซียและไทยทำงานร่วมกันเพื่อให้โครงการดังกล่าวสำเร็จลุล่วงตามเวลาที่กำหนดไว้ นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของด่านบูกิตกายูฮิตัม-ด่านศุลกากรสะเดา ซึ่งเป็นประตูที่ใหญ่ที่สุดทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการขนส่งที่สำคัญระหว่างมาเลเซียกับไทย นายกรัฐมนตรีทั้งสองประเทศได้เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการก่อสร้างเส้นทางถนนเชื่อมต่อด่านบูกิตกายูฮิตัม-ด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ให้แล้วเสร็จตามแผนงานที่ได้ตั้งไว้ของทั้งสองฝ่าย เพื่อเพิ่มศักยภาพการเคลื่อนย้ายสินค้าและผู้โดยสารข้ามพรมแดนให้ดียิ่งขึ้น

21.นายกรัฐมนตรีทั้งสองประเทศยินดีต่อความคืบหน้าของก่อสร้างสะพานคู่ขนานข้ามแม่น้ำโก-ลก เนื่องจากสะพานดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมการเชื่อมโยงและการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ และเป็นสัญลักษณ์แห่งความสัมพันธ์อันใกล้ชิดของทั้งสองประเทศ โดยผู้นำทั้งสองได้เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเริ่มกระบวนการก่อสร้างเพื่อให้เสร็จสมบูรณ์ภายในไตรมาสแรกของปี 2027 ตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ ผู้นำทั้งสองยังมุ่งหวังให้มีการลงนามความตกลงก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโก-ลก แห่งที่ 2 ระหว่างกระทรวงโยธาธิการของมาเลเซียและกระทรวงคมนาคมของไทยในโอกาสแรก อันจะเป็นแรงผลักดันต่อความสำเร็จของโครงการดังกล่าว

22.นายกรัฐมนตรีทั้งสองส่งเสริมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการเพื่อแสวงหาความร่วมมือที่เป็นไปได้ในการเชื่อมโยงเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (Special Border Economic Zones : SBEZs) ระหว่างมาเลเซียกับไทย โดยเฉพาะเขตเศรษฐกิจพิเศษบูกิตกายูฮิตัม รัฐเกดะห์ เขตอุตสาหกรรม Chuping Valley รัฐเประ และ Pasir Mas Halal Park รัฐกลันตัน ของมาเลเซีย กับเขตเศรษฐกิจพิเศษในนิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ จ.สงขลา และเขตเศรษฐกิจพิเศษ จ.นราธิวาส ของไทย โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการส่งเสริมกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนในพื้นที่ชายแดนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

23.นายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศพึงพอใจต่อความร่วมมือที่ดำเนินอยู่ของพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (Malaysia-Thai Joint Development Area : MTJDA) ซึ่งช่วยคงความมั่นคงของอุปทานก๊าซธรรมชาติไปยังมาเลเซียและไทยและช่วยส่งเสริมความกินดีอยู่ดีผ่านโอกาสด้านแรงงานและการส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น ไทยยังขอบคุณมาเลเซียต่อความช่วยเหลือในช่วงการขาดแคลนก๊าซธรรมชาติในปี 2023 ซึ่งช่วยให้ไทยสามารถคงความมั่นคงทางด้านพลังงานได้

24.นายกรัฐมนตรีทั้งสองยืนยันที่จะสนับสนุนความร่วมมือและข้อริเริ่มด้านพลังงานที่มีอยู่ ซึ่งเป็นแก่นของวิสัยทัศน์ร่วมกันที่จะสร้างอนาคตด้านพลังงานที่บูรณาการ ยั่งยืน และมั่นคงยิ่งขึ้นสำหรับภูมิภาค ซึ่งรวมถึงข้อริเริ่มโครงข่ายระบบส่งไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid Initiative)

25.นายกรัฐมนตรีทั้งสองได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องผลักดันความคืบหน้าในการบูรณาการรถไฟรางคู่ระหว่างอิโปห์-ปาดังเบซาร์ และปาดังเบซาร์-หาดใหญ่ รวมทั้งการเชื่อมรถไฟความเร็วสูงระหว่างทั้งสองประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับความปรารถนาร่วมกันในการส่งเสริมความเชื่อมโยง ตลอดจนเพิ่มปริมาณการขนส่งสินค้าและการเดินทางของประชาชนข้ามพรมแดนระหว่างมาเลเซียกับไทย รวมไปถึงในภูมิภาคด้วย

26.นายกรัฐมนตรีทั้งสองประเทศเห็นพ้องกันว่า การอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายสินค้าหรือผู้โดยสารทางถนนและทางรถไฟเป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่จะช่วยเพิ่มปริมาณการค้าระหว่างมาเลเซียและไทย และจะส่งเสริมการบูรณาการในภูมิภาคอาเซียน ผู้นำทั้งสองจึงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากทั้งสองประเทศเร่งรัดการเจรจาบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารข้ามแดน นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะอำนวยความสะดวกเรื่องข้อกำหนดใบอนุญาตสำหรับผลิตภัณฑ์จากพืชที่ส่งผ่านประเทศไทยโดยบริการรถไฟเส้นทาง ASEAN Express ระหว่างมาเลเซียกับจีน 

การประชุมหารือประจำปี ครั้งที่ 7 ระหว่างนายกรัฐมนตรีมาเลเซียและนายกรัฐมนตรีไทย เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2024 ณ เมืองปูตราจายา ประเทศมาเลเซีย
การประชุมหารือประจำปี ครั้งที่ 7 ระหว่างนายกรัฐมนตรีมาเลเซียและนายกรัฐมนตรีไทย เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2024 ณ เมืองปูตราจายา ประเทศมาเลเซีย

ความร่วมมือทางสังคมและวัฒนธรรม

27.นายกรัฐมนตรีทั้งสองตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษาต่อเศรษฐกิจและสังคม อีกทั้งยังเห็นพ้องถึงความสำคัญของความร่วมมือด้านการศึกษาที่ใกล้ชิด โดยเฉพาะสำหรับนักเรียนในพื้นที่ชายแดนมาเลเซียและไทย ทั้งสองฝ่ายจึงได้ตกลงที่จะแสวงหาความร่วมมือในภาคการศึกษาด้านเทคนิคและอาชีวศึกษา (TVET) ผ่านการแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญและการจัดตั้งโครงการฝึกอบรมร่วมกัน นอกจากนี้ ไทยยังได้ขอบคุณมาเลเซียที่ได้สร้างขีดความสามารถให้กับชุมชนไทยในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ภายใต้หลักสูตรฝึกอบรมและการเสริมสร้างศักยภาพภายใต้โครงการ Malaysia Technical Cooperation Program (MTCP)

การพัฒนาในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ

28.ผู้นำทั้งสองเน้นย้ำความสำคัญของความเป็นแกนกลางและความเป็นเอกภาพของอาเซียน พร้อมทั้งยืนยันความมุ่งมั่นในการเสริมสร้างประชาคมอาเซียน โดยผู้นำทั้งสองยินดีต่อความคืบหน้าของการดำเนินการตามวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน ค.ศ. 2025 และยินดีต่อการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ของประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน (APSC) ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) และประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASCC) ปี ค.ศ. 2025 นอกจากนี้ ยังหวังที่จะรับรองวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน ค.ศ. 2045 และแผนยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องในปี 2025 ไทยยังได้ประกาศสนับสนุนการเป็นประธานอาเซียนของมาเลเซียในปี 2568 อย่างเต็มที่ และย้ำความมุ่งมั่นในการทำงานร่วมกับมาเลเซียอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในวาระด้านความยั่งยืน

29.นายกรัฐมนตรีทั้งสองได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับพัฒนาการล่าสุดในเมียนมา โดยผู้นำทั้งสองได้ย้ำถึงความปรารถนาร่วมกันในการหาทางออกด้วยสันติวิธีและยั่งยืนต่อสถานการณ์ในเมียนมา โดยให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนเมียนมา ผู้นำทั้งสองยังเน้นย้ำความมุ่งมั่นที่จะดำเนินการตาม ฉันทมติ 5 ข้อ (Five-Point Consensus : 5PC) ซึ่งยังคงเป็นพื้นฐานหลักของการแก้ไขสถานการณ์ในเมียนมาตามเอกสารการทบทวนและข้อตัดสินใจของผู้นำอาเซียนเกี่ยวกับการดำเนินการตามฉันทามติ 5 ข้อ ซึ่งได้รับการรับรอง ณ เวียงจันทน์ ในวันที่ 9 ตุลาคม 2024 นอกจากนี้ มาเลเซียแสดงถึงความตั้งใจที่จะจัดตั้งสำนักงานผู้แทนพิเศษของประธานอาเซียนในประเด็นเมียนมา (the Office of the Special Envoy of ASEAN Chair on Myanmar) ฝ่ายไทยยังได้สนับสนุนมาเลเซียอย่างเต็มที่ในการเป็นแกนนำเพื่อแก้ไขปัญหาสถานการณ์ในเมียนมา ในฐานะประธานอาเซียนปี 2025

30.ผู้นำทั้งสองได้หารือเกี่ยวกับประเด็นทะเลจีนใต้ โดยเน้นย้ำว่า ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับทะเลจีนใต้ต้องได้รับการแก้ไขอย่างสันติตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล รวมถึงอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) โดยทั้งสองฝ่ายได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการดำเนินการตามหลักปฏิญญาว่าด้วยแนวปฏิบัติของภาคีในทะเลจีนใต้ (DOC) อย่างเต็มรูปแบบ ตลอดจนการเร่งจัดทำประมวลการปฏิบัติในทะเลจีนใต้ (COC) ที่มีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรม

ข้อสรุป

31.นายกรัฐมนตรีทั้งสองประเทศเร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้ประโยชน์จาก (1) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านวัฒนธรรม ศิลปะและมรดกทางวัฒนธรรม และ (2) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการพัฒนาการค้ายางพาราและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ซึ่งได้ลงนามในช่วงการประชุมหารือประจำปี ครั้งที่ 7 เพื่อประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนของทั้งสองประเทศ

32.นายกรัฐมนตรีทั้งสองได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่จากทั้งสองฝ่ายเร่งรัดการพิจารณาเพื่อหาข้อสรุปต่อความตกลง บันทึกความเข้าใจ (MOU) และเอกสารอื่น ๆ ที่ยังคงคั่งค้าง ให้เสร็จสิ้นก่อนการประชุมหารือประจำปี ครั้งที่ 8 ได้แก่

      (1) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการขนส่งสินค้าข้ามแดน

      (2) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการขนส่งผู้โดยสารข้ามแดน

      (3) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร

      (4) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการศึกษา

      (5) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการอุดมศึกษา

      (6) บันทึกความเข้าใจเกี่ยวกับความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

      (7) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านศุลกากร

      (8) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านกลาโหม

      (9) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยแผนดำเนินงานการบริหารจัดการลุ่มแม่น้ำโก-ลกแบบบูรณาการ

      (10) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการต่อต้านการค้าสัตว์ป่าและพืชป่าที่ผิดกฎหมาย

      (11) บันทึกความเข้าใจ/ความตกลงว่าด้วยการรับรองผลการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนแบบคงที่ตามแม่น้ำโก-ลก (พื้นที่เร่งด่วน 8)

33.ตามที่ไทยและมาเลเซียมุ่งสู่ทศวรรษที่ 7 ของความสัมพันธ์ทวิภาคี นายกรัฐมนตรีทั้งสองย้ำถึงความมุ่งมั่นในการทำงานร่วมกันเพื่อผลักดันให้ผลของการประชุมหารือประจำปี ครั้งที่ 7 เกิดผลที่เป็นรูปธรรม เพื่อผลประโยชน์ร่วมกันของประเทศชาติและประชาชนทั้งสองประเทศ และประชาคมอาเซียน รวมถึงเพื่อการทำงานอย่างใกล้ชิดมากขึ้นในเวทีระหว่างประเทศต่าง ๆ

33.นายกรัฐมนตรีไทยขอบคุณนายกรัฐมนตรีมาเลเซียและรัฐบาลมาเลเซีย สำหรับการต้อนรับที่อบอุ่นและการเตรียมการที่ยอดเยี่ยมสำหรับการเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี และการจัดการประชุมหารือประจำปี ครั้งที่ 7 ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องในการจัดการประชุมหารือ ครั้งที่ 8 ระหว่างไทยกับมาเลเซีย โดยประเทศไทยมีกำหนดเป็นเจ้าภาพ ตามวันเวลาที่ได้ตกลงร่วมกัน