เปิดข้อกฎหมาย พ.ร.บ 2 ฉบับ รับบริจาคเงินแบบไหนถึงไม่เข้าข่าย “ฉ้อโกง-ฟอกเงิน” แล้วใครสามารถรับบริจาคได้บ้าง
จากสถานการณ์ความไม่สงบในชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยังคงเป็นประเด็นละเอียดอ่อนในสังคม ทำให้มีหลายหน่วยงานรัฐเปิดศูนย์รับบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุความรุนแรงในพื้นที่ 7 จังหวัด ซึ่งนอกจากสิ่งของ โลหิตสำรอง แล้วยังรวมถึงการบริจาคเงินเพื่อสนับสนุนภารกิจด้านมนุษยธรรม
ท่ามกลางความตั้งใจดีของประชาชนที่อยากจะช่วยเหลือผู้ได้รับความเดือดร้อน ความน่าเชื่อถือขององค์กร หรือผู้ที่เปิดรับบริจาคก็เป็นปัจจัยสำคัฐที่ต้องพิจารณา โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้รับบริจาคไม่ได้อยู่ในสถานะเป็นหน่วยงานของรัฐ หรือองค์กรสาธารณกุศลที่จดทะเบียนอย่างถูกต้อง ซึ่งอาจเปิดช่องให้เกิดการแอบอ้าง หรือการนำเงินไปใช้โดยไม่โปร่งใส
ประชาชาติธุรกิจ พาไปทำความรู้จัก หลักเกณฑ์ทางกฎหมายว่าด้วยการรับบริจาค ที่ให้คำตอบได้ว่า ใครบ้างที่สามารถเปิดรับบริจาคได้ และต้องดำเนินการอย่างไรถึงเรียกว่าเข้าข่าย “การฉ้อโกงประชาชน หรือ การฟอกเงิน”
พ.ร.บ.ควบคุมการเรี่ยไร
กฎหมายควบคุมการบริจาค ได้แก่ พระราชบัญญัติควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ. 2487 ได้กำหนดหลักการห้ามมิให้จัดให้มีการเรี่ยไรหรือทำการเรี่ยไร ดังต่อไปนี้
- การเรี่ยไรเพื่อรวบรวมทรัพย์สินมาให้ หรือชดใช้แก่จําเลย เพื่อใช้เป็นค่าปรับ เว้นแต่จะเป็นการเรี่ยไรในระหว่างวงศ์ญาติของจําเลย
- การเรี่ยไรโดยกําหนดเก็บเงินหรือทรัพย์สินอย่างอื่นเป็นอัตราโดยคํานวณตาม
- เกณฑ์ ปริมาณสินค้า ผลประโยชน์หรือวัตถุอย่างอื่น
- การเรี่ยไรอันอาจเป็นเหตุให้เสื่อมทรามแก่ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
- การเรี่ยไรอันเป็นเหตุกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงถึงสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ
- การเรี่ยไรเพื่อจัดหายุทธภัณฑ์ให้แก่ต่างประเทศ
พ.ร.บ.ป้องกันการฟอกเงินฯ
พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) นั้น มีจุดมุ่งหมายเพื่อ ป้องกันไม่ให้เงินจากแหล่งผิดกฎหมายถูก “ฟอก” ให้ดูเหมือนถูกต้องผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การบริจาคหรือการทำบุญ โดยเฉพาะเมื่อใช้ผ่าน “นิติบุคคล” หรือ “องค์กรการกุศล” ที่อาจถูกใช้เป็นช่องทางบังหน้า
ในมาตรา 13 มีการระบุลักษณะธุรกรรมที่ต้องรายงานหรือมีลักษณะ “ต้องสงสัย” อาทิ การรับบริจาคเงินสดจำนวนมากเกินกว่าปกติ, การบริจาคจากบุคคลที่ไม่สามารถยืนยันตัวตนได้, การบริจาคหลายครั้งจากผู้บริจาคกลุ่มเดิมโดยไม่มีความชัดเจนของจุดประสงค์ และการโอนเงินเข้าบัญชีส่วนบุคคลของผู้รับบริจาคโดยตรง (ไม่ผ่านบัญชีองค์กร)
บทลงโทษ เจตนาฉ้อโกง
การขอรับบริจาค หากมีการหลอกลวงหรือมีเจตนาฉ้อโกงประชาชน จะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ
ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือมาตรา 343 ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา ๓๔๑ ได้กระทำด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน หรือด้วยการปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แล้วแต่กรณี
หากเป็นการเรี่ยไรผ่านสื่อสังคมออนไลน์ จะมีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ยังอาจถูกตรวจสอบทรัพย์สินในความผิดข้อหาฉ้อโกงประชาชน ตามกฎหมายฟอกเงิน
บทลงโทษ ฐานฟอกเงิน
การใช้การรับบริจาคเป็นเครื่องมือในการฟอกเงินถือเป็นความผิดร้ายแรงตามกฎหมายไทยภายใต้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 นิยามการฟอกเงินว่า เป็นการนำทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการค้ายาเสพติด ฉ้อโกงประชาชน ค้ามนุษย์ หรือทุจริต
โดยนำเงินเหล่านั้นมาแปลงสภาพ ปกปิด หรือนำไปใช้โดยอำพรางแหล่งที่มาเพื่อให้ดูเหมือนถูกต้อง ซึ่งหากมีการอ้างว่าเงินเหล่านั้นเป็นเงินบริจาค ทั้งที่รู้ดีว่าเป็นเงินที่ไม่สุจริต ก็จะเข้าข่ายการฟอกเงินโดยเจตนาอย่างชัดเจน
- โทษจำคุกตั้งแต่ 1 ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 ถึง 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- หากกระทำในนามนิติบุคคล เช่น มูลนิธิ สมาคม หรือองค์กรการกุศล โดยที่เจ้าหน้าที่หรือกรรมการรู้เห็นเป็นใจ องค์กรนั้นจะถูกปรับในอัตราที่สูงขึ้น และกรรมการที่เกี่ยวข้องอาจต้องรับผิดทางอาญาส่วนบุคคลด้วยเช่นกัน
- สำนักงาน ปปง. ยังมีอำนาจในการยึด อายัด หรือเพิกถอนทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน ไม่ว่าจะอยู่ในมือของผู้กระทำผิดหรือบุคคลใดก็ตามที่อาจได้รับการโอนทรัพย์ไปโดยรู้เห็น
ในบางกรณีการหลอกลวงให้ประชาชนบริจาคเงินโดยแอบอ้างเจตนาเท็จ อาจเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา
- โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท โดยเฉพาะหากมีการใช้โซเชียลมีเดียหรือช่องทางสาธารณะในการโฆษณาเพื่อชักชวน จะถูกพิจารณาโทษในระดับที่สูงขึ้น
บริจาคกับใครได้บ้าง ?
เราสามารถบริจาคให้กับผู้ที่มีใบอนุญาตได้ เนื่องจากการขอรับบริจาคเงินจำเป็นต้องมีการขออนุญาตอย่างถูกต้อง โดยระบุวัตถุประสงค์ วิธีการ จำนวนเงินที่ต้องการ และสถานที่ที่ขอรับบริจาคให้ชัดเจน เมื่อขออนุญาตแล้วจะไม่สามารถไปเดินขอตามสถานที่นอกเหนือจากที่ขอไว้ได้ตั้งแต่ระยะเวลาเริ่มต้นไปจนถึงสิ้นสุดการขอบริจาค
สำหรับผู้ที่ขอใบอนุญาตบริจาคได้จะต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้
- มีอายุ 16 ปีบริบูรณ์
- ไม่มีจิตฟั่นเฟือน
- ไม่เป็นโรคติดต่อที่น่ารังเกียจ
- ไม่เคยต้องโทษฐานลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ โจรสลัด กรรโชก ฉ้อโกง ยักยอกทรัพย์ รับของโจร หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมาย
ซึ่งเมื่อได้ใบอนุญาตมาแล้วจะต้องพกติดตัวอยู่ตลอดเวลา เพื่อง่ายแก่การตรวจสอบ รวมไปถึงห้ามใช้ถ้อยคำบังคับขู่เข็ญผู้ที่บริจาค ทำให้เกิดความหวาดกลัวหรือเกรงกลัว หากฝ่าฝืนมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 ปี