เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาทองวันนี้ (23 ต.ค. 69) ร่วงลง 1,100 บาท ทองรูปพรรณ 65,050 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (23 ต.ค. 69) ร่วงลง 1,100 บาท ทองรูปพรรณ 65,050 บาท
Meta ขานรับ ดีอี เพิ่มตรวจสอบ สแกนหน้า ก่อนซื้อโฆษณา
Tech Meta ขานรับ ดีอี เพิ่มตรวจสอบ สแกนหน้า ก่อนซื้อโฆษณา
เปิดอินไซต์ผู้บริโภค เมื่อเวชสำอางและวิตามินดันตลาดบิวตี้โต 1.6 แสนล้าน
Business เปิดอินไซต์ผู้บริโภค เมื่อเวชสำอางและวิตามินดันตลาดบิวตี้โต 1.6 แสนล้าน
‘d-MRV’ ฝีมือไทย ถูกเลือกเป็นแกนหลักโครงการ ‘Low Carbon City’ ของ World Bank
SD ‘d-MRV’ ฝีมือไทย ถูกเลือกเป็นแกนหลักโครงการ ‘Low Carbon City’ ของ World Bank
เริ่มแล้ว! มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 31 วันนี้ถึง 1 พ.ย. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
Economic เริ่มแล้ว! มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 31 วันนี้ถึง 1 พ.ย. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
‘เพซ’ พรีเซ้นต์คอนโดวิวสวนลุม ‘นิมิต ลุมพินี’ ชูสถาปัตย์ผสานเวลเนส
Uncategorized ‘เพซ’ พรีเซ้นต์คอนโดวิวสวนลุม ‘นิมิต ลุมพินี’ ชูสถาปัตย์ผสานเวลเนส
เอกนิติ ชูโมเดล “AI นกกระซิบ”ธนาคารโลกเตรียมขยายผลใช้ทั่วโลก
Finance เอกนิติ ชูโมเดล “AI นกกระซิบ”ธนาคารโลกเตรียมขยายผลใช้ทั่วโลก
พลิกโฉมที่ดินบางซื่อ-ตลาดจตุจักร-ท่าเรือคลองเตย ปั้นย่านเศรษฐกิจ ศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่
Real Estate พลิกโฉมที่ดินบางซื่อ-ตลาดจตุจักร-ท่าเรือคลองเตย ปั้นย่านเศรษฐกิจ ศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่
MONEY EXPO 2026 ปลุกเศรษฐกิจเชียงใหม่ “แบงก์ – น็อนแบงก์” จัดโปรฯแรงส่งท้ายปี
Biz Movement MONEY EXPO 2026 ปลุกเศรษฐกิจเชียงใหม่ “แบงก์ – น็อนแบงก์” จัดโปรฯแรงส่งท้ายปี
ยังแฮปปี้ ผนึก สสส. – กทม. ปลดล็อคศักยภาพเศรษฐกิจสูงวัย Silver Economy
Business ยังแฮปปี้ ผนึก สสส. – กทม. ปลดล็อคศักยภาพเศรษฐกิจสูงวัย Silver Economy
ดูทั้งหมด

แบงก์รัฐ-พาณิชย์ หั่นดอกเบี้ยส่งท้ายปี’68 รับมติ กนง. ลด 0.25%

19 ธ.ค. 2568 | 21:56น.
ดอกเบี้ย ดอกเบี้ยเงินกู้ สินเชื่อ
ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 19 ธันวาคม 2568 เวลา 21:56 น.

รวมธนาคารพาณิชย์-รัฐ ประกาศลดดอกเบี้ยเงินกู้-เงินฝาก ขานรับมติ กนง.ล่าสุด หั่นดอกเบี้ย 0.25% เหลือ 1.25% ต่อปี ช่วยลดภาระค่าครองชีพและเป็นของขวัญปีใหม่ให้ลูกค้า

ตามที่ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเอกฉันท์ลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 1.25% จาก 1.50% ต่อปี มีผลทันที ชี้เศรษฐกิจไทยในปี 2569 และปี 2570 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง เชื่อนโยบายการเงินสามารถผ่อนคลายเพิ่มเติมได้ภายใต้เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวชัดเจนและมีความเสี่ยงมากขึ้น 

ทำให้หลายธนาคารทั้งพาณิชย์และรัฐ ประกาศปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารให้สอดคล้องกับมติดังกล่าว 

KBank ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.25%

นายจงรัก รัตนเพียร ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้ามีแนวโน้มขยายตัวได้ในกรอบจำกัดจากแรงกดดันด้านการบริโภคและการส่งออกที่ชะลอตัว ธนาคารเชื่อมั่นว่า การดำเนินมาตรการเชิงรุกด้วยการตัดสินใจปรับลดดอกเบี้ยโดยทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเร่งช่วยเหลือและดูแลลูกค้าธนาคาร เพื่อประเทศฟื้นตัวและเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ  

อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี  

  • ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) ปรับลด 0.10% จาก 6.72% เหลือ 6.62% ต่อปี  
  • ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) ปรับลด 0.25% จาก 6.72% เหลือ 6.44% ต่อปี  

อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี  

  • ประเภทสินเชื่อส่วนบุคคล (MRR) ปรับลด 0.01% จาก 6.78% เหลือ 6.68% ต่อปี   

พร้อมทั้งปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร 0.05-0.10% 

ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยดังกล่าว มีผลตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป  

ออมสิน ลดดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.25% ตรึงดอกเงินฝาก

นางลภาวรรณ จันทร์กระจ่าง รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดว่า ตามที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติลดดอกเบี้ย 0.25% ต่อปี เนื่องจากเศรษฐกิจไทยในปี 2569 และต่อเนื่องในปี 2570 มีแนวโน้มชะลอตัวลง ซึ่งการผ่อนคลายนโยบยช่วยสนับสุนนการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ธนาคารออมสินจึงประกาศลดดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภทสูงสุด 0.25% ต่อปี  

ซึ่งเป็นอัตราลดดอกเบี้ยสูงสุดตามมมติ กนง. เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพและเป็นของขวัญปีใหม่ให้ลูกค้าธนาคาร   

  • ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) ปรับลด 0.15% จาก 6.325% เหลือ 6.175% ต่อปี  
  • ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) ปรับลด 0.25% จาก 6.095% เหลือ 5.845% ต่อปี  
  • ประเภทสินเชื่อส่วนบุคคล (MRR) ปรับลด 0.10% จาก 6.295% เหลือ 6.195% ต่อปี  

โดยมีผลวันที่ 22 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป หรือจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง 

สำหรับดอกเบี้ยธนาคารยังตรึงอัตราดอกเบี้ยเดิมเพื่อรักษาประโยชน์ของผู้ฝากเงินตามภารกิจส่งเสริมการออมของธนาคาร  

ธ.ก.ส. ลดดอกเบี้ยเงินกู้ เหลือเริ่มต้น 6.025%

นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า  ตามการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อปี มาอยู่ที่ 1.25% ต่อปี โดยให้มีผลทันที ธ.ก.ส. ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ จึงพร้อมปรับลดดอกเบี้ยที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขหนี้สินอย่างยั่งยืน พร้อมช่วยบรรเทาภาระหนี้สินให้กับผู้ประกอบการ  SMEs สามารถฟื้นตัวและดำเนินงานต่อได้ตามปกติในภาวะเศรษฐกิจที่เผชิญกับปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน   

ดังนั้น ธ.ก.ส. จึงปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.25% ต่อปี ประกอบด้วย  

  • ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) เหลือ 6.025% ต่อปี  
  • ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) เหลือ 6.125% ต่อปี  
  • ประเภทสินเชื่อส่วนบุคคล (MRR) เหลือ 6.625% ต่อปี  

โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป  

นอกจากนี้ ธ.ก.ส.เดินหน้าดูแลหนี้เกษตรกรแบบครบวงจร โดยเฉพาะมาตรการพักชำระหนี้เกษตรกรรายย่อย ซึ่งเฟส 3 มีผู้เข้าร่วมกว่า 1.35 ล้านราย วงเงินต้นกว่า 203,000 ล้านบาท พร้อมทั้งช่วยฟื้นฟูอาชีพและลดต้นทุนเพื่อเพิ่มรายได้ระหว่างพักชำระหนี้  

ธ.ก.ส. ยังปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อเสริมสภาพคล่อง เช่น สินเชื่อแทนคุณ-เงินด่วนสิบหมื่น สำหรับสมาชิก อสม. และ อสส. วงเงินกู้สูงสุดรายละ 100,000 บาท ดอกเบี้ย 0.50% ต่อเดือน สินเชื่อเกษตรวิวัฒน์ สนับสนุนรายได้คู่ขนาน ดอกเบี้ย 5 ปีแรก MRR -2% ต่อปี  

บสย. หั่นดอก Prime Rate เหลือ 5.53%

นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า บสย.ขานรับนโยบายรัฐบาลปรับลดอัตราดอกเบี้ย Prime Rate ลง 0.25% ต่อปี คงเหลือ 5.53% ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุด และนับเป็นครั้งที่ 4 ของปี  เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ ช่วยลดภาระทางการเงินให้กับลูกหนี้ เพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ โดยมีผลตั้งแต่ วันที่ 19 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป  

ตลอดเวลาที่ผ่านมา บสย.ยืนหยัดในการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs โดยเฉพาะลดภาระทางการเงิน เพื่อให้ประคับประคองธุรกิจ เดินหน้าต่อได้ในสภาวะเศรษฐกิจผันผวน ที่เกิดการสงครามการค้า และเหตุพิพาทชายแดน ตลอดจนสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้น  

ปัจจุบัน บสย.มีมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ถูกจ่ายเคลม ผ่านมาตรการ “บสย.พร้อมช่วย” ที่ออกแบบเพื่อรองรับกับความสามารถในการชำระหนี้ จุดเด่น ยืดหนี้ยาวสูงสุด 7 ปี ช่วย SMEs “ผ่อนเผาแรง” พร้อม “ตัดเงินต้น ก่อนตัดดอก” และคิดอัตราดอกเบี้ย 0% พร้อมลดต้นทุนสูงสุด 30%  

กรุงไทย ลดดอกกู้สูงสุด 0.25%-เงินฝาก ดอกลด 0.05-0.10%

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่าจากภาวะเศรษฐกิจที่มีความเปราะบางและความเสี่ยงเพิ่มขึ้น จากความท้าทายรอบด้าน ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของภาคครัวเรือนและสภาพคล่องของภาคธุรกิจ ธนาคารจึงปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.25% ต่อปี เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายทางการเงินแก่ลูกค้า  

สำหรับการปรับลดดอกเบี้ยในครั้งนี้ ประกอบด้วย  

  • ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) ปรับลด 0.10% จาก 6.50% เหลือ 6.40% ต่อปี  
  • ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) ปรับลด 0.25% จาก 6.62% เหลือ 6.37% ต่อปี  
  • ประเภทสินเชื่อส่วนบุคคล (MRR) ปรับลด 0.10% จาก 7.045% เหลือ 6.945% ต่อปี  

ทั้งนี้ ธนาคารได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก 0.05%-0.10% ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราที่ปรับลดน้อยกว่าดอกเบี้ยอัตราเงินกู้โดยล่าสุดมีมาตรการพักชำระหนี้เงินต้นและยกเว้นดอกเบี้ยเป็นระยะเวลาไม่เกิน 12 เดือน สำหรับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัยในเขตพื้นที่ร้ายแรงอย่างยิ่ง (ระดับ 4) ในภาคใต้ รวมถึงผลกระทบชายแดนไทย–กัมพูชา มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ ธนาคารยืนหยัดเดินเคียงข้างลูกค้าและประชาชนในทุกสถานการณ์ สอดคล้องวิสัยทัศน์ “กรุงไทย เคียงข้างไทย สู่ความยั่งยืน”  

โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป  

ไอแบงก์ ลดอัตรากำไรสินเชื่อ 0.10%

นางวิมลรัตน์ ปิยสถาพรพงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารกลุ่มงานการเงิน ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการนโยบายทางการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดดอกเบี้ยจากร้อยละ 1.50 ต่อปี เหลือร้อยละ 1.25 ต่อปี เพื่อให้ภาวะการเงินมีความผ่อนคลาย ช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยไอแบงก์ขานรับนโยบายปรับลดอัตรากำไรสินเชื่อทุกประเภท 0.10% เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระทางการเงินให้ลูกค้าทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง 

การปรับลดอัตรากำไรสินเชื่อในครั้งนี้ ประกอบด้วย 

  • การปรับอัตรากำไรสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (SPR) จากเดิมร้อยละ 7.65 ต่อปี ลดลง 0.10% เหลือร้อยละ 7.55 ต่อปี  
  • การปรับอัตรากำไรสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทสินเชื่อแบบกำหนดระยะเวลา (SPRL) จากร้อยละ 7.80 ต่อปี ลดลง 0.10% เหลือ 7.70 ต่อปี
  • อัตรากำไรสินเชื่อสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (SPRR) จากร้อยละ 8.05 ต่อปี ลดลง 0.10% เหลือร้อยละ 7.95 ต่อปี 

โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2568 

นอกจากนี้ ไอแบงก์ ยังได้เดินหน้ามาตรการช่วยเหลือ (เสริมสภาพคล่อง) / เยียวยา (ให้สินเชื่อฉุกเฉิน) / ฟื้นฟู (ให้สินเชื่อซ่อมแซม) สำหรับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติภาคใต้ ครอบคลุมพักชำระเงินต้น และไม่คิดกำไรใน 12 เดือนข้างหน้า พร้อมทั้งเพิ่มเติมด้วยอัตรากำไร 0% ในปีที่ 1 ด้วยเงื่อนไขตามมาตรการ 

พร้อมกันนี้ ไอแบงก์ ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน ด้วยผลิตภัณฑ์เงินรับฝากออมทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ “ibank e-Sevings” เปิดบัญชีสะดวกด้วยตัวเอง ผ่าน ibank  Application บนแอปกระเป๋าตัง ให้ผลตอบแทนสูงสุด 2.2% ต่อปี 

SCB หั่นดอกกู้ เริ่ม 23 ธันวาคม 2568

นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันลูกหนี้กลุ่มเปราะบางยังมีหนี้สูงขณะที่เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงสูงขึ้นจากปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในประเทศ ทั้งผลกระทบของมาตรการค้าสหรัฐ และแรงกดดันต่อการปรับตัวของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs การปรับลดดอกเบี้ยครั้งนี้ช่วยบรรเทาภาระการชำระหนี้และเสริมสภาพคล่อง 

ทั้งนี้ ธนาคารได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทั้ง MLR,MOR และ MRR ลง 0.10-0.25% ต่อปี เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางนโยบายการเงินและแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า 

  • ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) จากปัจจุบันอยู่ที่ 6.500% เป็น 6.400% ต่อปี 
  • ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) จากปัจจุบันอยู่ที่ 6.675% เป็น 6.425% ต่อปี 
  • ประเภทสินเชื่อส่วนบุคคล (MRR) จากปัจจุบันอยู่ที่ 6.775% เป็น 6.675% ต่อปี 

โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2568 

ทั้งนี้ ในส่วนของอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ธนาคารได้ปรับลง 0.05-0.10% ต่อปี โดยธนาคารไม่ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ของลูกค้าธรรมดาลง เพื่อช่วยเหลือผู้ฝากเงินในภาวะดอกเบี้ยต่ำ 

SME D Bank ลดดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.15%

นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank กล่าวว่า จากที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 มีมติลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี

ดังนั้น SME D Bank ธนาคารเพื่อเอสเอ็มอีไทย ขานรับนโยบายธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.15% เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนทางการเงินให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ได้แก่

  • ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate : MRR) จาก 7.325% ต่อปี ลดลงเหลือ 7.175% ต่อปี
  • ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (Minimum Overdraft Rate : MOR) จาก 7.20% ต่อปี ลดลงเหลือ 7.15% ต่อปี

มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป

การลดดอกเบี้ยครั้งนี้ นับเป็นครั้งที่ 4 ในปี 2568 เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ลดภาระทางการเงิน บรรเทาผลกระทบจากปัจจัยท้าทายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ภัย ธรรมชาติ ความไม่แน่นอนของภาษีการค้า และปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดน เป็นต้น รวมถึง สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ช่วยให้ธุรกิจเอสเอ็มอี สามารถประคับประคอง และเดินหน้าธุรกิจต่อไปได้

ขณะเดียวกัน SME D Bank ยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากไว้เช่นเดิม เพื่อสร้างโอกาสให้ลูกค้าธนาคาร ทั้งกลุ่มนิติบุคคล และบุคคลธรรมดา ตลอดจนหน่วยงาน องค์กร สถาบัน หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน มีทางเลือกในการหาแหล่งฝากเงินผลตอบแทนเหมาะสม และมีความมั่นคงปลอดภัยสูงสุด

แบงก์กรุงเทพ ลดดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.15% ต่อปี

นายไชยฤทธิ์ อนุชิตวรวงศ์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝาก โดยปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อ เอ็มแอลอาร์ (MLR) หรืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (Minimum Loan Rate) เป็น 6.45% จาก 6.50% ต่อปี

เอ็มโออาร์ (MOR) หรืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (Minimum Overdraft Rate) เป็น 6.60% จาก 6.75% ต่อปี และเอ็มอาร์อาร์ (MRR) หรืออัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate) เป็น 6.60% จาก 6.65% ต่อปี โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2568

การปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่ต้องการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ภายใต้เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวและมีความเสี่ยงมากขึ้น รวมถึงสนับสนุนประสิทธิผลของมาตรการทางการเงินและนโยบายของภาครัฐ

นอกจากนี้ ธนาคารได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลง 0.05-0.10% ต่อปี โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2568

กรุงศรี ปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.25%

นายเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “กรุงศรีพร้อมดูแลและให้ความช่วยเหลือลูกค้าทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งจะมีส่วนช่วยกระตุ้นการเติบโตและส่งเสริมความยั่งยืนของเศรษฐกิจไทยในภาพรวม”

กรุงศรีปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ดังนี้

อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (Minimum Loan Rate หรือ MLR) ปรับลดลง 0.10% จาก 6.750% เป็น 6.650%

อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (Minimum Overdraft Rate หรือ MOR) ปรับลดลง 0.25% จาก 6.725% เป็น 6.475%

อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate หรือ MRR) ปรับลดลง 0.10% จาก 6.870% เป็น 6.770%

ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยใหม่ดังกล่าวจะมีผลตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป

ทีทีบี ลดดอกเบี้ยสูงสุด 0.25% มีผล 23 ธ.ค.นี้

นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบีธนชาต กล่าวว่า ทีทีบีพร้อมอยู่เคียงข้างและให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ลูกค้าทุกกลุ่มในทุกสถานการณ์มาโดยตลอด ขณะที่ปัจจุบันภาวะเศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มชะลอตัวชัดเจนและมีความเสี่ยงมากขึ้น จากความท้าทายรอบด้าน ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของภาคครัวเรือน และสภาพคล่องของภาคธุรกิจ

ทีทีบีจึงพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงสูงสุด 0.25% ต่อปี สำหรับผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่อ้างอิงอัตราดอกเบี้ย MLR MOR และ MRR มีผลตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป สอดคล้องกับมติของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับลูกค้าบุคคลและภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และครัวเรือนกลุ่มรายได้ต่ำที่ยังมีความเปราะบาง ซึ่งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ เชื่อว่าจะช่วยประคองธุรกิจ การจ้างงาน และการดำรงชีวิตของประชาชนให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง