ตั้งหลักการลงทุนปี 2568 สร้าง Mindset คุ้มกันพอร์ตปลอดภัย
บทความโดย ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ CEO Jitta Wealth
และแล้วสหรัฐก็ปิดจ็อบการใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายในโค้งท้ายปีมังกร ด้วยผลประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) รอบสุดท้าย (17-18 ธ.ค.) มีมติปรับลดดอกเบี้ยระยะสั้นลง 0.25% สู่ระดับ 4.25-4.50% เป็นไปตามตลาดคาด
โดยปีนี้สหรัฐเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาลงในช่วงครึ่งปีหลังท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังแข็งแกร่ง และอัตราเงินเฟ้อที่เริ่มโน้มลงเข้าหากรอบเป้าหมาย 2% เฟดตัดสินใจลดดอกเบี้ย 3 ครั้ง รวม 1% (ครั้งแรก 0.50% เดือนกันยายน ตามด้วย 0.25% เดือนพฤศจิกายนและครั้งสุดท้ายลด 0.25%) หลังจากที่ทรงตัวระดับ 5.25%-5.50% มานานตั้งแต่ปี 2023
ในรายงาน Dot Plot ของเฟด ได้ส่งสัญญาณปี 2025 จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเพียง 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% รวม 0.50% จากเดิมที่ในเดือนกันยายนได้ส่งสัญญาณว่าในปีหน้า จะปรับลดดอกเบี้ย 4 ครั้ง ครั้งละ 0.25% รวม 1.00%
ประธานเฟด “เจอโรม พาวเวลล์” พูดถึงโอกาสการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมในอนาคตว่า จะเป็นไปอย่างระมัดระวัง และจะขึ้นอยู่กับว่าเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงหรือไม่ และจะต้องติดตามพัฒนาการทางเศรษฐกิจ สะท้อนให้เห็นว่า เฟดเริ่มตระหนักถึงความเป็นไปได้ที่ภาวะเศรษฐกิจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ภายใต้การบริหารของโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐที่จะรับตำแหน่งเป็นทางการต้นปี 2025
มุมมองของตลาด คาดว่าโอกาสครั้งต่อไปที่เฟดจะลดดอกเบี้ยน่าจะเป็นช่วงกลางปี 2025 โดยเงินเฟ้ออาจจะยังไม่ลดลงมาใกล้เคียงกับเป้าหมาย 2% และยังประมาณการณ์เศรษฐกิจสหรัฐในช่วงปี 2024-2027 อยู่ที่ระดับ 2.5%, 2.1%, 2% และ 1.9% ตามลำดับ ซึ่งหากเศรษฐกิจยังแข็งแกร่งและเงินเฟ้อยังสูงกว่าเป้าหมาย ก็คงจะใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายแบบที่เคยคาดไว้ได้ยากแล้ว
หลังผลประชุมเฟดออกมา ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงลง โดยเฉพาะสหรัฐร่วง 3-4% ตลาดเอเชียก็ไหลลง 1-2% ตลาดตราสารหนี้ Bond yield เด้งขึ้น ค่าเงินดอลลาร์แข็งขึ้นทันทีครับ
ตลาดหุ้นเป็นตลาดที่ไม่ชอบความอึมครึมหรือไม่ชัดเจน ปีหน้าไม่มีใครคาดเดาใด ๆ ล่วงหน้าได้เลยครับ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครควบคุมได้ด้วยครับ
แต่สิ่งหนึ่งที่จะคุณพอจะควบคุมได้และไม่ควรมองข้าม นั่นก็คือ บริหารจัดการเงินและจัดการพอร์ตลงทุนหุ้นให้มีพลังฝ่าความผันผวนระหว่างทาง เพื่อให้มั่นใจว่าเงินลงทุนไม่หายไป ทำให้พอร์ตลงทุนมั่นคงสามารถเติบโตในระยะยาวไว้ใช้ในอนาคต
เพราะฉะนั้น ผมชวนมาฟังคำแนะนำดีๆ เพื่อสร้างพอร์ตกลับมาโตไวๆ เริ่มจากการปรับ ‘Mindset’ การลงทุนให้ถูกทาง ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนชาว VI (หุ้นเน้นคุณค่า) จะต้องทำการบ้านสำรวจตัวเองอยู่เสมอ ป้องกันไม่ให้วิถีลงทุนของเราหลงใหลไปกับกระแสต่าง ๆ ที่รุมเร้าจนจิตใจหวั่นไหว
มีคำพูดหนึ่งที่ผมชอบมากๆครับ “เก่งแค่ไหนก็ไม่สำคัญเท่ากับว่ามี Mindset หรือกรอบคิดในการลงทุนอย่างไร” อันนี้เป็นเรื่องจริงครับ
นักลงทุน VI จะได้ยิน ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร กูรูสาย VI บอกเสมอว่า การลงทุนของเราจะสำเร็จหรือล้มเหลว ก็ขึ้นอยู่กับการที่เราจะมี Mindset ที่ถูกต้องในระยะยาวค่อนข้างมาก บางทีอาจจะสำคัญยิ่งกว่าความสามารถในการวิเคราะห์หุ้นด้วยซ้ำ
หลายคนอาจจะงงคำว่า Mindset หน้าตาเป็นยังไง แปล ง่าย ๆ ก็คือ กรอบความคิดหรือทัศนคติทางจิตใจที่เกิดขึ้นจากสมองของเรา ซึ่งจะมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการลงทุนของเรา คุณลองสังเกตตัวเองตอนลงทุนเจอตลาดผันผวนแรงๆ แล้วสมองของคุณคิดอะไรบ้าง ยิ่งช่วงหุ้นตกแรงๆ อารมณ์ จิตใจ เกิดความวิตกกังวลแค่ไหน คุณอยู่ในสถานะคันไม้คันมือแค่ไหน แม้แต่หุ้นพุ่งขึ้นแรงก็เหมือนกัน ล้วนแสดงออกมาผ่านพฤติกรรมการลงทุนของคุณเองครับ
4 Mindset การลงทุน
การสร้าง Mindset การลงทุน เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนลงทุนระยะยาวสาย VI แม้จะมีความยาก เพราะต้องต่อสู้กับจิตใจตัวเองและกระแสที่รุมเร้ารอบตัว แต่ถ้าคุณสามารถสร้างกรอบการลงทุนที่มีหลักการชัดเจนถูกต้องจะทำให้พฤติกรรมการลงทุนสอดรับกับผลตอบแทนระยะยาวแน่ ๆ มาเริ่มดูกันครับ
Mindset ข้อแรกคือปรับความคิดใหม่เรื่องการลงทุนในตลาดหุ้น หากคุณเล่นเก็งกำไรระยะสั้น ลองคิดใหม่ให้เป็น การลงทุนระยะยาวใน “บริษัท” ซึ่งจะต้องมั่นใจว่าเป็นบริษัทที่ดี สามารถขายสินค้าหรือบริการที่แข่งขันได้ดีและเหนือคู่แข่ง แต่ถ้าเราไม่เข้าใจธุรกิจ ก็จะไม่ลงทุน เพราะฉะนั้นอยากลงทุนต้องศึกษาข้อมูลให้ชัดเจน ราคาหุ้นมีอนาคตตามธุรกิจที่ลงทุนมีศักยภาพเติบโตอย่างน้อย 5-10 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่เราถือหุ้นอยู่
Mindset ข้อสอง ตั้งผลตอบแทนการลงทุนประมาณ 10% ต่อปีแบบทบต้น หรือถ้าคิดว่าไม่สามารถเลือกหุ้นได้ดี ก็ตั้งเป้าผลตอบแทนประมาณ 7-8% ต่อปีแบบทบต้นก็เหมาะสม เพราะนี่คืออัตราผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นส่วนใหญ่รวมถึงตลาดหุ้นไทยในอดีต ส่วนคนที่เคยได้ผลตอบแทนระยะยาวถึง 20% แบบทบต้นที่ไม่ใช่เพราะฟลุกหรือโชคดีแบบนักเก็งกำไรเหล่านั้น ซึ่งจะมีอยู่คนเดียว คือ นักลงทุนในตำนานโลก “วอร์เรน บัฟเฟตต์” เพราะทำการบ้านมีข้อมูลที่ชัดเจนจริง ๆ เขาเป็นไอดอลชาว VI ที่ประสบความสำเร็จทำผลตอบแทนสูง
Mindset ข้อสาม จะต้องไม่กู้เงินมาลงทุน เพราะมีความเสี่ยงสูงหากหุ้นตกแรงจะถูกบังคับขาย (Forced Sale) หุ้นนั้น ๆ อย่างไร้ค่าแถมเสียดอกเบี้ยฟรี ๆ อีก ซึ่งส่วนใหญ่บรรดานักเล่นหุ้นเก็งกำไร มักชอบกู้เงินมาลงทุนเพราะคิดว่าทำช่วยเพิ่มกำไรหรือผลตอบแทนได้มาก ๆ ถือเป็น Mindset ที่ผิดครับ เพราะเสี่ยงสูงมากกว่ากำไรแบบฟลุก ๆ
Mindset ข้อสี่สุดท้าย ถ้าตั้งใจจะลงทุนระยะยาวไปจนเกษียณ เราก็ควรจะเรียนรู้และฝึกฝน “ศาสตร์แห่งการลงทุน” ที่จะใช้ลงทุนและยึดถือเป็นหลัก ซึ่งศาสตร์ของ VI เป็นหนึ่งในแนวทางการลงทุนที่ดีในการลงทุนระยะยาว สะท้อนจากผลงานบริหารพอร์ตของปู่ “วอร์เรน บัฟเฟตต์” ที่มีอายุเกิน 90 ปีในวันนี้ ยังสามารถบริหารกองทุนใน Berkshire Hathaway จนผลตอบแทนเติบโตมาตลอดหลายสิบปีโดยที่คนรุ่นใหม่ไม่สามารถเอาชนะได้ ตอกย้ำว่า หลักการลงทุนแบบ VI นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกาลเวลา ถ้าวัดหลักการลงทุนที่ปู่บัฟเฟตต์ใช้มายาวนานมาก ๆ บ่งบอกถึงแนวทาง VI นั้น ไม่ได้ล้าสมัยหรือตามไม่ทันโลกเลยนะครับ
เพราะฉะนั้น ในปีหน้า 2025 โลกจะปั่นป่วนจากนโยบายของคุณทรัมป์แค่ไหน สงครามการค้าไปจนถึงสงครามสู้รบจะเกิดขึ้นระหว่างทาง เฟดจะลดดอกเบี้ยลงมากหรือลงน้อย เศรษฐกิจสหรัฐอาจจะเจอภาวะถดถอยก็ตาม
แต่ถ้าคุณมี Mindset ที่ดีและเดินตามเส้นทางลงทุนสไตล์ VI แล้ว ก็ควรจะยึดหลักการอย่างเข้มข้น แม้ว่า ระหว่างทางของพอร์ตลงทุนของคุณ จะแกว่งไกวตามมรสุมต่างๆ แต่ก็จะมีสภาวะทนทาน หรือ resilient เมื่อเหตุการณ์ผ่านไปก็จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติยืนอยู่ได้อีกครั้ง โดยที่ผลตอบแทนของพอร์ตก็ยังไปต่อเรื่อยๆ แม้ไม่หวือหวา แต่ก็สอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวของเงินลงทุนทบต้นครับ
สิ่งสำคัญของการลงทุนที่ประสบความสำเร็จ คุณต้องรู้ว่า ตัวเองมีสไตล์การลงทุนแบบไหนให้ชัดเจนก่อน อย่าลงทุนสะเปะสะปะ มั่วๆ ตามกระแสหรือเก็งกำไรตามสถานการณ์ตลาดเพราะจะพาพอร์ตล่มแน่นอน ตราบใดที่คุณชัดเจน ก็เหมือนคุณมีเข็มทิศนำทางเข้าสู่จุดสตาร์ตการลงทุน มุ่งหน้าได้อย่างถูกทิศถูกทาง และถ้าทำไปเรื่อย ๆ คุณสามารถเรียนรู้และฝึกฝนให้เชี่ยวชาญ คุณก็จะมี “แต้มต่อ” เมื่อเทียบกับนักลงทุนอื่น
สำหรับใครที่คิดว่า ปีใหม่ 2025 อยากจัดพอร์ตให้มีแต้มต่อ อย่าลืมสำรวจ Mindset ตัวเองก่อนว่า มีส่วนไหนที่ต้องปรับบ้าง และตั้งเป้าหมายสไตล์ลงทุนให้ชัดเจนเพื่อสร้างการเติบโตได้ยาว ๆ กลยุทธ์หลัก ๆ ผมใช้ 2 วิธีในการจัดการพอร์ตลงทุนเป็นระบบแบบมืออาชีพ
วิธีการจัดพอร์ตที่ทั่วโลกนิยมกัน คือ Core&Satellite ซึ่งจะแบ่งสัดส่วนพอร์ตลงทุนออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่
พอร์ต Core จะเน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ จัดเป็นกระดูกสันหลังของการเติบโตในระยะยาว ไม่หวือหวา ผลตอบแทนค่อย ๆ โตไปได้เรื่อย ๆ ส่วนใหญ่สินทรัพย์ที่ลงทุน สามารถเป็นได้ทั้งประเภทพันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้คุณภาพ ทองคำ หุ้นประเภท Value stock, Defensive Stock, Divident Stock หุ้นตลาดพัฒนาแล้วอาทิ สหรัฐ หรือ ดัชนี S&P500 ถ้าเป็นนโยบายลงทุนของ Jitta Wealth เองก็คือ Global ETF ที่กระจายการลงทุนไปทั่วโลก เป็นต้น
พอร์ต Satellite ก็จะเป็นการลงทุนสินทรัพย์หรือที่เสี่ยงสูงขึ้นมา เพื่อบูสต์การเติบโต ส่วนนี้จะเน้นทำกำไรสูง เช่น ลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ธีมเมกะเทรนด์ ลงทุนเพิ่มน้ำหนักในตลาดหุ้นที่เรารู้สึกว่ามันกำลังจะมา เช่น ตลาดเกิดใหม่ที่ยังเติบโตน่าลงทุน อย่าง เวียดนาม จีน อินเดีย ที่วัฏจักรธุรกิจ เศรษฐกิจจะกลับมาเติบโตในระยะยาว ถ้าเป็นตัวหุ้นต้องเลือกพื้นฐานดี ราคาถูกหรือเหมาะสมยังน่าลงทุน
กลยุทธ์การจัดพอร์ตแบบ Core&Satellite เป็นเครื่องมือกระจายความเสี่ยงที่ดีมากๆ นะครับ และยังช่วยบริหารผลตอบแทนให้บรรลุเป้าหมายที่ดีในระยะยาว ในเบื้องต้นแนะนำสูตร Core & Satellite 80:20 ผลตอบแทนจะชนะเงินเฟ้อ เวลาผันผวนหรือเกิดวิกฤติ คุณจะเสียหายน้อยแบบล้มบนฟูกนิ่มๆ
เมื่อไหร่ที่คุณรับความผันผวนได้มากขึ้นก็ค่อย ๆ เพิ่มสัดส่วนในพอร์ต Satellite ได้ ถ้าคุณจัดพอร์ตแบบนี้ แม้ในปีที่หุ้นตกเยอะ คุณก็สามารถเปิดดูพอร์ต Core ให้อุ่นใจ เพราะยังมีกำไรอยู่ ส่วนปีที่หุ้นขึ้นดีมาก ๆ ก็มาดูพอร์ต Satellite อย่างน้อย ๆ พอคุณได้กำไรเยอะ ก็เอาพอร์ตนี้ไปคุยกับคนอื่น ๆ ได้ จริงไหมครับ
นอกจากนี้ วิธีลงทุนแบบ DCA (Dollar-Cost Averaging) หรือถัวเฉลี่ย จะ เป็นการทะยอยลงทุนเป็นงวด ๆ อย่างสม่ำเสมอด้วยเงินจำนวนเท่าๆ กัน ซึ่งถ้าใช้คู่กันจะช่วยให้บริหารความเสี่ยงพอร์ตได้เพิ่มขึ้นครับ เพราะต้นทุนการลงทุนจะต่ำกว่าการใส่เงินลงทุนก้อนเดียวครั้งเดียวแน่นอน ยิ่งกว่านั้น การทยอยสะสมเงินลงทุนอย่างต่อเนื่อง จะทำให้คุณไม่ต้องเสียเวลานั่งจับจังหวะตลาดเอง นี่คือการสร้างวินัยในการลงทุน ที่จะเพิ่มพลังพอร์ตของคุณถึงเป้าหมายเส้นชัยได้ไวครับ
หลายคนคงสงสัยว่า DCA แล้วดีจริงหรือเปล่า?
ผมมีสถิติชี้! ลงทุนแบบ DCA ระยะยาวชนะ! ลงทุนครั้งเดียว เทียบผลตอบแทนพอร์ตจริง โดย Jitta Wealth ได้ทำข้อมูลสถิติเปรียบเทียบผลตอบแทน MWR (Money-weighted Return) ตลอดระยะเวลาประมาณ 4 ปี (วันที่ 31 สิงหาคม 2563-31 ตุลาคม 2567) ระหว่างพอร์ตที่มีการ DCA มากที่สุด 50 ครั้ง! (ไม่นับการลงทุนครั้งแรก) กับพอร์ตที่ลงทุนเพียงครั้งเดียว
พบว่าพอร์ตที่มีการ DCA ได้รับผลตอบแทน +46.50% ส่วนพอร์ตที่ลงทุนเพียงครั้งเดียว ได้รับผลตอบแทน +43.41% คุณอาจมองเผิน ๆ ว่าผลตอบแทนที่เห็นไม่ได้ต่างกันมาก แต่ถ้าไปดูที่ตัวมูลค่าของพอร์ต ก็จะเห็นตัวเลขที่แตกต่างอย่างแท้จริงครับจากเงินต้นที่ถูกเติมเข้าไปในพอร์ตทุก ๆ เดือน
ส่วนใครที่ยังรู้สึกว่าจะ DCA ทุกๆ เดือนไหวไหม ผมแนะนำเริ่มต้นแบบนี้ก่อนครับ คือ ในวันที่เราได้เงินเข้ามา เช่นเงินเดือนเข้ามาวันไหน ก็ให้ตัดจำนวนเงินส่วนนึงเพื่อ DCA เลยทันทีอาจจะ 10% ของรายได้ เพราะเรามีรายได้ก็ให้จ่ายตัวเองก่อน (ออมเงิน) นั่นก็คือการ DCA ไว้ เหลือเงินเท่าไรเราจะได้ใช้จ่ายได้อย่างสบายใจ แต่ถ้ารู้สึกตึงเกินไป ก็ปรับลดวงเงินหรือช่วงระยะเวลาการ DCA ให้เหมาะสมและทำสม่ำเสมอนะครับ โดยเฉพาะช่วงตลาดหุ้นลงแรง ๆ การ DCA จะเห็นผลตอบแทนสวยงามเสมอเมื่อตลาดฟื้นตัวครับ
ผมขอฟันธงครับ พลัง DCA นอกจากจะช่วยถัวเฉลี่ยต้นทุนให้พอร์ตผันผวนน้อยลงแล้ว ยังเป็นการสะสมเงินต้นทำให้ผลตอบแทนที่ได้ทบเข้าไป ช่วยให้พอร์ตเติบโตจนใจฟูอีกด้วยครับ
เริ่มต้นปีใหม่ทั้งที หลายคนกำลังคิดถึง New Year Resolution ในมิติต่างๆ ของชีวิต ผมอยากให้คุณใส่เป้าหมายทางการเงินเข้าไปในเป้าหมายเหล่านั้นด้วย เพื่อสร้างชึวิตการเงินที่ดีขึ้น 100%+ ในอนาคตครับ ผมเชื่อว่าพลังแห่งการ DCA จะช่วยเสริมปังการเงินการลงทุนรับปี 2025 และปีต่อ ๆ ไปแน่นอนครับ
ถึงเวลาโบกมือลาปีเก่า 2024 ไม่ว่าพอร์ตที่ผ่านมาของคุณจะเป็นอย่างไร ไม่ว่าชีวิตในปีที่ผ่านมาจะเจอเรื่องดีหรือร้าย ผมขอให้คุณเลือกเก็บไว้เป็นบทเรียน แล้วเปิดใจให้กว้าง รอรับวันใหม่ ๆ ที่ดีในปีใหม่ 2025 กันดีกว่าครับ สวัสดีปีใหม่ ผมขอให้ทุกท่านมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์พูนสุขทั้งชีวิตและมิติการเงินในทุก ๆ วันครับ