เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาน้ำมันวันนี้ (23 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
News ราคาน้ำมันวันนี้ (23 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Thai PBS กับโจทย์ใหญ่สื่อสาธารณะ งบ 2,000 ล้าน อิสระ และความอยู่รอด
News Thai PBS กับโจทย์ใหญ่สื่อสาธารณะ งบ 2,000 ล้าน อิสระ และความอยู่รอด
มนร.ถอดรหัสน้ำผึ้งมรกต ‘ต่อยอด’ งานวิจัยถึงเซลล์มะเร็ง
SD มนร.ถอดรหัสน้ำผึ้งมรกต ‘ต่อยอด’ งานวิจัยถึงเซลล์มะเร็ง
ดีเดย์ 1 พ.ย. กม.ใหม่ ยิง ADs เข้าไทยต้องสแกนหน้า 4 บิ๊กแพลตฟอร์ม เมิน ไม่ชี้แจงความพร้อม
Tech ดีเดย์ 1 พ.ย. กม.ใหม่ ยิง ADs เข้าไทยต้องสแกนหน้า 4 บิ๊กแพลตฟอร์ม เมิน ไม่ชี้แจงความพร้อม
‘จิตติมา’ ดัน IP ค้ำเงินกู้เอสเอ็มอี
Economic ‘จิตติมา’ ดัน IP ค้ำเงินกู้เอสเอ็มอี
ถอดรหัส OR รุก Budget Hotel ปั้นธุรกิจ (ใหม่) ต่อยอดสมบัติ (เก่า)
Business ถอดรหัส OR รุก Budget Hotel ปั้นธุรกิจ (ใหม่) ต่อยอดสมบัติ (เก่า)
ทีทีบี เดินหน้าซื้อหุ้นคืน 1.4 หมื่นล้าน 16-27 พ.ย.นี้ กำหนดกรอบราคา 2.49-2.63 บาท
Finance ทีทีบี เดินหน้าซื้อหุ้นคืน 1.4 หมื่นล้าน 16-27 พ.ย.นี้ กำหนดกรอบราคา 2.49-2.63 บาท
วันหยุด 23 ตุลาคม 2569 วันปิยมหาราช ขึ้นทางด่วนฟรี 3 สาย
News วันหยุด 23 ตุลาคม 2569 วันปิยมหาราช ขึ้นทางด่วนฟรี 3 สาย
คลังยอมลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เฉพาะ E20-B20 เพื่อหนุนเกษตรกร
Finance คลังยอมลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เฉพาะ E20-B20 เพื่อหนุนเกษตรกร
ตลท.เร่งเครื่อง BOI to IPO ดึงธุรกิจ New Economy เติมสีสันตลาดหุ้นไทย
Finance ตลท.เร่งเครื่อง BOI to IPO ดึงธุรกิจ New Economy เติมสีสันตลาดหุ้นไทย
ดูทั้งหมด

“มหาอำนาจจีน” บุกหนักอสังหาฯไทย เทรนด์ยาว 10 ปีหน้า-ซื้อลงทุนต่ำล้านหยวน

26 ก.ค. 2561 | 11:15น.

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (REIC) จัดสัมมนาหัวข้อ “Joint Venture โอกาสใหม่ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์” เมื่อเร็ว ๆ นี้ สรุปสาระสำคัญฉายภาพถึงอนาคตวงการพัฒนาที่ดินเมืองไทยเข้าสู่ยุคต้องพึ่งพาทุนต่างชาติมากขึ้น ทั้งในด้านกำลังซื้อและการเป็นแหล่งทุนชั้นดี

JV ญี่ปุ่นเสริมแกร่งโนว์ฮาว

ประเดิมด้วย “ณโด่ง-พีระพงศ์ จรูญเอก” ซีอีโอบริษัทมหาชน “ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้” ดาวจรัสแสงแห่งยุค ทำอสังหาฯไม่ถึง 10 ปี แต่มีพอร์ตในปัจจุบัน 60 โครงการ มูลค่ารวม 90,000 ล้านบาท

หนึ่งในจิ๊กซอว์ของการเติบโตรวดเร็วดำเนินการผ่านกลยุทธ์ JV-joint venture โดยร่วมทุนกับ “โนมูระ ซีเคียวริตี้” ยักษ์ธุรกิจจากประเทศญี่ปุ่น ลงทุนครอบจักรวาลโดยตัวองค์กรอายุเฉียด 100 ปี

“ต้องยอมรับว่าโลกยุคใหม่ ไทยรับอิทธิพลทางความคิดเกี่ยวกับ digital social เยอะมาก ในไซต์งานวิศวกรรุ่นใหม่ไม่สนใจไปตรวจหน้างาน เรามาเรียนรู้กับญี่ปุ่นอีกรอบซึ่งทำงานเชิงลึก หัวหงอกหัวขาว (ทีมงาน) ต้องเดินคุมงาน ติดกระดุมทีละเม็ดตามขั้นตอน เป็นโปรเซสที่ดี หากขาดสิ่งเหล่านี้อุตสาหกรรมก่อสร้างไทยอาจคุณภาพไม่ดี เพราะทรัพยากรบุคคลวิศวกรไทยรุ่นใหม่ทำงานสัก 5 ปีก็นานแล้วสำหรับเขา”

ปัจจุบัน 60 โครงการของออริจิ้นฯ เป็นโครงการร่วมทุนกลุ่มโนมูระ 5 โครงการ 20,000 กว่าล้านบาท กับโปรเจ็กต์มิกซ์ยูสทำเลทองหล่ออีก 6,200 ล้านบาท และประสบการณ์ร่วมทุนกับญี่ปุ่นเหมือนได้ขึ้นทางลัด ได้โนว์ฮาวชั้นยอดในการทำอสังหาฯ เริ่มตั้งแต่การตัดสินใจร่วมทุน ไม่ได้ทำแบบวันแมนโชว์ แต่เป็นแบบ “กรุ๊ปดีซิชั่น” เพราะฉะนั้นจะขนคนมาหมดทั้งฝั่งเซลส์ การตลาด เอ็นจิเนียริ่ง ฯลฯ

การทำงานร่วมกับญี่ปุ่นจึงมีคณะกรรมการมากชุดเป็นพิเศษเป็นสไตล์การทำงานที่ณโด่งเรียกว่า “กลัดกระดุมทีละเม็ด”

โมเดลเฟ้นพันธมิตรต่างชาติ

ในเวลาเดียวกัน ออริจิ้นฯยังมีจิ๊กซอว์ร่วมเป็นพันธมิตรธุรกิจกับกลุ่มจีนและฮ่องกง โดยร่วมมือกับ “Fulcrum Global” มาสเตอร์เอเย่นต์ฮ่องกง

“ดีลร่วมทุนกับญี่ปุ่น มีการลงทุน ได้กำไรแบ่งเขาไปทำให้เสียดุลการค้านิด ๆ แต่การคบกับจีนได้เงินเขามา เป็น condo for export ซึ่งดีมานด์ปีละ 4 แสนล้านบาท มีลูกค้าชาวจีน ฮ่องกงมาซื้อ ทำให้ตลาดบ้านเราเติบโตได้เกือบ 20%”

ความมหาศาลของทุนจีนทั้งฝั่งผู้ซื้อและนักลงทุน “ณโด่ง-พีระพงศ์” ฝากข้อคิดว่า “…ประเทศไทยมีชัยภูมิที่ดี ลูกค้าจีนที่มาซื้อคอนโดมิเนียมอย่าไปรู้สึกว่า ไม่ comfortable เลย คนจีนรุ่นใหม่มีวัฒนธรรมดีกว่าเราด้วยซ้ำ ผมไปเมืองจีนเขา no cash แล้ว ซิลิคอนวัลเลย์ที่เคยส่งลูกหลานไปตอนนี้ต้องส่งมาดูที่จีนหมด”

ประสบการณ์ตกผลึกในการคบพันธมิตรต่างชาติของออริจิ้นฯ ถอดออกมาเป็นสูตร 3 ชาติ นั่นคือ พาร์ตเนอร์สร้างโครงการคบคนญี่ปุ่น, พาร์ตเนอร์การขายต้องคบจีน ส่วนพาร์ตเนอร์การเงินต้องคบสิงคโปร์

จีนช็อปปีละ 1 ล้านล้านบาท

บิ๊กดาต้าที่ออริจิ้นฯได้รับจาก Fulcrum Global คือนักลงทุนรายย่อยจีนนิยมลงทุนอสังหาฯ มูลค่าซื้อปีละ 1 ล้านล้านบาท ตลาดใหญ่อยู่ที่สหรัฐอเมริกา 60% ไทยมีมาร์เก็ตแชร์ 5% หรือ 50,000 ล้านบาท อาจดูว่าน้อยแต่เป็นอันดับ 2 ซึ่งไทยเคยอยู่อันดับ 10

“สิ่งที่จีนทำคือเพิ่มปริมาณการซื้อขายทดแทนภูมิภาคอเมริกา เพราะเสือ 2 ตัวเริ่มทะเลาะกัน (เทรดวอร์) กระทบค่าเงินเพราะต้องลดค่าหยวนเพื่อให้ค้าขายกับประเทศทางเอเชียมากขึ้น เรา (ไทย) ยังลดค่าบาทน้อย ทำให้ปริมาณเงินต่างประเทศต้องไหลออกไปเพราะมี currency lost นี่คือภาพ”

และ “…ในขณะที่ฮ่องกงมาซื้ออสังหาฯไทยเพราะได้ลงทุน กระจายความเสี่ยงเพื่อให้มีหลักทรัพย์ในต่างประเทศ จุดเด่นไทยกำลังพัฒนาอินฟราสตรักเจอร์ชัดเจน จากรถไฟฟ้า 3-4 สายเพิ่มเป็น 10 สาย ทุกคนมองออกแหละว่าพร็อพเพอร์ตี้ดีขึ้นเรื่อย ๆ”

เทียบกับตลาดอสังหาฯในประเทศจีนมีราคาแพงมาก เช่า 70 ปี ทำเลมิดทาวน์ราคา 5 แสนบาท/ตารางเมตร ไซซ์ 60-80 ตารางเมตรตกห้องละ 60-70 ล้านบาท ทำเลดาวน์ทาวน์ราคาตารางเมตรละ 1-1.5 ล้านบาท ดังนั้นราคาห้องชุดไทยตารางเมตรละ 2 แสนบาทจีนซื้อได้ กลุ่มราคายอดนิยมอยู่ที่ 2-5 ล้านบาท

“รัฐบาลจีนจำกัดให้โอนเงินได้ปีละ 50,000 เหรียญสหรัฐหรือ 1.5 ล้านบาท พอดีกับคอนโดฯ เราก่อสร้าง 2-3 ปี ทยอยโอนก็พอดีค่าห้องตอนสร้างเสร็จ เราจดทะเบียนบริษัทออริจิ้น ฮ่องกง ทำเทรดดิ้งกับลูกค้า สามารถแมเนจการจ่ายเงินกับเอเย่นต์ได้เลย ทำให้ธุรกิจคล่องตัวขึ้น ซึ่งผมมองเทรนด์ลูกค้าจีนยังมีความสำคัญกับตลาดไทยอีก 5-10 ปี”

เบ็ดเสร็จ ออริจิ้นฯมียอดขายลูกค้าต่างชาติปี 2560 สัดส่วน 20% หรือ 2,000 กว่าล้านบาท ปีนี้ขยับเพิ่มเป้าเป็น 4,000 ล้านบาทโมเดลใหม่ทัวร์ช็อปอสังหาฯไฮไลต์ข้อมูลตลาดจีนมาจาก “จ๊อก-สุรเชษฐ กองชีพ” ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยตลาด บริษัท ไรส์แลนด์ ประเทศไทย จำกัด โดยไรส์แลนด์เป็นบริษัทลูกของกลุ่ม “ปี้กุ้ยหยวน” หรือคันทรี่ การ์เด้น ยักษ์อสังหาฯเบอร์ 1 ของจีน

ทั้งนี้ ประชากรจีน 1,200 ล้านกว่าคน เป็นกลุ่มมีรายได้สูงที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น ในขณะที่ข้อจำกัดในประเทศควบคุมการซื้ออสังหาฯ เพื่อป้องกันเก็งกำไร ทำให้กำลังซื้อของนักลงทุนรายย่อยต้องหาช่องออกมาลงทุนนอกประเทศมากขึ้น

วิธีการมีทั้งออกมาลงทุนทางตรง กับการลงทุนทางอ้อมผ่านรูปแบบนักท่องเที่ยว ที่ไม่ได้เยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อช็อปซื้ออสังหาฯโดยตรงอีกด้วย

“ปี 2550 มีนักท่องเที่ยวจีนเข้าไทย 9 แสนคน ปี 2560 เพิ่มเป็น 9.5 ล้านคน พฤติกรรมการใช้จ่ายเงินมีสัดส่วน 42% มองหาการลงทุนซื้ออสังหาฯ วันนี้การมาท่องเที่ยวเมืองไทยเหตุผลเดียวคือมาซื้ออสังหาฯ ไม่มีเหตุผลอื่น” คำกล่าวแบบฟันธง

จีนสน JV แต่ขอบริหารเอง

นอกเหนือจากกำลังซื้อรายย่อยแล้ว อีกภาพเป็นการรุกคืบเข้าเมืองไทยของกลุ่มทุนจีนรายใหญ่ “สุรเชษฐ” ระบุว่า กลุ่มทุนจีนมีความต้องการเข้ามา 3 รูปแบบด้วยกันคือ 1.เข้ามาลงทุนด้วยตัวเอง 2.มองหาผู้ร่วมทุนหรือ JV 3.เข้ามาเทกโอเวอร์กิจการเหลียวกลับไปมองสถิติโครงการร่วมทุนในเมืองไทย พบว่า อันดับ 1 เป็นโครงการ JV ไทยกับญี่ปุ่น มูลค่ารวม 281,950 ล้านบาท, อันดับ 2 ไทยกับจีนและฮ่องกง 173,000 ล้านบาท และอันดับ 3 ไทยกับสิงคโปร์ มูลค่ารวม 25,800 ล้านบาท

สังเกตว่าบริษัทจีนมีทุนหนาและแข็งแกร่งที่สุดในปฐพี แต่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับนโยบายร่วมทุน 3 ข้อด้วยกัน 1.ไม่นิยมนอมินี หมายความว่าสนใจร่วมทุนกับดีเวลอปเปอร์ไทยเท่านั้น

2.ต้องการเป็นผู้กุมอำนาจในการบริหารกิจการ กฎหมายไทยต่างชาติถือหุ้นได้สูงสุด 49% ปรากฏว่ายักษ์จีนต้องการถือหุ้น 49% แต่ขอเป็นผู้บริหารหลัก และ 3.แต่ละโครงการฝ่ายไทยและจีนต้องลงเงินใกล้เคียงกัน

“นี่คือข้อจำกัดที่ทำให้ขนาดการลงทุนของญี่ปุ่นกับจีนแตกต่างกัน ญี่ปุ่นจอยต์เวนเจอร์แล้ว 20 บริษัท แต่ดีลร่วมทุนกับจีนเพิ่งมีแค่ 9-10 บริษัท”

นอกจากนี้ ทุนจีนยังมีความต้องการปลีกย่อยอีกมากมายที่เป็นอุปสรรคมากกว่าเป็นโอกาส เช่น “แลนด์แบงก์” ต้องเป็นที่ดินโอนกรรมสิทธิ์ เนื่องจากในเมืองจีนเช่าที่ดินยาว 70-75 ปี แต่เข้าเมืองไทยเจอกฎหมายเช่าได้เพียง 30 ปี ทำให้จีนไม่สนใจโมเดลเช่าที่ดินพัฒนาโครงการโดยสิ้นเชิง เป็นต้น

ขายจีนบวกราคา 10-15%

มีอีกเรื่องที่ 2 วิทยากรแชร์มุมมองออกมา นั่นคือราคาขายลูกค้าจีนกับลูกค้าไทย มีหลักปฏิบัติอยู่ว่า ห้องชุดแบบเดียวกัน โครงการเดียวกัน กรณีนำไปเสนอขายลูกค้าจีนจะมีการบวกราคาเพิ่มอีก 10-15%

โดย “สุรเชษฐ” เปิดประเด็นว่า ในด้านราคา ห้องชุดห้องเดียวกันลูกค้าจีนซื้อแพงกว่าลูกค้าไทย เหตุผลเกิดจากโซ่ข้อกลางหรือเอเย่นต์จีนเป็นคนบวกราคาเพิ่มก่อนจะนำกลับไปขายคนจีนด้วยกันเอง เพราะฉะนั้น เน็ตมาร์จิ้นของราคาห้องชุดจึงไปตกอยู่ในมือเอเย่นต์จีน บางรายมีกำไร 1-1.5 เท่า

“เอเย่นต์จีนเป็นเพียงคนขาย ไม่ใช่ดีเวลอปเปอร์ ไม่ใช่ผู้ลงทุน แต่บวกราคาเพิ่มเท่ากับมีเน็ตมาร์จิ้น 100% ส่วนลูกค้าจีนก็ไม่รู้ว่าห้องชุดที่ซื้อไปถูกหรือแพง รู้แต่เป็นราคาที่เขาซื้อได้”

เรื่องเดียวกันนี้ “ณโด่ง-พีระพงศ์” ขยายความเพิ่มเติมว่า กลไกมาตรฐานของตลาด สมมุติ ราคา 10,000 ล้านบาท มีการบวกเพิ่ม 10-15% เป็น 11,000-11,500 ล้านบาท ถ้าเป็นราคาที่ลูกค้าจีนจับต้องได้หรือ affordable ที่จะซื้อแพงกว่าไทย แต่ถ้าบวกเกิน 20% เริ่มไม่ค่อยดีแล้ว อาจทำให้ขายช้า โครงการอาจมีปัญหา

ทั้งนี้ ที่มาที่ไปของการบวกเพิ่มสำหรับลูกค้าจีน เนื่องจากมีระบบเอเย่นต์ มี “มาสเตอร์เอเย่นต์” ทำหน้าที่กระจายพอร์ตขายให้กับลูกข่ายที่เป็น “ซับเอเย่นต์” สูตรคือ เมืองไทยกิจกรรมการตลาดการขายปรุงสูตรกันที่ 3%+3% (sale expense3% กับ eventory 3%) รวมเป็น 6% ในขณะที่เอเย่นต์จีนต้องเพิ่มสูตรทำกำไรให้กับซับเอเย่นต์ด้วย อาจจะ 6% เพราะฉะนั้น การส่งต่อราคาให้กับเอเย่นต์จีนจึงต้องบวกเพิ่ม 10-15% เพื่อให้เหลือต้นทุนที่สามารถนำไปบริหารต่อในห่วงโซ่การตลาด

สรุปข้อมูลสำคัญราคาที่ลูกค้าจีนสนใจซื้ออสังหาฯทั่วโลก พบว่ามีตั้งแต่ถูกยันแพง ตั้งแต่ต่ำล้านหยวนจนไปถึงราคายูนิตละร้อยล้านบาท

สำหรับตลาดเมืองไทย ราคาต่ำ 1 ล้านหยวนหรือไม่เกิน 5 ล้านบาทเป็นราคายอดนิยม ทอนออกมาเป็นราคาขายไม่เกิน 2 แสนบาท/ตารางเมตรสำหรับสินค้าห้องชุด

 

โพย 5 ทุนยักษ์แดนมังกร

ไฟล์ข้อมูลของไรส์แลนด์ (ประเทศไทย) บริษัทลูกของกลุ่มปี้กุ้ยหยวน ยักษ์ใหญ่วงการอสังหาริมทรัพย์ในเมืองจีน เปิดหน้าต่างความรู้บานใหม่ ๆ เกี่ยวกับขนาดกิจการของยักษ์ธุรกิจจีน คัดเฉพาะ 5 อันดับแรก ดังนี้

อันดับ 1 กลุ่มปี้กุ้ยหยวน คนไทยและคนทั่วโลกน่าจะคุ้นกันดีในชื่อของกลุ่มคันทรี่ การ์เด้น พบว่ารายได้ครึ่งปีแรก 2561 อยู่ที่ 4.124 แสนล้านหยวน หรือ 2.06 ล้านล้านบาท (ดูตารางประกอบ)

อันดับ 2 กลุ่มจงกว๋อเหิงต้า รายได้ครึ่งปีแรก 2561 อยู่ที่ 3.040 แสนล้านหยวน หรือ 1.52 ล้านล้านบาท, อันดับ 3 กลุ่มวั่นเคอ รายได้ครึ่งปีแรก 2561 อยู่ที่ 3.021 แสนล้านหยวน หรือ 1.51 ล้านล้านบาท, อันดับ 4 กลุ่มเป่าลี่ รายได้ครึ่งปีแรก 2561 อยู่ที่ 2.081 แสนล้านหยวน หรือ 1.04 ล้านล้านบาท และอันดับ 5 กลุ่มหรงช่วง รายได้ครึ่งปีแรก 2561 อยู่ที่ 1.961 แสนล้านหยวน หรือ 0.96 ล้านล้านบาท

เฉพาะเบอร์สอง “จงกว๋อเหิงต้า” มีแผนลงทุนพัฒนาปีละ 1,000 โครงการ เฉลี่ยตัดริบบิ้นเปิดตัวใหม่วันละ 3 โครงการ ย่อมไม่ใช่บริษัทเล็ก ๆ มีพนักงานรวม 1.7 แสนคน โมเดลธุรกิจคือทำก่อสร้างเองด้วย

ในส่วนของเบอร์หนึ่ง “ปี้กุ้ยหยวน” เข้าไปลงทุนแล้ว 60-70 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมทุกทวีปในโลกนี้ อาทิ สหภาพพม่า ตอนนี้ได้ที่ดินแล้วกำลังออกแบบรอขึ้นโครงการ, เวียดนามเข้าทำเลกรุงโฮจิมินห์ เมืองหลวงเศรษฐกิจ, อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย รวมทั้งประเทศอังกฤษ

ปัจจัยกระตุ้นมาจากรัฐบาลจีนมีนโยบาย นำคนชนบทเข้าเมืองปีละ 100 ล้านคน คำนวณการพักอาศัยยูนิตละ 2 คน นั่นหมายความว่าต้องมีที่อยู่อาศัยอย่างน้อย 50 ล้านยูนิตเกิดใหม่

ขณะเดียวกันก็ควบคุมการซื้อในประเทศ จำกัดสิทธิ์ซื้อไม่เกิน 2 ยูนิต ประกอบกับราคาอสังหาฯในจีนสูง 100% ต่อปี และสูงขึ้นทุกปี ทำให้คนจีนที่มีรายได้มากขึ้น หาทางระบายการลงทุนหันออกนอกประเทศ

“อสังหาฯจีนทำในระดับซิตี้ หรือเมือง พัฒนาโครงการละ 30 ตึก สูง 30 ชั้น ตึกละ 400 ยูนิต สามารถขายหมดได้อย่างรวดเร็ว เคยไปดูงาน โครงการขนาด 1,500 ยูนิต เขาซื้อขายกันบนออนไลน์ ขายหมดใน 5 นาที จากนั้นจะมีคนโทร.ไปแจ้งผลว่าเป็นลูกค้าที่ได้รับสิทธิ์ซื้อ ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจ ทำไมขายดี และคนแย่งกันซื้อขนาดนั้น”

ประเด็นผสมโรงมาจากภาพใหญ่ที่รัฐบาลจีนโปรโมตเส้นทางเศรษฐกิจผ่านนโยบาย One Belt One Road สร้างโครงข่ายเส้นทางคมนาคมเชื่อมโลกเข้าด้วยกัน โดยมีตลาดจีนเป็นแม่เหล็ก

ทุกวันนี้ ไม่ใช่แค่ประเทศไทยที่เวลคัมจีน ในยุโรปตามร้านค้าสถานที่ท่องเที่ยว มีภาพคนจีนเข้าคิวซื้อของ ในสวิตเซอร์แลนด์นาฬิกามีป้ายภาษาจีน สถานการณ์นี้บ่งบอกถึงความยิ่งใหญ่ของกำลังซื้อจีนในยุคนี้ได้เป็นอย่างดี

“ถ้ายังตั้งแง่ว่าไม่อยู่คอนโดฯเดียวกับจีน ไม่ทำงานบริษัทเดียวกับจีน ผมว่าอีกสิบปีคงหางานทำไม่ได้ คอนโดฯก็เช่นกัน” คำฝากข้อคิดของ”สุรเชษฐ กองชีพ” ผู้บริหารไรส์แลนด์ (ประเทศไทย)

แท็กที่เกี่ยวข้อง

นักลงทุนจีน อสังหา