ศาลปกครองกลางสั่ง กทม.-กรุงเทพธนาคม ชดใช้ค่าจ้างเดินรถ-ค่าซ่อมบำรุงส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีเขียวให้ BTS มูลค่ารวม 1.1 หมื่นล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยภายใน 180 วัน ด้านผู้รับมอบอำนาจเผยต้องกลับไปหารือผู้ว่าฯ กทม. จะยื่นอุทธรณ์หรือไม่
ข่าวสดรายงานว่า ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาสั่งให้กรุงเทพมหานคร และบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ชำระค่าจ้างให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุงส่วนต่อขยายโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ให้แก่บริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ตามที่ 2 ฝ่ายทำสัญญากันไว้ แต่กรุงเทพมหานคร กับ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด กระทำผิดสัญญาไม่ชำระค่าจ้างให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุงส่วนต่อขยายที่ 1 และส่วนต่อขยายที่ 2 ตั้งแต่เดือน มิ.ย. 64-ต.ค. 65 เป็นเงินรวม 1.1 หมื่นล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยภายใน 180 วันนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด
อย่างไรก็ตาม ผู้รับมอบอำนาจจากกรุงเทพฯ และ บริษัท กรุงเทพธนาคม เปิดเผยว่า หลังจากนี้คงจะต้องกลับไปหารือกับทางผู้บริหาร กทม. ว่าจะดำเนินการยื่นอุทธรณ์หรือไม่ เพราะหากยื่นอุทธรณ์อาจจะต้องมีภาระดอกเบี้ยสูงขึ้น
สำหรับรายละเอียดคำพิพากษาทั้งหมดนั้น ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ 2505/2565คดีหมายเลขแดงที่ 2266/2568 ระหว่างบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอส ผู้ฟ้องคดี กรุงเทพมหานคร ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 กรณีผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่ชำระเงินค่าจ้างให้บริการเดินรถ และซ่อมบำรุงโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ 1 และส่วนต่อขยายที่ 2 ตั้งแต่งวดเดือนมิ.ย.64 ถึงงวดเดือนต.ค. 65 จึงขอให้ศาลสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญา พร้อมดอกเบี้ยคิดคำนวณจนถึงวันฟ้องคดีรวมเป็นเงินจำนวน 11,068,554,611.61 บาท
โดยศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่เกี่ยวเนื่องกับคดีของศาลปกครองสูงสุด หมายเลขดำที่ อ.2226/2565 หมายเลขแดงที่ อ. 725/2567 เนื่องจากมีคู่กรณีและสัญญาที่พิพาทเป็นอย่างเดียวกัน ดังนั้นประเด็นเรื่องความสมบูรณ์ของสัญญาที่พิพาทในคดีนี้จึงได้รับการวินิจฉัยชี้ขาดแล้วโดยศาลปกครองสูงสุด และเป็นที่สุดตามมาตรา 73 วรรคสี่ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
สำหรับประเด็นเรื่องยอดหนี้ตามคำฟ้อง ปรากฏว่า บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้ชำระเงินค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ 1 ให้แก่บีทีเอส บางส่วนแล้วจำนวน 502,035,680.94 บาท
แต่ยังมีหนี้ค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงที่ค้างชำระพร้อมดอกเบี้ยตั้งแต่เดือนมิ.ย.64 จนถึงเดือนต.ค.65 ทั้งส่วนต่อขยายที่ 1 และส่วนต่อขยายที่ 2 ที่ต้องชำระให้แก่บีทีเอส กรุงเทพมหานครในฐานะผู้ว่าจ้างและผู้มอบหมายให้บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ดำเนินกิจการทางปกครองดังกล่าว จึงต้องร่วมรับผิดในหนี้ค่าให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุงที่บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ค้างชำระทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยให้แก่บีทีเอส
ส่วนกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกล่าวอ้างการนำสูตรคำนวณในเอกสารแนบท้าย 7 ของสัญญามาใช้ในการคำนวณหนี้เงินและดอกเบี้ยค่าจ้างให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุงตามสัญญานั้นไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงให้มีการปรับค่าจ้างใหม่ตามปัจจัยภายนอกที่มีการเปลี่ยนแปลงตามข้อ 7.4 ของสัญญา ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงไม่อาจนำสูตรคำนวณในเอกสารแนบท้าย 7 ของสัญญามาใช้ในการคำนวณหนี้เงินและดอกเบี้ยค่าจ้างให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุงที่ต้องชำระให้แก่บีทีเอสได้
ส่วนกรณีการชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในส่วนของม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กับพวกรวม 13 คน กรณีกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ในการขยายอายุสัญญาสัมปทานหรือทำสัญญาเพิ่มเติมให้กับผู้ฟ้องคดีในการประกอบกิจการระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานครนั้น
เห็นว่า ข้อมูลการชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นเรื่องเกี่ยวกับการขยายอายุสัญญาสัมปทานระบบขนส่งมวลชน กทม. แต่ข้อพิพาทในคดีนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการไม่ชำระเงินค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุง โครงการระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร ส่วนต่อขยายที่ 1 และส่วนต่อขยายที่ 2 ซึ่งเป็นคนละสัญญาแยกต่างหากจากสัญญาสัมปทาน การชี้มูลดังกล่าวจึงไม่มีผลต่อสัญญาที่พิพาทในคดีนี้
ศาลปกครองกลางพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันชำระเงินให้แก่ผู้ฟ้องคดี สำหรับหนี้ค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ 1 จำนวน 2,895,049,026.55บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินจำนวน 2,771,356,222.15 บาท และหนี้ค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ 2 จำนวน 8,173,420,913.28 บาท
พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินจำนวน 7848,122,792 บาท ตามอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) ซึ่งประกาศโดยธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สำหรับเงินกู้สกุลเงินบาทบวกร้อยละ 1 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น โดยให้ชำระให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
ทั้งนี้เมื่อรวมยอดหนี้ค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ 1 ส่วนต่อขยายที่ 2 ที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองต้องชำระเป็นเงินต้นทั้งสิ้น 11,068,469,939.83 บาท
ด้านผู้รับมอบอำนาจจากกรุงเทพมหานคร และบริษัทกรุงเทพธนาคม เปิดเผยว่าหลังรับฟังคำพิพากษาว่า จากนี้คงจะต้องกลับไปหารือกับทางผู้บริหาร กทม.ว่าจะดำเนินการยื่นอุทธรณ์หรือไม่ เพราะหากยื่นอุทธรณ์จะต้องอาจจะต้องมีภาระดอกเบี้ยสูงที่ขึ้น ซึ่งหากจะยื่นอุทธรณ์ต้องดำเนินการภายใน 30 วัน
อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 67 ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองชำระหนี้ค่าจ้างให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุงโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ 1ที่ค้างจ่ายตั้งแต่เดือนพ.ค.62 ถึงเดือน พ.ค. 64 และส่วนต่อขยายที่ 2 ที่ค้างจ่ายตั้งแต่เดือน เม.ย.60 ถึงเดือนพ.ค.64 รวมเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย เป็นเงิน 11,755,077,952.10 บาท
ขณะเดียวกันทางบีทีเอสเคยระบุว่ามีหนี้ค่าจ้างให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุงโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ 1 และส่วนต่อขยายที่ 2 กรณีผิดสัญญาการจ่ายตั้งแต่เดือน พ.ย.2564 ถึงเดือน มิ.ย.2567 ที่ยังไม่ได้มีการฟ้องร้องรวมถึงค่าจ้างตามสัญญาในอนาคต ตั้งแต่ปัจจุบันจนถึงสิ้นสุดสัญญาจ้างในปี 2585 อีกด้วย