เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
BDMS รุกไบโอเทค ทุ่ม 170 ล้าน ปั้น “ยีนรักษามะเร็ง” หั่นต้นทุนนำเข้า
Business BDMS รุกไบโอเทค ทุ่ม 170 ล้าน ปั้น “ยีนรักษามะเร็ง” หั่นต้นทุนนำเข้า
นายกฯอันวาร์ ยันยังไร้ดีลอุ้มสายการบินแอร์เอเชีย
World นายกฯอันวาร์ ยันยังไร้ดีลอุ้มสายการบินแอร์เอเชีย
ราคาทองวันนี้ (20 ต.ค. 69) ร่วงลง 550 บาท รูปพรรณบาทละ 66,500 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (20 ต.ค. 69) ร่วงลง 550 บาท รูปพรรณบาทละ 66,500 บาท
ขาย “สวนสยาม” หมื่นล้าน เนื้อหอม ทุนไทย-ต่างชาตินับ 10 รายสนใจซื้อ
Real Estate ขาย “สวนสยาม” หมื่นล้าน เนื้อหอม ทุนไทย-ต่างชาตินับ 10 รายสนใจซื้อ
เบทาโกรเข้าถือหุ้นใหญ่ Freshket รุกขยายธุรกิจฟู้ดเซอร์วิสออนไลน์
Economic เบทาโกรเข้าถือหุ้นใหญ่ Freshket รุกขยายธุรกิจฟู้ดเซอร์วิสออนไลน์
คณะไกล่เกลี่ย UNCLOS หนุนไทย-กัมพูชาฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูต
World คณะไกล่เกลี่ย UNCLOS หนุนไทย-กัมพูชาฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูต
น้ำลดอย่าเพิ่งสตาร์ท! กรมส่งเสริมการเกษตรเปิด 7 วิธีฟื้นเครื่องจักร
Economic น้ำลดอย่าเพิ่งสตาร์ท! กรมส่งเสริมการเกษตรเปิด 7 วิธีฟื้นเครื่องจักร
ปลุก “เงินนอน” เชียงใหม่ 3 แสนล้านปักหมุด Investment Hub ภาคเหนือ
เศรษฐกิจภูมิภาค ปลุก “เงินนอน” เชียงใหม่ 3 แสนล้านปักหมุด Investment Hub ภาคเหนือ
กลุ่มธนบุรี เปิดตัวรถอีวี ‘smart’ 3 รุ่น ประเดิมขายในโชว์รูม ”เบนซ์“ 10 สาขาทั่วประเทศ
Automotive กลุ่มธนบุรี เปิดตัวรถอีวี ‘smart’ 3 รุ่น ประเดิมขายในโชว์รูม ”เบนซ์“ 10 สาขาทั่วประเทศ
ไอซีเอส จัดโปรฯ“BREAK SHOP ENJOY” ช็อปสนุก รับสิทธิพิเศษจุใจ วันนี้ – 11 พฤศจิกายน 2569
Business ไอซีเอส จัดโปรฯ“BREAK SHOP ENJOY” ช็อปสนุก รับสิทธิพิเศษจุใจ วันนี้ – 11 พฤศจิกายน 2569
ดูทั้งหมด

กูรูเตือนรับมือ “ค่าเงิน-หุ้น” ผันผวน รู้ทันเกม “ทรัมป์” ยกระดับสงครามการค้า

16 ก.ค. 2561 | 13:45น.

สงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ยังสร้างความปั่นป่วนต่อการค้าโลกอย่างต่อเนื่อง

โดยสถานการณ์ล่าสุด (11 ก.ค. 2561) “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศเพิ่มการเก็บภาษีจากการนำเข้าสินค้าจีนเป็น 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมสินค้าจำนวนถึง 6,000 รายการ จากก่อนหน้านั้นที่ “ทรัมป์” ประกาศจะเก็บภาษีจากจีนแค่ 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ จึงเท่ากับว่า เป็นการ “ยกระดับ” สงครามการค้าระหว่าง 2 ประเทศให้รุนแรงยิ่งขึ้น

ส่งผลให้ประเทศอื่น ๆ พากันปวดหัวไปด้วย รวมถึงประเทศไทย โดย “วิรไท สันติประภพ” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยอมรับว่า มาตรการล่าสุดที่สหรัฐออกมานั้น แม้ว่าไทยจะไม่ได้เป็นประเทศที่โดนสงครามทางการค้าโดยตรง แต่คงปฏิเสธว่าไม่มีผลกระทบเลยคงไม่ได้ เนื่องจากมีสินค้าจีนไม่น้อย ที่ผลิตและส่งออกจากไทย

วิรไท สันติประภพ – ปริญญ์ พานิชภักดิ์

จึงนับว่าเป็นความเสี่ยง ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจไทย แต่กระทบไปถึงเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกที่พึ่งพาการค้าจากต่างประเทศระดับสูงด้วย แม้สัดส่วนสินค้าส่งออกไทยไปจีนจะมีค่อนข้างน้อย แต่คงชะล่าใจไม่ได้ เนื่องจากเป็นผลกระทบในแง่ซัพพลายเชน (ห่วงโซ่อุปทาน) เพราะบริษัทต่าง ๆ มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันหมด ดังนั้นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ขณะเดียวกันความปั่นป่วนที่เกิดจากสงครามทางการค้าดังกล่าว ยังส่งผลกระทบต่อตลาดเงินตลาดทุนให้ผันผวนตามไปด้วย ซึ่งจะเห็นได้ผ่านอัตราแลกเปลี่ยนที่เคลื่อนไหวผันผวน และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยหน้าที่ของ ธปท.คือการเข้าไป “ดูแลค่าเงินบาท” ไม่ให้เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว จนกระทบต่อการทำงานของตลาดเงินตลาดทุนและกระทบต่อภาคธุรกิจ สะท้อนได้จากบางช่วงที่ทุนสำรองระหว่างประเทศลดลงหรือเพิ่มขึ้น

“เห็นได้จากตัวเลขทุนสำรองที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งสะท้อนว่า ธปท.มีการเข้าไปดูแลบางช่วง แต่ต้องระวัง เพราะอีกด้าน เป็นการเปลี่ยนแปลงที่มาจากมูลค่า เพราะอาจมีการเปลี่ยนแปลงค่าเงินที่ ธปท.ถืออยู่ เช่น เราถือเงินสกุลยูโรไว้ แต่พอยูโรอ่อนค่าลง เวลาตีมูลค่าเป็นดอลลาร์สหรัฐ ก็จะมีมูลค่าที่ลดลง ดังนั้น บางครั้งที่ตัวเลขทุนสำรองมีการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ว่า ธปท.เข้าไปซื้อหรือขายทุกครั้งไป ดังนั้นจะเห็นได้ว่าระยะ 1-2 ปีที่ผ่านมา ธปท.มีการสะสมทุนสำรองไว้ เพื่อรับกับสถานการณ์เหล่านี้ เวลามีเงินไหลออก ทุนสำรองจะทำให้เรามีกันชน เพื่อลดแรงปะทะที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจและภาคธุรกิจได้” นายวิรไทกล่าว

ฝั่งตลาดหุ้น “ปริญญ์ พานิชภักดิ์” กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ซีแอลเอสเอ (ประเทศไทย) บอกว่า ช่วงนี้เป็นช่วงทยอยประกาศผลประกอบการงวดไตรมาส 2/2561 ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) แต่ผลประกอบการโดยรวม น่าจะออกมาอืด ๆ เพราะ “ถูกกด” โดยกลุ่มแบงก์ เนื่องจากการปล่อยสินเชื่อยังทำไม่ได้มาก ขณะที่การบริโภคในประเทศยังไม่ดีนัก จึงทำให้ตลาดหุ้นในเดือน ก.ค.นี้อาจจะแกว่ง ๆ กดดัชนีเคลื่อนไหวบริเวณ 1,600 จุด แต่คาดว่าไตรมาส 3/2561 จะเริ่มดีขึ้น เพราะเริ่มเห็นสัญญาณกองทุนรวมซื้อกลับเข้ามาแล้ว จึงแนะนำว่าควรทยอย “ซื้อ” เก็บไว้ เพราะเมื่อเข้าสู่ 3 เดือนสุดท้ายของปี ดัชนีตลาดหุ้นไทยอาจจะพุ่งขึ้น 300 จุดเหมือนกับปีที่แล้วได้

ทั้งนี้ คาดว่าภายในสิ้นปีนี้ ดัชนีมีโอกาสกลับไปยืนในระดับ 1,800-1,900 จุดได้ ภายใต้ 2 ปัจจัยที่จะต้องเกิดขึ้น คือ 1.การประกาศวันเลือกตั้งของไทยออกมาชัดเจน ซึ่งจะมีความสำคัญต่อฟันด์โฟลว์ที่จะไหลกลับเข้ามา แม้จะเผชิญแรงกดดันจากสงครามการค้าและธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีนโยบายปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอยู่ก็ตาม และ 2.ทิศทางการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ภาครัฐพยายามปลดล็อกให้เกิดการลงทุนมากขึ้น ทำให้งานประมูลในปีนี้จะเกิดขึ้นจำนวนมาก ส่วนงานที่ประมูลไปแล้ว เช่น รถไฟความเร็วสูงที่มีร่างขอบเขตของงาน (TOR) ซื้อซองประมูลแล้ว น่าจะรู้ผลทันก่อนสิ้นปีนี้ และน่าจะมีการเปิด TOR เรื่องรถไฟรางคู่และรถไฟฟ้าส่วนขยายสายสีส้มและสีม่วงเพิ่มอีก เพราะฉะนั้น ทิศทางการก่อสร้างจะช่วยขับเคลื่อนตลาดหุ้นได้ ทำให้ตลาดหุ้นไตรมาส 4 มีโอกาสปรับขึ้นแรง โดยเฉพาะช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี

“ภาวะตลาดหุ้นไทยระยะสั้นถูกขับเคลื่อน โดยบรรยากาศของการค้าโลก ซึ่งทรัมป์เป็นนักธุรกิจที่ต้องการจะควบคุมเกม ดังนั้นสงครามการค้าโลกไม่น่าจะเกิด และทรัมป์จะลดระดับความเข้มข้นนโยบายในเดือน พ.ย.-ธ.ค. 2561 นี้ จากการเลือกตั้งอเมริกาที่จะเกิดขึ้น พอการเลือกตั้งจบ โทนในการต่อรองกับ “สี จิ้นผิง” ซึ่งทั้ง 2 ประเทศไม่ได้ทะเลาะกัน แต่เป็นเกมการเมืองที่ไม่กระทบเศรษฐกิจทั้ง 2 ประเทศ และจีนก็สามารถหาตลาดอื่นไปได้ และอเมริกาก็รู้ตัวว่าทำตรงนี้รุนแรงไปอาจจะไม่ดี เพราะฉะนั้นสงครามการค้าจะเบาลง” นายปริญญ์กล่าว

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสงครามการค้าที่ก่อโดยมหาอำนาจของโลก นักลงทุนคงต้องประเมินโอกาสและความเสี่ยง เพื่อรับมืออย่างมีสติกันต่อไป