ตลาดหลักทรัพย์ฯ ชี้แจงดัชนีหุ้นไทยดิ่ง 20 จุด สอดคล้องตลาดหุ้นภูมิภาค-ยุโรป ท่ามกลางความกังวลนโยบายการค้าระหว่างประเทศ อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภูมิภาค-กังวลต่อการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านภาษีระหว่างประเทศ เตือนนักลงทุนติดตามสถานการณ์และพิจารณาปัจจัยสำคัญประกอบการลงทุนอย่างใกล้ชิด
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) รายงานว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) ในวันแรกของการซื้อขายปี 2568 (2 มกราคม 2568) ปิดที่ 1,379.85 จุด ปรับตัวลดลง 20.36 จุด หรือ -1.45% มีมูลค่าการซื้อขาย 36,852.83 ล้านบาท เป็นไปในทิศทางเดียวกับหลาย ๆ ตลาดในภูมิภาค เช่น ดัชนี CSI300 ในตลาดหุ้นจีน ปรับตัวลดลง 2.91% ดัชนี Hang Seng ในตลาดหุ้นฮ่องกง ปรับตัวลดลง 2.18% ดัชนี TAIEX ในตลาดหุ้นไต้หวัน ปรับตัวลดลง 0.88%
และตลาดหุ้นยุโรปเปิดในทิศทางขาลง ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับนโยบายการค้าระหว่างประเทศ ที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภูมิภาค รวมทั้งความกังวลต่อการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านภาษีระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม ดัชนี SET50FF ที่ถ่วงน้ำหนักด้วยสัดส่วนการกระจายหุ้น (free-float adjusted) ปรับตัวค่อนข้างมีเสถียรภาพมากกว่า โดยปรับตัวลดลงเพียง 0.81% แม้ดัชนีจะมีความผันผวนในระยะสั้นตามปัจจัยความไม่แน่นอนในตลาดทุนโลก
ดังนั้นนักลงทุนควรติดตามสถานการณ์และพิจารณาปัจจัยสำคัญประกอบการลงทุนอย่างใกล้ชิด เช่น ตัวเลขเศรษฐกิจ ผลการดำเนินงานบริษัทจดทะเบียน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นต้น
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) รายงานสรุปภาพรวม SET ปิดตลาดวันนี้ว่า ปรับลงสอดคล้องกับประเทศในฝั่งเอเชียเหนือ หลังจีนรายงาน Caixin PMI ภาคผลิตต่ำคาด ฯลฯ แต่สวนทางตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อื่น ๆ ที่ปรับขึ้น โดยประเด็นที่เป็นแรงกดดันหลักคาดมาจากความกังวลจากกองทุน LTF ที่ครบกำหนดไถ่ถอนและ Global Minimum Tax เริ่มมีผล 1 ม.ค. 25685 ทำให้หุ้นที่เกี่ยวข้องปรับลง อาทิ DELTA -8.8% กลุ่มโรงไฟฟ้า GULF -4.6% กลุ่ม ICT (ADVANC, INTUCH) ฯลฯ ส่วนหุ้นกลุ่มที่หนุนดัชนีคือ กลุ่มปิโตรเคมี PTTGC, IVL กลุ่มน้ำมัน PTTEP ฯลฯ
โดยหุ้นที่ลดลงมากคือ DELTA -8.8%, TU -1.54%, GULF -4.6%, BGRIM -1.5%, EGCO -1.7% ประเมินแรงกดดันมาจากไทยประกาศเก็บภาษีบริษัทข้ามชาติขั้นต่ำ 15% เริ่มมีผล 1 ม.ค. 2568 โดย 1. กลุ่มส่งออกอาหาร คือ TU (Effective tax rate 7-8%) คาดจะกระทบคือบริษัทในเครือที่อยู่ในไทยราว 35% ที่ได้รับ BOI โดยรวมคาดกระทบต่อประมาณการกำไรปกติปี 2568 จำกัดในกรอบ 3-8%
2. กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์คือ DELTA (Effective tax rate 5.5%) คาดกระทบต่อประมาณการกำไรปี 2568 มี downside risk ราว 12%
3. กลุ่มโรงไฟฟ้า บางส่วนปัจจุบัน Effective Tax Rate อยู่ราว 5-10% หากนับเฉพาะผลกระทบภาษี คาดกำไรสุทธิจะกระทบอยู่ระหว่าง 5-10%
ทั้งนี้ในส่วนรายละเอียดรายตัว คาดมีช่องทางบริหารจัดการได้ GULF จากการลงทุนต่างประเทศของบริษัท มองฐานรายได้และกำไรที่เติบโตต่อเนื่องจากธุรกิจหลักและการเปลี่ยนผ่านไปสู่ New Co จะทำให้ผลกระทบจำกัด และบริหารจัดการภาษีภายในได้
BGRIM มีลงทุนต่างประเทศ และเป็นการ Conso คาดกระทบไม่มาก ส่วนหุ้นโรงไฟฟ้าที่กระทบน้อยคือ GPSC ส่วนมากรับรู้เป็น equity income ส่วน RATCH และ EGCO กระทบน้อยจากฐานภาษีสูงใกล้เคียง 15%