เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาทองวันนี้ (20 ต.ค. 69) ร่วงลง 550 บาท รูปพรรณบาทละ 66,500 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (20 ต.ค. 69) ร่วงลง 550 บาท รูปพรรณบาทละ 66,500 บาท
“สวนสยาม” เนื้อหอมทุนไทย-ต่างชาตินับ 10 รายสนใจซื้อ ดีลยังไม่จบ ลุ้นกลับมาเปิด ธ.ค. นี้
Real Estate “สวนสยาม” เนื้อหอมทุนไทย-ต่างชาตินับ 10 รายสนใจซื้อ ดีลยังไม่จบ ลุ้นกลับมาเปิด ธ.ค. นี้
เบทาโกรเข้าถือหุ้นใหญ่ Freshket รุกขยายธุรกิจฟู้ดเซอร์วิสออนไลน์
Economic เบทาโกรเข้าถือหุ้นใหญ่ Freshket รุกขยายธุรกิจฟู้ดเซอร์วิสออนไลน์
คณะไกล่เกลี่ย UNCLOS หนุนไทย-กัมพูชาฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูต
World คณะไกล่เกลี่ย UNCLOS หนุนไทย-กัมพูชาฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูต
น้ำลดอย่าเพิ่งสตาร์ท! กรมส่งเสริมการเกษตรเปิด 7 วิธีฟื้นเครื่องจักร
Economic น้ำลดอย่าเพิ่งสตาร์ท! กรมส่งเสริมการเกษตรเปิด 7 วิธีฟื้นเครื่องจักร
ปลุก “เงินนอน” เชียงใหม่ 3 แสนล้านปักหมุด Investment Hub ภาคเหนือ
เศรษฐกิจภูมิภาค ปลุก “เงินนอน” เชียงใหม่ 3 แสนล้านปักหมุด Investment Hub ภาคเหนือ
กลุ่มธนบุรี เปิดตัวรถอีวี ‘smart’ 3 รุ่น ประเดิมขายในโชว์รูม ”เบนซ์“ 10 สาขาทั่วประเทศ
Automotive กลุ่มธนบุรี เปิดตัวรถอีวี ‘smart’ 3 รุ่น ประเดิมขายในโชว์รูม ”เบนซ์“ 10 สาขาทั่วประเทศ
ไอซีเอส จัดโปรฯ“BREAK SHOP ENJOY” ช็อปสนุก รับสิทธิพิเศษจุใจ วันนี้ – 11 พฤศจิกายน 2569
Business ไอซีเอส จัดโปรฯ“BREAK SHOP ENJOY” ช็อปสนุก รับสิทธิพิเศษจุใจ วันนี้ – 11 พฤศจิกายน 2569
TNL รับรางวัล“องค์กรผู้ส่งเสริมความรู้ด้านการเงินการลงทุนแก่บุคลากร” พร้อมเดินหน้าส่งเสริมความรู้ทางการเงินแก่พนักงาน
HR TNL รับรางวัล“องค์กรผู้ส่งเสริมความรู้ด้านการเงินการลงทุนแก่บุคลากร” พร้อมเดินหน้าส่งเสริมความรู้ทางการเงินแก่พนักงาน
BiOST ชูไอเดียเศรษฐกิจแบบ Sustainomy ให้ผลตอบแทนคู่ขนาน โตแบบยั่งยืน
Uncategorized BiOST ชูไอเดียเศรษฐกิจแบบ Sustainomy ให้ผลตอบแทนคู่ขนาน โตแบบยั่งยืน
ดูทั้งหมด

ฐากร ชี้รัฐบาลแก้ภัยไซเบอร์ช้า ทำสูญ 7.7 หมื่นล้าน อายัดคืนแค่ 11%

26 ธ.ค. 2567 | 16:48น.
ฐากร ตัณฑสิทธิ์

‘ฐากร’ ชี้รัฐบาลแก้ปัญหาภัยไซเบอร์ไม่เร็วพอ สูญ 7.7 หมื่นล้าน อายัดเงินได้แค่ 11% แนะเพิ่มคนจากธนาคาร-กสทช. เป็นเจ้าพนักงานตาม พ.ร.ก.ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ด้าน รมว.ดีอี รับลูกไปหารือ ค่ายมือถือต้องรีเซตระบบ SMS ใหม่ทั้งหมด

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยสร้างไทย ยื่นกระทู้สดสอบถามกรณีที่ทางรัฐบาลกำลังจะออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ให้มีมาตรการกำหนดให้ค่ายมือถือและธนาคารร่วมชดใช้เงินแก่ประชาชนที่ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกให้โอนเงิน

โดยกล่าวอภิปรายว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และเป็นปัญหากับประชาชนมา mimi ตลอดในหลายปีที่ผ่านมา ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงการโอนเงินต่าง ๆ จากข้อมูลที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2565 จนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2567 มีการแจ้งความดำเนินคดีทั้งผ่านระบบการแจ้งความแบบออนไลน์ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประมาณ 300,000 กว่าคดี

เดินไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ 100,000 กว่าคดี และแจ้งความผ่านศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (Anti Online Scam Operation Center : AOC) หรือสายด่วน 1441 ของกระทรวงดีอีจำนวน 200,000 กว่าคดี รวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 739,400 กว่าคดี

“จะเห็นว่ามูลค่าความเสียหายที่ผ่านมารวมประมาณ 7.7 หมื่นล้านบาทเศษ รัฐบาลสามารถอายัดเงินป้องกันความเสียหายได้ประมาณ 8.6 พันล้านบาทเศษ หรือประมาณ 11% ที่เหลือนอกนั้นเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชนทั้งหมด และถ้าดูจากสถิติคนที่ถูกหลอกลวงมากที่สุดจะอยู่ในช่วงอายุ 31-40 ปี ประมาณ 28.72%

รองลงมาช่วงอายุ 18-25 ปี ประมาณ 17.42% และอายุ 26-30 ปี มีประมาณ 17.40% นอกนั้นเฉลี่ยมี 18-25ปี จนกระทั่งอายุ 51-60 ปีขึ้นไป และพบว่าเพศหญิงโดนแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกให้โอนเงินมากกว่าเพศชาย คือ 64% ต่อ 36% เฉลี่ยความเสียหายที่เกิดขึ้น 77 ล้านบาทต่อวัน”

นายฐากรอภิปรายต่อว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติจับกุมชาวจีน 6 คนที่เป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ทำซิมบล็อกซึ่งต้องมีซิมการ์ด เมื่อตำรวจเข้าไปทลายกลุ่มนี้พบว่ามีซิมที่นำไปใช้งานประมาณ 200,000 ซิม

ถามว่าขณะที่ กสทช.ได้กำหนดหลักเกณฑ์ว่าทุกคนถือซิมได้ไม่เกิน 5 ซิม แต่วันนี้ชาวจีนหกคนมีซิม 200,000 ซิม เป็นไปได้ยังไง และจะแก้ไขเรื่องนี้อย่างไร ในการทำงานของแก๊งคอลเซ็นเตอร์จะประสบผลสำเร็จได้มี 2 ปัจจัย

คือ หนึ่ง-ปัจจัยทางอากาศมาด้วยระบบที่ผ่านค่ายมือถือ สอง-ปัจจัยทางการเงิน คือเมื่อหลอกลวงผ่านระบบมือถือสำเร็จต้องมีการโอนเงินดังกล่าวไป ถ้าขาดปัจจัยแรกไม่สามารถทำสำเร็จ ปัจจัยที่สองก็ไม่สามารถจะโอนเงินได้

ถ้าปัจจัยที่หนึ่งทำสำเร็จ แต่ปัจจัยที่สองไม่สำเร็จ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ก็ไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในการหลอกลวงได้ เพราะฉะนั้นต้องมีทั้งสององค์ประกอบครบถ้วน ซึ่งถ้าดูยอดการใช้โทรศัพท์มือถือในปัจจุบัน มีเบอร์โทรศัพท์ที่ใช้งานได้หรือแอ็กทีฟอยู่ จำนวนทั้งสิ้น 115,578,526 เลขหมาย

เป็นระบบเติมเงิน (Prepaid) จำนวน 84,950,216 เลขหมาย เป็นแบบรายเดือน (Postpaid) จำนวน 30,628,309 เลขหมาย เมื่อเทียบกับจำนวนพลเมืองของประเทศที่มี 66 ล้านคน แสดงว่าประชาชนมีการใช้โทรศัพท์มือถือจำนวนมาก บางคนอาจจะมีสองเบอร์ หรือมากกว่านั้น โดยเฉพาะบุคคลที่ไม่ประสงค์ดี ส่วนกรณีของสถาบันการเงิน ยอดบัญชีที่เปิดในประเทศไทยขณะนี้ จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย ณ เดือนตุลาคม 2567 เป็นบัญชีออมทรัพย์จำนวนทั้งสิ้น 124,900,000 เศษ

ดังนั้น คำถามแรกคือร่าง พ.ร.ก.ดังกล่าว ที่กำหนดให้ค่ายมือถือและธนาคารร่วมชดใช้กรณีลูกค้าถูกมิจฉาชีพหลอกโอนเงิน มีวัตถุประสงค์และมีสาระสำคัญอย่างไรบ้าง และจะมีผลบังคับใช้ในวันที่เท่าไหร่ และมาตรการที่ออกมาเข้มข้นหรือไม่เข้มข้นกว่าประเทศสิงคโปร์อย่างไร

สอง พ.ร.ก.นี้ ให้อำนาจกระทรวงดีอีในการแต่งตั้งเจ้าพนักงาน ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จึงอยากเสนอแนะเป็นไปได้หรือไม่ ที่จะแต่งตั้งคนจาก กสทช. และจากธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นเจ้าพนักงานตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และในส่วนของค่ายมือถือและสถาบันการเงิน ให้แต่งตั้งเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานในการปฏิบัติงาน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุสามารถทำได้ทันท่วงที

นายฐากรกล่าวว่า ในคำถามสุดท้าย การที่จะให้ค่ายมือถือหรือสถาบันการเงินร่วมรับผิดชอบในการดำเนินการนั้น จะต้องมีการลงทุนในระบบต่าง ๆ อย่างน้อย 400-500 ล้านบาท เป็นไปได้หรือไม่ที่จะให้หักจากเงินที่ต้องนำส่ง กสทช. หรือที่เรียกว่า “เงินยูโซ่” ให้นำส่งน้อยลง ก็จะทำให้การทำงานสำเร็จ

และกรณีของสถาบันการเงินก็เช่นเดียวกัน ธนาคารสามารถหักลดเงินที่จะต้องนำส่งธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อให้สร้างระบบป้องกันต้นเหตุต่าง ๆ ที่จะโอนเงินออกไป ให้มีระบบที่ดีกว่าเดิม จะสามารถป้องกันได้และมีประโยชน์มากกว่านี้

ต่อมา นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวตอบคำถามว่า ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่แพร่หลายในปัจจุบัน เป็นปัญหาสำคัญปัญหาหนึ่งของสังคมไทย ขอเรียนว่าเรื่องของประเทศสิงคโปร์ที่ประกาศมาตรการออกมาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเรื่องของการปิดกั้น จะปิดกั้นทันทีเมื่อมีข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ที่เข้าข่ายหลอกลวงประชาชนในรูปแบบต่าง ๆ

สองคือให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจในการระงับเหตุที่ต้องสงสัย แม้ว่าผู้เสียหายจะไม่ยินยอมก็ตาม เช่น ผู้เสียหายยังยืนยันที่จะโอนเงินไปให้แก๊งมิจฉาชีพ เจ้าหน้าที่สามารถระงับได้เลยแล้วไปทำความเข้าใจในภายหลังสุดท้ายสาระสำคัญของสิงคโปร์ คือให้แบงก์ร่วมรับผิดชอบกับค่ายมือถือและร่วมสร้างมาตรฐานที่สิงคโปร์ได้กำหนดเอาไว้

ดังนั้น กระทรวงดีอีก็มีคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นตาม พ.ร.ก. เรียกว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมสามทางเทคโนโลยี คณะกรรมการชุดนี้มีการประชุมทุกเดือนอย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้ง ได้ออกนโยบายและมาตรการที่เป็นรูปธรรมเพื่อสร้างความมั่นใจและสร้างระบบที่ป้องกันไม่ให้ประชาชนถูกหลอกลวงจากผู้ก่ออาชญากรรม

มาตรการที่ใช้คือ เรื่องแรก-สถาบันการเงินห้ามส่งลิงก์ทุกประเภทผ่าน SMS อีเมล์ และห้ามส่งลิงก์ของข้อมูลสำคัญผ่านโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็น สอง-จำกัดจำนวนบัญชีผู้ใช้งานโมบายแบงกิ้ง ให้ใช้ได้ในหนึ่งอุปกรณ์เท่านั้น สาม-ให้สถาบันการเงินต้องแจ้งผู้ใช้บริการโมบายแบงกิ้งก่อนทำธุรกรรมทุกครั้ง สี่-ยกระดับความปลอดภัยในเรื่องโมบายแบงกิ้ง โดยมีการพัฒนาระบบความปลอดภัยในระบบมือถือ เพื่อรองรับภัยการเงินในรูปแบบใหม่ ๆ และต้องมีการตรวจจับและติดตามบัญชีธุรกรรมที่ต้องสงสัยแบบเรียลไทม์ เพื่อระงับเหตุได้ทันที

นายประเสริฐกล่าวว่า ในอดีตที่ผ่านมาเคยมีฎีกาสำคัญ คือ ฎีกา 6233/2564 คำพิพากษาของศาลฎีกา กรณีผู้เสียหายถูกหลอกให้กดเงินออก ทำให้คนร้ายสามารถควบคุมโทรศัพท์และสามารถโอนเงินออกจากบัญชีของผู้เสียหายได้ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยให้ธนาคารและผู้เสียหายมีความรับผิดชอบร่วมกัน คือเห็นว่าธนาคารนั้นไม่ได้ทำการรักษาความปลอดภัยของระบบให้ดี ส่วนผู้เสียหายมีความประมาทเลินเล่อ เพราะฉะนั้น เรื่องนี้เคยมีฎีกามาในอดีตแล้ว

อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา กระทรวงดีอีได้เสนอร่าง “พ.ร.ก.มาตรการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางด้านเทคโนโลยี” ขึ้นมา เรื่องนี้อยู่ระหว่างคณะกรรมการกฤษฎีกากำลังตรวจร่างอยู่ และเมื่อตรวจร่างเสร็จจะนำเข้าขอความเห็นชอบคณะรัฐมนตรี (ครม.) และคาดว่าอยากให้บังคับใช้ในเดือนมกราคม 2568 เนื่องจากขณะนี้เป็นร่าง พ.ร.ก.อยู่ จึงไม่สามารถลงลึกในรายละเอียด ขอให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเรียบร้อยก่อน ค่อยแถลงอีกครั้ง

“สำหรับสาระสำคัญหลัก ๆ คือเป็นเรื่องของการเพิ่มความรับผิดชอบของแบงก์และเครือข่ายมือถือ เพราะหากธนาคารก็ดี หรือผู้ประกอบการธุรกิจอื่น ๆ ก็ดี ไม่ปฏิบัติตามมาตรการที่คณะกรรมการได้กำหนดเอาไว้ จะต้องมีส่วนในการรับผิดชอบ ซึ่งมาตรการมีหลายอย่าง ยกตัวอย่างเรื่องของการส่ง SMS ของค่ายโทร.มือถือต่าง ๆ จะต้องรีเซตใหม่ หรือคลีนซิ่งใหม่ทั้งหมด เพราะว่าวันนี้ SMS ที่ส่งตามโทรศัพท์มือถือต่าง ๆ จะแนบลิงก์ไปด้วย และแอปก็จะดูดเงินของประชาชนไป

นอกจากนี้ยังมีเรื่องการซื้อสินทรัพย์ดิจิทัล เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่กำหนดไว้ หรือการกำหนดหน้าที่ในการรายงานข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมทางการเงิน จะมีความเข้มงวดมากขึ้น และจะเพิ่มบทกำหนดโทษสำหรับผู้นำเข้าระบบคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ

นอกจากนั้น ยังเพิ่มโทษสำหรับผู้กระทำเก็บหรือรวบรวมหรือเปิดเผยข้อมูลส่วนรวม และประเด็นสำคัญใน พ.ร.ก.นี้จะมีเรื่องของการเยียวยาทางการเงินให้กับผู้เสียหายของเดิมจะใช้เวลาในการคืนเงินนานพอสมควร คิดว่า พ.ร.ก.นี้ จะลดระยะเวลาเร่งคืนเงินให้กับประชาชนที่ได้รับความเสียหายอย่างรวดเร็ว”

นายประเสริฐกล่าวต่อว่า ในส่วนของซิม 200,000 กว่าซิม จะควบคุมการซื้อขายซิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ครอบครองซิม กสทช. กำหนดว่าไม่เกิน 5 ซิมต่อคน กรณีเป็นบุคคลธรรมดา แต่มีบุคคลตามกฎหมายที่เรียกว่านิติบุคคลได้ไปซื้อซิมจำนวนมาก อันนี้ก็จะต้องดำเนินการตรวจสอบและเรียกมายืนยันตัวตน หากไม่สามารถมายืนยันตัวตนได้ จะดำเนินการระงับการใช้ ที่ผ่านมามีรายงานจำนวนเลขหมายที่ยังไม่มายืนยันตัวตนมากพอสมควร

ยกตัวอย่างเลขหมายที่มีการครอบครองตั้งแต่ 101 เลขหมายขึ้นไป กำหนดให้มายืนยันตัวตนในเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ตัวเลขล่าสุดวันที่ 16 ธันวาคม 2567 ยังมีจำนวนเลขหมายที่ต้องมายืนยันตัวตนอีกประมาณ 889,000 ราย หมายถึงว่าถ้าไม่มายืนยันตัวตน เราต้องระงับการใช้ นอกจากนั้นกรณีที่มีการถือครองซิมตั้งแต่ 6 ถึง 100 เลขหมาย เรากำหนดให้มายืนยันตัวตนวันที่ 13 กรกฎาคม 2567 ตัวเลขล่าสุดเดือนธันวาคม 2567 ยังมีจำนวนเลขหมายที่ต้องมายืนยันตัวตนอีก 1,000,000 กว่าเลขหมาย ซึ่งต้องดำเนินการต่อไป หากพบว่าเป็นซิมที่ต้องสงสัยต้องระงับทั้งหมด

“ผมมีความมั่นใจว่าร่าง พ.ร.ก.นี้ จะสามารถแก้ไขปัญหาได้ในระดับที่มีประโยชน์และส่งผลอย่างมีนัยยะสำคัญต่อประชาชนที่ถูกภัยออนไลน์ หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวง“

ประเสริฐกล่าวว่า ในเรื่องของการแต่งตั้งเจ้าพนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางด้านเทคโนโลยี ได้แต่งตั้งเรียบร้อยแล้ว เป็นองค์คณะใหญ่ มีสำนักงาน กสทช. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดีเอสไอ ปปง. และธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม จะรับข้อเสนอไปหารือและจะเพิ่มคณะทำงานให้หลากหลายและมีความพร้อมมากยิ่งขึ้น

สำหรับประเด็นการวางระบบมือถือให้มีมาตรการในการรักษาความปลอดภัยในระดับที่เข้มงวดมากขึ้น จำเป็นต้องใช้งบประมาณซึ่ง กสทช.มีงบยูโซ่ ปกติจะมีเงินนำส่งต่าง ๆ ถ้ามีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในส่วนของโอเปอเรเตอร์หรือธนาคาร ถ้านำเงินจำนวนนี้มาใช้หักไปลดเงินนำส่งจะสามารถทำได้มากน้อยเพียงใดนั้น ขอรับข้อเสนอไปปรึกษาหารือกับกระทรวงการคลัง และ กสทช.เพื่อนำไปสู่การปฎิบัติต่อไป