เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
นับคะแนนบอร์ดประกันสังคม 84% ยอดใช้สิทธิกระฉูด ‘นายจ้าง’ โต 630%—‘ผู้ประกันตน’ พุ่ง 420%
News นับคะแนนบอร์ดประกันสังคม 84% ยอดใช้สิทธิกระฉูด ‘นายจ้าง’ โต 630%—‘ผู้ประกันตน’ พุ่ง 420%
สคร.จัดเก็บรายได้ปีงบ’69 ทะลุ 2 แสนล้าน สูงกว่าเป้าเกิน 2 หมื่นล้าน
Finance สคร.จัดเก็บรายได้ปีงบ’69 ทะลุ 2 แสนล้าน สูงกว่าเป้าเกิน 2 หมื่นล้าน
GRAND เร่งแก้ปม ROH เสี่ยงเพิกถอน จ่อสละสิทธิ์เพิ่มทุน 163 ล้าน ดัน Free Float ผ่านเกณฑ์
Finance GRAND เร่งแก้ปม ROH เสี่ยงเพิกถอน จ่อสละสิทธิ์เพิ่มทุน 163 ล้าน ดัน Free Float ผ่านเกณฑ์
‘จุลพันธ์’ ยินดีบอร์ดประกันสังคมใหม่ ยันเลือกตั้งโปร่งใส พร้อมจับมือขับเคลื่อนกองทุน
News ‘จุลพันธ์’ ยินดีบอร์ดประกันสังคมใหม่ ยันเลือกตั้งโปร่งใส พร้อมจับมือขับเคลื่อนกองทุน
‘อีซูซุ’ นักขับมือทอง
Automotive ‘อีซูซุ’ นักขับมือทอง
ราคาทองวันนี้ (12 ต.ค. 69) ปรับลง 100 บาท รูปพรรณขายออก 67,250 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (12 ต.ค. 69) ปรับลง 100 บาท รูปพรรณขายออก 67,250 บาท
เปิดพอร์ตประกันสังคม 3 ล้านล้าน โกยผลตอบแทน 5.7 หมื่นล้าน เปิด 10 หุ้นใหญ่ในพอร์ต
Finance เปิดพอร์ตประกันสังคม 3 ล้านล้าน โกยผลตอบแทน 5.7 หมื่นล้าน เปิด 10 หุ้นใหญ่ในพอร์ต
ศาลปกครองสูงสุดสั่งรับอุทธรณ์ ปม คุณสมบัติ กสทช. ของ “นพ.สรณ”
Tech ศาลปกครองสูงสุดสั่งรับอุทธรณ์ ปม คุณสมบัติ กสทช. ของ “นพ.สรณ”
คลังขาย ‘พันธบัตรออมพลัส’ รอบใหม่อีก 4,000 ล้าน ดอกเบี้ย 1.80-2.80% เริ่ม 26 ต.ค.นี้
Finance คลังขาย ‘พันธบัตรออมพลัส’ รอบใหม่อีก 4,000 ล้าน ดอกเบี้ย 1.80-2.80% เริ่ม 26 ต.ค.นี้
อีสท์สปริงเปิด RMF ใหม่ ลงทุนหุ้นเทคโลก ชู NVIDIA-Microsoft เริ่มต้น 1 บาท
Finance อีสท์สปริงเปิด RMF ใหม่ ลงทุนหุ้นเทคโลก ชู NVIDIA-Microsoft เริ่มต้น 1 บาท
ดูทั้งหมด

ตลาดหุ้นถล่มทั่วโลก สัญญาณอันตราย ‘ศก.ถดถอย’

09 เม.ย. 2568 | 07:12น.
An electronic board displays information on recent fluctuations of market indices at the B3 Stock Exchange in Sao Paulo
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนที่ 47 ของสหรัฐอเมริกา สร้างปรากฏการณ์ตื่นตะลึงระดับโลกออกมาให้เห็นกันในวันที่ 2 เมษายน 2025 ที่ผ่านมา ด้วยการประกาศกำแพงภาษีใหม่ที่สหรัฐอเมริกาจะจัดเก็บสำหรับสินค้าที่นำเข้ามาจำหน่ายในสหรัฐอเมริกา แยกเป็นอัตราภาษี 10% เป็นพื้นฐานสำหรับทุกประเทศ

บวกเพิ่มด้วยอัตราภาษีพิเศษเป็นการตอบโต้ ที่บางคนเรียกว่าภาษีต่างตอบแทน สำหรับประเทศที่ได้เปรียบดุลการค้าเหนือสหรัฐอเมริกาอีกราว 60 ประเทศ มากน้อยแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับขนาดของการได้เปรียบดุลการค้าของแต่ละประเทศเหล่านั้น เริ่มตั้งแต่ 10% เรื่อยไปจนถึง 49-50% ประหนึ่งเป็นการประกาศสงครามการค้ากับทั้งโลกเลยทีเดียว

ขอบเขตและความหนักหน่วงของสงครามการค้าครั้งนี้ ไม่เพียงทำให้บรรดาผู้นำ ผู้กำหนดนโยบายของทุกประเทศแตกตื่นเท่านั้น ยังส่งผลให้ตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลก เซอร์ไพรส์ได้พอ ๆ กัน ปฏิกิริยาของตลาดที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ ปรากฏการณ์เทขายที่เกิดขึ้นกระหน่ำจนกลายเป็นการถล่มทลายทั่วโลก

รวมทั้งตลาดสหรัฐอเมริกา ดัชนีรัสเซล 3000 มาตรวัดสำหรับตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา ถล่มลงทันทีในวันที่ 3 เมษายน ถึง 5% จากนั้นก็ถล่มต่ออีกครั้งในวันที่ 4 เมษายน อีก 6% ตอบรับกับการประกาศการขึ้นภาษีตอบโต้ของทางการจีน รวมมูลค่าตลาดที่หายไปไม่น้อยกว่า 6 ล้านล้านดอลลาร์

ประเด็นที่ชวนให้วิตกในปรากฏการณ์ถล่มทลายครั้งนี้ก็คือ นี่คือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับสินทรัพย์แทบทุกอย่าง ซึ่งสะท้อนนัยให้เห็นว่า บรรดานักลงทุนพากันคาดการณ์ถึงสถานการณ์ชะลอตัวทางเศรษฐกิจระดับรุนแรง ทองคำที่ในตอนแรกพุ่งสูงขึ้นทำสถิติ กลับย่อตัวลงมาในระยะหลังนี้ ค่าเงินดอลลาร์อ่อนลง ทั้งสองอย่างเป็นไปในทางตรงกันข้ามกับที่เคยเป็นเมื่อเกิดภาวะยุ่งยาก

ไม่เพียงเท่านั้น แม้แต่น้ำมันดิบยังถูกเทขายออกมา ราคาน้ำมันดิบชนิดเบรนต์ร่วงลงทันทีจาก 75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลมาอยู่ที่ 66 ดอลลาร์ ทำนองเดียวกันกับราคาทองแดงในตลาดโลก ในหลายประเทศ หุ้นธนาคารรูดลงติดพื้น ส่อนัยในทางลบ เพราะสถาบันการเงินผูกพันเป็นพิเศษกับวัฏจักรทางเศรษฐกิจ บรรดานักวิเคราะห์ของธนาคารชื่อดังทั้งหลายพากันยกระดับประมาณการความเป็นไปได้ที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยขึ้นในปีนี้ อาทิ เจพีมอร์แกน เชส ที่ระบุไว้ว่า มีโอกาสที่จะเป็นไปได้สูงถึง 60%

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ยังมีวิธีการตรวจสอบสิ่งที่บรรดานักลงทุนสะท้อนออกมาผ่านตลาดหุ้นที่แม่นยำกว่าภาพรวมคร่าว ๆ ข้างต้น คือการเปรียบเทียบราคาของหุ้นในกลุ่ม “ดีเฟนซีฟ” กับหุ้นในกลุ่ม “ไซคลิคอล” หุ้นในกลุ่มดีเฟนซีฟ คือหุ้นของบริษัทที่มีกิจการเกี่ยวข้องกับการบริโภคและอุปโภค อาทิ ซูเปอร์มาร์เก็ต เป็นต้น หุ้นในกลุ่มนี้มักไม่เชื่อมโยงกับวัฏจักรขึ้นและลงทางเศรษฐกิจนัก เพราะล้วนเป็นสิ่งท้ายสุดที่ผู้บริโภคทั้งหลายจะตัดทิ้ง

Nasdaq market site displays stock prices
Market data is displayed on a screen inside the Nasdaq market site at Times Square in New York City, U.S., April 4, 2025. REUTERS/Shannon Stapleton

ตรงกันข้าม หุ้นในกลุ่มไซคลิคอล อาทิ สายการบิน หรือผู้ผลิตรถยนต์ ซึ่งมักถูกเทขายเป็นลำดับแรก ๆ การเปรียบเทียบหุ้นทั้งสองกลุ่มของตลาดสหรัฐอเมริกาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาพบว่า หุ้นในกลุ่มไซคลิคอลร่วงลงมามากกว่าหุ้นในกลุ่มดีเฟนซีฟ ช่วงห่างสูงถึง 8 เปอร์เซ็นเทจพอยต์ ซึ่งนับว่ากว้างที่สุดนับตั้งแต่มีการล็อกดาวน์ในช่วงการระบาดของโควิด-19 เมื่อปี 2020 และสอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของระดับราคาในช่วงที่เกิดภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจขึ้นทั่วโลกในระดับที่ไม่รุนแรงนัก

เมื่อตรวจสอบเปรียบเทียบกันแล้ว ความเคลื่อนไหวของระดับราคาดังกล่าวในตลาดสหรัฐอเมริกาถือว่าหนักหน่วงที่สุด รุนแรงกว่าที่อื่น แต่ก็ไม่มากมายนัก โดยเฉพาะในกรณีของตลาดกลุ่มประเทศเศรษฐกิจใหม่และญี่ปุ่น ที่แม้จะไม่หนักเท่า แต่ก็อยู่ในระดับใกล้เคียง

ส่วนในยุโรป แทบจะเลวร้ายพอ ๆ กันกับของตลาดสหรัฐอเมริกา สอดคล้องกับข้อมูลเชิงวิชาการที่เผยแพร่ออกมาก่อนหน้าทรัมป์จะประกาศสงครามการค้าครั้งนี้ที่ระบุว่า การตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐอเมริกา จะส่งผลให้เกิด “ความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจ” นอกประเทศมากพอ ๆ กัน หรือมากกว่าความเจ็บปวดภายในประเทศที่คนอเมริกันจะได้รับ

ในทรรศนะของผู้เชี่ยวชาญซึ่งต้องถือเป็นข่าวดีก็คือ โลกเผชิญหน้ากับกำแพงภาษีของทรัมป์ ในขณะที่สภาวะทางเศรษฐกิจจัดอยู่ในระดับแข็งแกร่ง มาตรวัดการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยรวมของโลกในเดือนมีนาคม เพิ่มสูงขึ้นจากที่วัดได้ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาด้วยซ้ำไป มาตรวัดดังกล่าวนี้ซึ่งได้จากการสำรวจดัชนีพีเอ็มไอ ยังบ่งชี้ให้เห็นถึงความแข็งแรงเป็นพิเศษในภาคบริการ ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ จากประกาศภาษีของทรัมป์

นอกจากมาตรวัดดังกล่าวแล้วยังมีดัชนีชี้วัดกิจกรรม ที่จัดทำโดยโกลด์แมน แซคส์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในเวลานี้ ต่ำกว่าศักยภาพที่ควรเป็นอยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น อัตราว่างงานในกลุ่มประเทศมั่งคั่งของโลกอย่างกลุ่มประเทศโออีซีดี ยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่า 5%

ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ดัชนีของโกลด์แมน แซคส์ ดังกล่าวนี้ แสดงให้เห็นว่า สถานการณ์ทางเศรษฐกิจโดยรวมของสหรัฐอเมริกา ยิ่งแข็งแกร่งกว่าบรรดาประเทศมั่งคั่งอื่น ๆ ด้วยซ้ำไป สะท้อนออกมาให้เห็นจากตัวเลขการจ้างงานล่าสุดที่เผยแพร่ออกมาเมื่อ 4 เมษายน ที่แสดงให้เห็นว่ามีการจ้างงานในเดือนมีนาคมเพิ่มขึ้น 228,000 ตำแหน่ง ขณะที่ดัชนีรายสัปดาห์ที่เฟด หรือธนาคารกลางของสหรัฐ สาขาดัลลัส จัดทำขึ้นก็แสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจอเมริกันจะขยายตัวกว่า 2% ในปีนี้

ตัวเลขเหล่านั้นเพียงแค่แสดงให้เห็นว่า ประธานาธิบดีอย่างโดนัลด์ ทรัมป์ ที่นักวิชาการหลายคนระบุว่า กำลังทำ “อัตวินิบาตกรรมทางเศรษฐกิจ” อยู่ในเวลานี้ โชคดีเพียงใดที่ได้รับสืบทอดมรดกทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งมาจากอดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดน

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะโชคดีเพียงใด หากทุบทำลายอย่างบ้าคลั่ง ไม่รู้เหนือรู้ใต้ ไม่ยับยั้งชั่งใจ แข็งแกร่งแค่ไหนก็รอเวลาพังทลายเท่านั้นเอง