เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
กทม.อนุมัติเงินช่วยน้ำท่วมแล้ว 3 แสนราย ระดมทีมช่าง เร่งประเมิน ขยายเวลารับคำร้อง
Economic กทม.อนุมัติเงินช่วยน้ำท่วมแล้ว 3 แสนราย ระดมทีมช่าง เร่งประเมิน ขยายเวลารับคำร้อง
ยูนิลีเวอร์ ย้ำไทย Regional R&D & Innovation Hub
Business ยูนิลีเวอร์ ย้ำไทย Regional R&D & Innovation Hub
ขานรับเกณฑ์ใหม่ซื้อขายหุ้น ‘InnovestX’ วิเคราะห์ดึงดูดฟันด์โฟลว์
Finance ขานรับเกณฑ์ใหม่ซื้อขายหุ้น ‘InnovestX’ วิเคราะห์ดึงดูดฟันด์โฟลว์
จับชีพจร ‘อสังหาฯ’ ‘นิคม’ มาแรง ‘ออฟฟิศ’ หั่นราคาเดือด 
Real Estate จับชีพจร ‘อสังหาฯ’ ‘นิคม’ มาแรง ‘ออฟฟิศ’ หั่นราคาเดือด 
‘พูนพงษ์’ วางกรอบงาน เข้ม ‘พาณิชย์จังหวัด-ทูตพาณิชย์’
Economic ‘พูนพงษ์’ วางกรอบงาน เข้ม ‘พาณิชย์จังหวัด-ทูตพาณิชย์’
ปิดฉากประชุม IMF ‘กอร์เกียวา’ ยกย่องผ้าไหมไทย หยอดหวานใส่ประชุมทุกวัน-ไทยคว้าเหรียญทอง
World ปิดฉากประชุม IMF ‘กอร์เกียวา’ ยกย่องผ้าไหมไทย หยอดหวานใส่ประชุมทุกวัน-ไทยคว้าเหรียญทอง
ลุุยพลิกฟื้น “อควาเรียมหอยสังข์” จากโปรเจ็กต์ร้าง 18 ปี สู่แลนด์มาร์กแห่งใหม่สงขลา
Real Estate ลุุยพลิกฟื้น “อควาเรียมหอยสังข์” จากโปรเจ็กต์ร้าง 18 ปี สู่แลนด์มาร์กแห่งใหม่สงขลา
เริ่มม.ค.70 ปิด ‘ถนนบรมราชชนนี’ สร้างส่วนขยาย ‘คู่ขนานลอยฟ้า’ เสร็จ ม.ค. 73
Real Estate เริ่มม.ค.70 ปิด ‘ถนนบรมราชชนนี’ สร้างส่วนขยาย ‘คู่ขนานลอยฟ้า’ เสร็จ ม.ค. 73
ASW ร่วมทุน ‘ญี่ปุ่น’ ผุดแคมปัสคอนโดฯ ย่านเกษตร
Real Estate ASW ร่วมทุน ‘ญี่ปุ่น’ ผุดแคมปัสคอนโดฯ ย่านเกษตร
มธ. เปิดสมัครแข่งล่ามระดับชาติ “TNIC 2027” สมัครฟรี! เฟ้นตัวแทนไทยลุยศึกมาเลเซีย
Biz Movement มธ. เปิดสมัครแข่งล่ามระดับชาติ “TNIC 2027” สมัครฟรี! เฟ้นตัวแทนไทยลุยศึกมาเลเซีย
ดูทั้งหมด

‘ไม่ท่วม-ไม่แล้ง’ ทำเรื่องพื้นฐานให้จบ แล้วค่อยคุยเรื่องใหญ่ ๆ

26 ต.ค. 2568 | 16:55น.
ฝนตก น้ำท่วม
คอลัมน์ : คุยกับเศรษฐา
ผู้เขียน : เศรษฐา ทวีสิน

ปี้นี้เราเห็นภาพเดิม ๆ มาเร็วและรุนแรง-กลางคืนยกของหนีน้ำ เช้าขึ้นมาอีกอำเภอน้ำล้นตลิ่ง ผู้คนเดือดร้อนเป็นแสน บ้านเรือนนับหมื่นจมน้ำหลายวัน ตั้งแต่ต้นเดือนตุลาฯมีผู้เสียชีวิตกว่า 20 ราย มีผู้ได้รับผลกระทบกว่าสามแสนคน กระทบวงกว้างถึง 19 จังหวัด โดยเฉพาะอุตรดิตถ์และพระนครศรีอยุธยาที่จมน้ำเป็นสัปดาห์ ปีที่แล้วภาคเหนือก็เจอหนัก-เชียงใหม่ท่วมใหญ่ กระทบเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวโดยตรง ต้นเดือนนี้รัฐบาลเพิ่งอนุมัติเยียวยาอีกก้อน-ครัวเรือนละ 9,000 บาท รวมราวหกพันกว่าล้านบาท ผมสนับสนุนการเยียวยาเต็มที่

แต่ถ้ามองประโยชน์โดยรวมของประเทศ ควรถามต่อว่าเราจะหยุดวงจร “น้ำท่วม-เดือดร้อน-จ่ายชดเชย-เศรษฐกิจสะดุด” ได้ไหม ?

คำตอบของผมตรงไปตรงมา-ได้ ถ้าเรากลับไปทำเรื่องพื้นฐานให้จริงจัง จัดการน้ำให้ไม่ท่วม-ไม่แล้ง เป็น “ระบบเดียวกันทั้งประเทศ” ไม่ใช่ทำเฉพาะหน้าแล้วค่อย ๆ ลืมเมื่อฝนซา มีการประเมินไว้แล้วว่า หากลงทุนต่อเนื่องสัก 7-8 ปี เราจะใช้งบประมาณราวหนึ่งแสนล้านบาท งบฯนี้ยังต่ำกว่าวงเงินเยียวยาที่ต้องกันไว้จ่ายซ้ำ ๆ ปีละหลายหมื่นล้าน หากปล่อยให้ปัญหาย้อนกลับมาทุกฤดูกาล นี่ไม่ใช่ตัวเลขบนกระดาษ แต่คือรายได้ของประเทศที่เราจะรักษาไว้ได้จริง

ผมเห็นปัญหานี้ด้วยตาตัวเองตลอดเวลาที่ลงพื้นที่ ตอนเป็นนายกฯ ผมไปที่อุบลราชธานี เราปรับวิธีทำงานง่าย ๆ แต่สำคัญ-ทยอยระบายน้ำจากอ่างกลางและอ่างเล็กล่วงหน้า เพื่อเว้นที่ว่างรับฝนระลอกใหม่ ไม่รอให้ล้นแล้วค่อยเปิด คำว่า “ใส่ใจ” ของผมคือไปดูหน้างานเอง แล้วตัดสินใจก่อนวิกฤตจะมาถึง ทำให้ปีนั้นน้ำไม่ท่วมอุบลราชธานี หลังจากไปอุบลฯไม่กี่วัน ผมก็ได้ไปเยี่ยมประชาชนที่ยโสธร เข้าไปถึงบ้านทรายงาม อำเภอคำเขื่อนแก้ว แจกของยังชีพและดูจุดท่วมจริง ๆ ก่อนไปให้กำลังใจพี่น้องที่ร้อยเอ็ด สิ่งที่เห็นคือปัญหาเดิมซ้ำทุกปี ถ้าทำเฉพาะหน้า เราก็ยังทำได้-แต่ถ้าจะหยุดวงจร ต้องทำให้เป็นระบบเดียวทั้งเส้นน้ำ

ผมขอเสนอให้เดินงานนี้พร้อมกันสามเสา และให้เป็นนโยบายสาธารณะต่อเนื่อง ไม่ใช่ไฟไหม้ฟาง

เสาแรก-โปรเจ็กต์ “ไม่ท่วม-ไม่แล้ง” แบบระบบเดียวทั้งลุ่มน้ำ (ใส่ใจ= ระเบียบวิธีบริหารหน้างาน)

แก้ทีละจุดไม่พอ ต้องแก้ทั้งเส้น ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ทุกฝ่ายตัดสินใจบนข้อมูลเดียวกัน เราต้องมี “บัญชีดุลน้ำ” ของแต่ละลุ่ม-น้ำเข้า กักเก็บ ระบาย-ที่เปิดเผย ตรวจสอบได้ และมีกติกาปันน้ำที่ปรับโหมดอัตโนมัติตามสถานการณ์ (ปกติ-เฝ้าระวัง-ฉุกเฉิน) ที่อุบลฯ เราพิสูจน์แล้วว่าใส่ใจและลงมือก่อน ดูแลตลอดทั้งฤดูกาล : ทยอยปล่อยน้ำจากอ่างกลาง-เล็ก เคลื่อนเครื่องสูบไปคอขวด กำหนดเวลาปรับ-เปิดประตูน้ำตามข้อมูลจริง พอเดินตามข้อมูล เราจะรู้ล่วงหน้าว่าต้องเปิด-ลด-ผันน้ำเมื่อใด จุดไหนเพิ่มกำลังสูบ จุดไหนทำคลองบายพาสชั่วคราว

การลงทุนชุดนี้คุ้มและฉลาด เพราะเงินส่วนใหญ่หมุนอยู่ในประเทศ งานหลักคือสิ่งที่คนไทยทำได้และทำเก่งอยู่แล้ว-ขุดลอกลำน้ำ แก้คอขวด เพิ่มคลองบายพาส อัพเกรดประตูระบายน้ำและสถานีสูบน้ำ ทำแก้มลิง-ทุ่งรับน้ำ วางแหล่งน้ำจืดสำรอง เครื่องจักรที่ใช้เป็นของพื้นฐาน-รถขุด เครื่องสูบน้ำ ท่อ วัสดุ-ผู้ผลิตไทยทำได้ ผู้รับเหมาท้องถิ่นทำได้ แรงงานไทยได้ค่าแรง เงินกระจายลงอำเภอ-ตำบล ไม่ต้องสั่งเทคโนโลยีเฉพาะทางราคาแพงจากต่างประเทศ ผลที่ตามมาคือ งบฯเยียวยาจะค่อย ๆ ลดลงเอง เพราะความเสียหายลดลงจริง จีดีพีไทยโตได้โดยไม่ต้องเอาเงินออกนอกประเทศที่แท้จริง

และอย่าลืมอีกมิติหนึ่งที่กำลังกัดกินนา-สวนของเรา-ช่วงน้ำทะเลหนุน น้ำเค็มรุกล้ำพื้นที่เพาะปลูกลุ่มน้ำตอนล่าง ทำให้น้ำชลประทานและดินเค็มเกินที่พืชทนได้ วิธีแก้ไม่ซับซ้อน : ต้องมีแหล่งน้ำจืดสำรอง วางแนวกันเค็มให้ชัด และทำแผนสลับพืชในโซนเลี่ยงไม่ได้ ทั้งหมดนี้ก็ยังเป็นการลงทุนที่เงินอยู่บ้านเรา ใช้เครื่องสูบ ท่อ คันดิน อุปกรณ์ที่ผู้ประกอบการไทยทำได้ และจ้างงานชุมชนได้ทันที แทนการปล่อยให้เสียหายแล้วค่อยเยียวยาซ้ำ ๆ

เสาที่สอง-ป่าที่กลับมามีชีวิต : ประกันชั้นแรกของไม่ท่วม-ไม่แล้ง

ถ้าต้นน้ำเปลือย ดินก็ไหลลงแม่น้ำทุกฤดูฝน ร่องน้ำตื้นเร็ว น้ำหลากบ่าจนปลายน้ำรับไม่ไหว ฤดูแล้งน้ำต้นทุนก็หาย เราต้องหันมาช่วยกันทำ ป่าที่คนอยู่ได้ ให้ชุมชนมีแรงจูงใจดูแลและได้ประโยชน์จริง พืชที่มีศักยภาพสูงคือกาแฟ ในฐานะ “พืชระบบเกษตรกึ่งป่า” ทำงานได้สองทางพร้อมกัน-ตรึงหน้าดิน ชะลอน้ำฝน สร้างร่มเงา และเพิ่มรายได้ให้ครัวเรือน เกษตรกรที่มีพืชหลักอยู่แล้วสามารถ “ปลูกกาแฟเพิ่ม” แทรกในแถวไม้ยืนต้นหรือคันดินได้ ไม่ต้องทิ้งพืชเดิม เมื่อป่าพืชมีค่าเกิดจริง ชุมชนจะดูแลป่าเพราะเห็นรายได้ด้วยตาตัวเอง ผลคือป่าฟื้น น้ำต้นทุนเพิ่ม และฤดูฝนไม่โถมลงล่างจนเอาไม่อยู่ การลงทุนฟื้นป่าก็เงินอยู่บ้านเรา เช่นกัน-จ้างงานท้องถิ่น ใช้วัสดุพื้นฐาน แต่ได้ผลยาวทั้งฝนและแล้ง

เสาที่สาม-ทำให้ต่อเนื่องและโปร่งใส

เราไม่ควรติดกับดักทำงานเฉพาะหน้าแล้วหายไปกับฤดูกาล ต้องวางกรอบติดตามผลแบบรายลุ่มน้ำ รายงานความคืบหน้าต่อสาธารณะ และผูกงบประมาณกับผลลัพธ์จริง-จังหวัดที่ลดพื้นที่ท่วมซ้ำซากได้ ควรได้รับงบประมาณปีถัดไปเพื่อพัฒนาด้านอื่น ๆ ควรทำให้ “ระบบ” ชนะ “ความเสียหาย” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ภาคการเกษตรเป็นภาคที่น่าเห็นใจที่สุด เรามักคิดกันว่าภาคการเกษตรทำรายได้เพียงราว 8-9% ของจีดีพี แต่จริง ๆ แล้วผลกระทบกินวงกว้างกว่าตัวเลขบนกราฟมาก ในชีวิตจริงมันคือรายได้ทั้งวงจร ตั้งแต่แรงงานในนา คนขับรถอีแต๋น ร้านขายปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ โรงสี โรงงานแปรรูป ไปจนถึงตลาดนัดเย็นหน้าโรงเรียน เมื่อแหล่งน้ำเสถียร รายได้ของคนส่วนใหญ่จะนิ่งขึ้น หนี้ครัวเรือนจะไม่พุ่ง และเมื่อเราลงทุนด้วยมือของเราเอง ใช้เครื่องมือไทย ใช้แรงงานไทย ประโยชน์ก็อยู่กับคนไทย ไม่ใช่ไหลออกนอกประเทศ

ผมไม่ได้ปิดประตูโครงการใหญ่ ๆ ประเทศต้องพัฒนาไปพร้อมกัน แต่ก่อนจะไปให้ถึงโครงการยักษ์ใหญ่ อย่างรถไฟความเร็วสูง สนามบินนานาชาติทั่วประเทศ หรือระบบการเงินแบบดิจิทัล ผมอยากให้เราช่วยกันทำเรื่องพื้นฐานให้จบ ๆ ไป-คือระบบน้ำและป่าของเราเอง ทำสิ่งที่ทำได้ทันที ทำอย่างโปร่งใส วัดผลได้ และเดินต่อเนื่องข้ามฤดูกาล หากเราทำสามเสานี้ให้ยืนได้-ไม่ท่วม-ไม่แล้ง ป่ามีชีวิต และการใส่ใจ-ประเทศไทยจะมั่นคงขึ้น ทั้งเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่แค่ในรายงาน แต่ในทุ่งนาและในครัวเรือนจริง ๆ ของผู้คน

ประเทศไม่ใช่กราฟตัวเลข ประเทศคือผู้คน ถ้าเราทำให้น้ำ ไม่ท่วม-ไม่แล้ง, ป่าต้นน้ำกลับมามีชีวิต และบริหารด้วยความใส่ใจ ก่อนวิกฤต-เงินก็จะอยู่บ้านเรา งานก็อยู่กับคนของเรา และทั้งชุมชนจะเดินไปพร้อมกัน

แท็กที่เกี่ยวข้อง

คุยกับเศรษฐา น้ำท่วม