เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
‘iPhone Duo’ เข้ามากี่เครื่องก็ไม่พอขาย ปลุกตลาด ‘รีเซล’ คึกคัก บวกเพิ่มจากราคาจริงหลายหมื่น
Tech ‘iPhone Duo’ เข้ามากี่เครื่องก็ไม่พอขาย ปลุกตลาด ‘รีเซล’ คึกคัก บวกเพิ่มจากราคาจริงหลายหมื่น
“ศุภจี” หารือผู้อำนวยการใหญ่ WTO ดันปฏิรูปกติกาโลก หนุน SMEs เข้าถึงทุน-ตลาดดิจิทัล
Economic “ศุภจี” หารือผู้อำนวยการใหญ่ WTO ดันปฏิรูปกติกาโลก หนุน SMEs เข้าถึงทุน-ตลาดดิจิทัล
เกษตรฯ ผุด “Sandbox ข้าวไทย” 100 ไร่ ดันผลผลิต 1.5 ตัน/ไร่ ลดต้นทุนเหลือ 6,000 บาท/ตัน
Economic เกษตรฯ ผุด “Sandbox ข้าวไทย” 100 ไร่ ดันผลผลิต 1.5 ตัน/ไร่ ลดต้นทุนเหลือ 6,000 บาท/ตัน
สปอร์ตอีเวนต์ดันโอกาสทางธุรกิจ รับเทรนด์แอคทีฟไลฟ์สไตล์โต
Biz Movement สปอร์ตอีเวนต์ดันโอกาสทางธุรกิจ รับเทรนด์แอคทีฟไลฟ์สไตล์โต
“ศุภจี” ดันกติกา Credit Term มีผล 2 พ.ย. เพิ่มสภาพคล่อง SMEs สูงสุด 7.5 แสนล้าน
Economic “ศุภจี” ดันกติกา Credit Term มีผล 2 พ.ย. เพิ่มสภาพคล่อง SMEs สูงสุด 7.5 แสนล้าน
ราคาทองวันนี้ (23 ต.ค. 69) ร่วงลง 950 บาท รูปพรรณขายออก 65,200 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (23 ต.ค. 69) ร่วงลง 950 บาท รูปพรรณขายออก 65,200 บาท
ซุปเปอร์ไต้ฝุ่น “จำปี” ไม่กระทบไทยโดยตรง จับตาใต้เสี่ยงน้ำท่วม 23-26 ต.ค.
News ซุปเปอร์ไต้ฝุ่น “จำปี” ไม่กระทบไทยโดยตรง จับตาใต้เสี่ยงน้ำท่วม 23-26 ต.ค.
3 กสทช. โต้ เลขาฯ ไม่มีการลบเทปเสียงประชุม ย้ำประชุมพิเศษไม่มี นพ.สรณ ถูกต้องตามกฎหมาย
Tech 3 กสทช. โต้ เลขาฯ ไม่มีการลบเทปเสียงประชุม ย้ำประชุมพิเศษไม่มี นพ.สรณ ถูกต้องตามกฎหมาย
Meta ขานรับ ดีอี เพิ่มตรวจสอบ สแกนหน้า ก่อนซื้อโฆษณา
Tech Meta ขานรับ ดีอี เพิ่มตรวจสอบ สแกนหน้า ก่อนซื้อโฆษณา
เปิดอินไซต์ผู้บริโภค เมื่อเวชสำอางและวิตามินดันตลาดบิวตี้โต 1.6 แสนล้าน
Business เปิดอินไซต์ผู้บริโภค เมื่อเวชสำอางและวิตามินดันตลาดบิวตี้โต 1.6 แสนล้าน
ดูทั้งหมด

แบงก์ตบเท้าหั่นดอกเบี้ยเร็ว ตอบสนอง กนง.-อุ้มลูกหนี้เปราะบาง

20 ธ.ค. 2568 | 14:09น.
KNNG

หลังจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีมติเอกฉันท์ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% ในการประชุมเมื่อวันที่ 17 ธ.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากเห็นว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 และปี 2570 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากครึ่งแรกของปี 2568 โดยคาดว่าปี 2568 จะขยายตัว 2.2% ขณะที่ปี 2569 อยู่ที่ 1.5% และปี 2570 อยู่ที่ 2.3%

ทั้งนี้ กนง.เห็นว่านโยบายการเงินสามารถผ่อนคลายเพิ่มเติมได้ภายใต้เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวชัดเจนและมีความเสี่ยงมากขึ้น เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับกลุ่มเปราะบาง รวมถึงช่วยเสริมประสิทธิผลของมาตรการทางการเงินและนโยบายอื่นของภาครัฐ จึงเห็นควรลดดอกเบี้ยลงดังกล่าว

ซึ่ง กนง.จะติดตามพัฒนาการและความเสี่ยงเศรษฐกิจ การเงิน และพร้อมปรับนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่เปลี่ยนแปลงไป ในขณะเดียวกันควรคำนึงถึงการรักษาเสถียรภาพระบบการเงินในระยะยาว และขีดความสามารถของนโยบายการเงินที่มีจำกัดในการรองรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า กนง.ได้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% มาอยู่ที่ 1.25% ต่ำสุดในรอบ 3 ปี ซึ่งต้องยอมรับว่ามีผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) จำกัด โดยที่ผ่านมา การลดดอกเบี้ยมีผลไม่ถึง 0.20% ทั้งนี้ หากจะไปลดดอกเบี้ยถึง 0.50% ก็จะทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น ทั้งนี้ การลดดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือที่ช่วยในเรื่องสภาพคล่อง และช่วยบรรเทาภาระหนี้ระยะสั้นได้บางส่วน แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาหลัก อย่างเรื่องผลผลิต (Productivity) ที่ต่ำ หรือปัญหาสังคมสูงวัยได้

อย่างไรก็ดี ธปท.คาดหวังธนาคารพาณิชย์จะลดดอกเบี้ยตาม กนง. ส่วนจะปรับลดลงในอัตราเท่าไหร่ ก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแต่ละธนาคาร เนื่องจากแต่ละธนาคารมีต้นทุนที่แตกต่างกัน

“กนง.ลดดอกเบี้ยอีก 0.25% รวม 1 ปี ลดลงมาแล้ว 1.25% เครื่องมือการเงินมีผลจำกัด และเหลือพื้นที่กระสุนน้อย แต่ก็ต้องใช้ แต่ถามว่าพร้อมลดดอกเบี้ยมั้ย ลดได้ แต่ถ้าถามว่าเหลือกระสุนมากมั้ย ก็ตอบว่ามีไม่มาก เพราะต้องเก็บไว้ใช้ในยามจำเป็นเท่านั้น แต่การลดดอกเบี้ยไม่ได้มีผลดีอย่างเดียว เพราะเรามีผู้ฝากเงิน หากดอกเบี้ยต่ำการออมจะมีปัญหาด้วย จึงต้องรับความเสี่ยงกันบ้าง กนง.ลดดอกเบี้ย 0.25% และแบงก์ลดดอกเบี้ยเงินกู้ เพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจ”

ขณะที่ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐได้ตอบสนองนโยบาย กนง. โดยประกาศปรับลดดอกเบี้ยตามทันที เริ่มจากธนาคารออมสินที่นำร่องประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภทสูงสุด 0.25% ต่อปี พร้อมตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก เพื่อรักษาประโยชน์ของผู้ฝากเงินตามภารกิจส่งเสริมการออม โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 22 ธ.ค. 2568 เป็นต้นไป

ต่อมาบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ย Prime Rate ลง 0.25% ต่อปี คงเหลือ 5.35% ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุด และนับเป็นครั้งที่ 4 ของปี เพื่อให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ มีผลตั้งแต่วันที่ 19 ธ.ค. 2568 เป็นต้นไป, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงสูงสุด 0.25% ต่อปี มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569 เป็นต้น

ขณะที่ฝั่งธนาคารพาณิชย์ เบื้องต้นธนาคารกสิกรไทยประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.25% เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่อง ลดภาระค่าใช้จ่ายทางการเงิน และเป็นแรงหนุนสำคัญให้ลูกค้าสามารถก้าวต่อไปได้ พร้อมปรับลดดอกเบี้ยเงินฝากลงในอัตรา 0.05-0.10%

ตามด้วยธนาคารกรุงไทย มีผลตั้งแต่วันที่ 22 ธ.ค.นี้ โดยนายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ กรุงไทย กล่าวว่า ธนาคารได้ปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.25% เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายทางการเงินให้แก่ลูกค้า โดยเฉพาะครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง ผู้ประกอบธุรกิจอิสระ และผู้ประกอบการเอสเอ็มอี สนับสนุนการประคองธุรกิจ การจ้างงานและการดำรงชีวิตของประชาชน

นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า เชื่อว่าการลดดอกเบี้ยจะช่วยลดภาระผู้ประกอบการและประชาชนได้ อย่างไรก็ดี อัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันถือว่าอยู่ในระดับต่ำแล้ว

ขณะที่ ดร.อมรเทพ จาวะลา Head, Research Office ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า หลัง กนง.ปรับลดดอกเบี้ย และธนาคารมีการปรับลดตาม นับเป็นเรื่องที่ดีที่มีการส่งผ่านดอกเบี้ยนโยบายต่อตลาดการเงินได้ค่อนข้างรวดเร็ว สะท้อนภาพความร่วมมือในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงความเสี่ยงทางด้านเครดิต

อย่างไรก็ดี การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารโดยปกติจะไม่ได้ลดเท่ากับดอกเบี้ยนโยบาย เนื่องจากมีเรื่องของต้นทุน แต่การลดก็ถือว่าช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจ โดยกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการปรับลดจะเป็นกลุ่มที่อ้างอิงดอกเบี้ยลอยตัว (Floting Rate) กลุ่มเอสเอ็มอี ส่วนสินเชื่อบ้านอาจจะจ่ายค่างวดเท่าเดิม แต่ค่างวดจะถูกนำไปตัดเงินต้นมากขึ้น ทำให้ปิดหนี้ได้ไวขึ้น

“มองต่อไป การส่งผ่านดอกเบี้ยเพื่อหวังผลจะให้เกิดการปล่อยสินเชื่อได้มากขึ้น หรือทำให้สินเชื่อเอสเอ็มอีพลิกกลับมาเป็นบวก หรืออัดฉีดสภาพคล่องคงทำได้ไม่มาก เพราะในระยะสั้นยังคงมีความเสี่ยงทั้งในและต่างประเทศ”

ด้านศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประเมินว่า กนง.จะลดดอกเบี้ยอีกครั้งภายในครึ่งแรกของปี 2569 เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายต้องสอดคล้องกับเศรษฐกิจไทยที่จะโตต่ำกว่าศักยภาพไปอีกอย่างน้อย 2 ปี โดย กนง.มองว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวเพียง 1.5% ต่อปี เป็นระดับการเติบโตที่ต่ำที่สุดนอกช่วงวิกฤต ตลอดช่วง 30 ปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ กนง.ยังมองว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในปี 2570 จะยังทำได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากเผชิญแรงกดดันหลายด้าน จึงทำให้เศรษฐกิจในช่วง 3 ปีนี้ (2568-2570) มีแนวโน้มขยายตัวเฉลี่ยเพียง 2.0% ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าระดับศักยภาพและต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของเศรษฐกิจไทยในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจต้องปรับลดลงอีก เพื่อให้สอดคล้องกับภาพเศรษฐกิจที่จะขยายตัวต่ำและฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่

ทั้งนี้ SCB EIC ยังคงประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับลดลงอีกครั้งมาอยู่ที่ 1.0% ภายในครึ่งแรกของปี 2569 เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำ ผ่านการลดต้นทุนทางการเงิน บรรเทาภาระหนี้สิน และเพื่อเพิ่มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่มีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำกว่ากรอบเป้าหมายให้สูงขึ้น ลดความเสี่ยงของภาวะ Debt Deflation ที่อาจกดดันการใช้จ่ายในประเทศมากขึ้นได้ในระยะข้างหน้า