“ฮ่องกง” ขึ้นชื่อเรื่องการเป็นเมืองท่องเที่ยว “สายมู” เพราะมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อยู่มากมาย แต่อีกด้านก็เป็น “เขตเศรษฐกิจ” ที่โดดเด่นในเอเชีย ขึ้นแท่นตลาดอันดับท็อปที่เหล่าสตาร์ตอัพ และเอสเอ็มอี (SMEs) พยายามขยายธุรกิจไป ด้วยแนวคิด “Go Global” สร้างการเติบโตจากการเปิดตลาดใหม่ ๆ
หนึ่งในศูนย์กลาง “สตาร์ตอัพ”
“ลู่ ชินหยง” รองประธานอาวุโสฝ่ายธุรกิจสตาร์ตอัพ สำนักงานส่งเสริมการลงทุนฮ่องกง (InvestHK) กล่าวว่า ฮ่องกงเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสตาร์ตอัพที่มีการเติบโตต่อเนื่อง ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ระบบนิเวศสตาร์ตอัพเติบโตในอัตราเฉลี่ย 7-10% ต่อปี
โดยในปี 2024 ที่ผ่านมา มีจำนวนสตาร์ตอัพมากถึง 4,700 แห่ง สูงสุดเป็นประวัติการณ์
ที่น่าสนใจก็คือ สัดส่วนของผู้ก่อตั้งที่เป็นชาวต่างชาติสูงถึง 28% สะท้อนว่าฮ่องกงเป็นตลาดที่เปิดรับและเอื้อต่อการทำธุรกิจของผู้ประกอบการจากทั่วโลก
“ฮ่องกงกำลังพัฒนาไปสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่มีความหลากหลายทางอุตสาหกรรม โดยผู้ประกอบการเข้ามาได้ใน 2 ลักษณะหลักคือ 1.ขยายธุรกิจเดิม เช่น การเปิดสาขาหรือสำนักงานใหม่ เพื่อใช้ฮ่องกงเป็นฐานเชื่อมต่อกับตลาดเอเชียและจีนแผ่นดินใหญ่ และ 2.เริ่มต้นธุรกิจใหม่ทั้งหมด ใช้ฮ่องกงเป็นฐานทดลอง (Test Bed) สินค้าและนวัตกรรมต่าง ๆ”
เปิด 5 อุตสาหกรรมเด่น
สำหรับอุตสาหกรรมที่โดดเด่นมีโอกาสเติบโตสูงมีด้วยกัน 5 อุตสาหกรรม ได้แก่ 1.Fintech ฮ่องกงเป็นศูนย์กลางการเงินของเอเชีย มีธนาคารกว่า 160 แห่ง และธนาคารเสมือน (Virtual Bank) อีก 8 แห่ง รวมถึงสถาบันการเงินระดับโลกก็มองหานวัตกรรมด้านการชำระเงิน การปล่อยสินเชื่อ และการจัดการสินทรัพย์
2.ICT ครอบคลุมซอฟต์แวร์, SaaS, AI, โซลูชั่นดิจิทัล และระบบจัดการข้อมูล 3.e-Commerce ใช้ความได้เปรียบด้านโลจิสติกส์และการเป็นจุดเชื่อมระหว่างตลาดฮ่องกงกับผู้บริโภคในจีนแผ่นดินใหญ่
4.Education & Learning เทคโนโลยีการศึกษา (EdTech) ได้รับแรงหนุนในช่วงโควิดอย่างมาก ทั้งมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ทั้งในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน มหาวิทยาลัย และการพัฒนาองค์กร และ 5.Data Analytics การใช้ข้อมูลเชิงลึกเพื่อช่วยธุรกิจวิเคราะห์ตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภค
นอกจาก 5 อุตสาหกรรมนี้ ยังมี Health & Medical ที่น่าจับตาไม่แพ้กัน เพราะประชากรที่อาศัยอยู่ในฮ่องกงมีความตื่นตัวสูงต่อการดูแลสุขภาพ ทั้ง Physical Health และ Mental Health โดยเฉพาะหลังโควิด ทำให้เกิดโอกาสทางธุรกิจในบริการปรึกษาออนไลน์ โปรแกรมฟื้นฟูสุขภาพ และโซลูชั่นดูแลพนักงานในองค์กร
เปิดกว้าง-สิทธิประโยชน์จัดเต็ม
“ลู่” กล่าวถึงจุดเด่นในการดึงดูดการลงทุนว่า ฮ่องกงเป็นหนึ่งในเขตเศรษฐกิจที่มีขั้นตอนการจัดตั้งบริษัทที่รวดเร็ว และเปิดกว้างมากที่สุดในโลก กระบวนการต่าง ๆ ทำได้ภายในเวลาอันสั้น ไม่ซับซ้อน ไม่จำกัดสัญชาติผู้ถือหุ้น ทำให้นักลงทุนต่างชาติสามารถถือหุ้นได้ 100% โดยไม่มีข้อจำกัดด้านโควตาหรือสัดส่วน
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการยังสามารถจดทะเบียนเป็นเจ้าของกิจการได้เต็มรูปแบบ โดยไม่ต้องหาหุ้นส่วนในฮ่องกง และเมื่อจดทะเบียนแล้ว บริษัทจะได้รับสถานะเป็นนิติบุคคลฮ่องกง มีสิทธิเข้าร่วมโครงการสนับสนุนของรัฐบาล และยื่นขอทุนได้เช่นเดียวกับบริษัทท้องถิ่น เช่น Hong Kong Science Park (HKSTP), Cyberport สำหรับธุรกิจสายเทคโนโลยี และโปรแกรมสนับสนุน SMEs เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีและเศรษฐกิจ ด้วยการเก็บภาษีนิติบุคคลแค่ 8.25% สำหรับกำไร 2 ล้านดอลลาร์ฮ่องกงแรก (8.2 ล้านบาท) และ 16.5% สำหรับส่วนที่เกิน ทั้งไม่มีการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT หรือ GST) และที่สำคัญยังเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูงติดอันดับหนึ่งของโลกด้านการใช้จ่ายสินค้าหรู และมีระบบการเงินเปิดเสรี
ในฝั่งของการดึงดูด “หัวกะทิ” เข้ามาเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ก็มีการวางนโยบายไว้หลากหลาย เช่น Top Talent Pass Scheme ที่เปิดให้บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ 199 แห่งทั่วโลกเข้ามาฮ่องกง เพื่อทำงานหรือเริ่มธุรกิจได้ทันที มีวีซ่าผู้ประกอบการและวีซ่านักลงทุนสำหรับผู้ที่ต้องการตั้งบริษัท และเมื่อพำนักครบ 7 ปี จะยื่นขอสัญชาติฮ่องกงได้ ต่างจากประเทศอื่น ๆ ที่ขั้นตอนเข้มงวดกว่า
“ฮ่องกงเป็นเขตเศรษฐกิจที่มีความเป็นสากลสูง นอกจากโครงสร้างเศรษฐกิจและระบบกฎหมายที่โปร่งใส ยังใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาทางการ จึงช่วยให้การดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศเป็นไปอย่างราบรื่น”
กรณีศึกษาธุรกิจไทย
“ลู่” ยกตัวอย่างกรณีศึกษาธุรกิจไทยที่ขยายตลาดไปฮ่องกงผ่านเครือข่าย InvestHK ได้สำเร็จ เช่น Yindi App แพลตฟอร์มจัดการอาหารส่วนเกิน และช่วยลดขยะอาหาร ที่มีจุดแข็งในการจับคู่กับผู้ประกอบการรายใหญ่ในท้องถิ่นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการร่วมมือกับ Big C Hong Kong เปิดบริการ “Surprise Box” นำอาหารและสินค้าที่ใกล้หมดอายุมาจำหน่ายราคาพิเศษ ปัจจุบันฮ่องกงกลายเป็นตลาดหลักที่สร้างรายได้สูงสุดของบริษัท
อีกแบรนด์คือแบรนด์จิวเวลรี่ Ravipa ที่เปิดร้านแรกในฮ่องกงเมื่อ ธ.ค. ปี 2567 ที่ผ่านมา และขยายสาขาที่สองใน 6 เดือน เป็นผลมาจากการทำการตลาดที่เข้าถึงลูกค้าเป้าหมายได้แม่นยำ และการปรับกลยุทธ์สินค้าให้เหมาะกับรสนิยมท้องถิ่น ส่วนแบรนด์ในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มก็มีที่ปรับตัวได้อย่างน่าสนใจ ด้วยการใช้ระบบอัตโนมัติในร้านอาหารเพื่อลดต้นทุนแรงงาน และขยายสาขาไปในย่านชุมชนที่มีความหนาแน่นของผู้พักอาศัยสูง แทนการกระจุกตัวในย่านธุรกิจกลางเมือง สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคหลังโควิดที่นิยมใช้บริการใกล้บ้าน และใช้บริการดีลิเวอรี่มากขึ้น
“สิ่งสำคัญในการเข้าสู่ตลาด คือต้องสร้างความแข็งแกร่งในตลาดบ้านเกิดก่อน มีฐานลูกค้าในประเทศที่มั่นคง เพื่อใช้เป็นจุดแข็งเมื่อต้องแข่งขันในตลาดใหม่ พร้อมปรับโมเดลธุรกิจให้เข้ากับโครงสร้างตลาดฮ่องกง ที่มีค่าครองชีพและค่าเช่าสูง ควรใช้ทีมขนาดเล็ก พื้นที่ทำงานกะทัดรัด และพึ่งพาช่องทางดิจิทัลเพื่อลดต้นทุน แต่ยังคงยอดขาย”
สิทธิประโยชน์ที่เปิดกว้าง และการโอบรับการลงทุนจากต่างชาติในแบบ “ฮ่องกง” เป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่น่าสนใจสำหรับบ้านเราได้เช่นกัน หากต้องการดึงดูดเม็ดเงินการลงทุนจากต่างประเทศ