‘วีระพงษ์ ประภา’ กับโจทย์หิน ปิดดีล FTA ไทย-อียู แบบมีคุณภาพ
สัมภาษณ์พิเศษ
ท่ามกลางสงครามการค้าและความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรง ผู้แทนการค้าไทย (TTR) คือ หนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยสนับสนุน ลดอุปสรรคทางการค้าในเวทีโลก ผ่านการประสานความร่วมมือข้อตกลงทางการค้าต่าง ๆ โดยเฉพาะความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement)
“ประชาชาติธุรกิจ” ได้สัมภาษณ์พิเศษ นายวีระพงษ์ ประภา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เพื่อทำหน้าที่ผู้แทนการค้าไทย ซึ่งดูแลสหภาพยุโรป (อียู) อังกฤษ ถึงการเดินหน้าผลักดันการเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป (EU) ซึ่งจนถึงขณะนี้สามารถปิดได้แล้ว 11 บท จากทั้งหมด 24 บท ยังเหลือ 13 บท ที่ล้วนแต่เป็นโจทย์หิน ทั้งเรื่องเกษตร พลังงาน กฎระเบียบสีเขียว การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เรื่องดิจิทัล และอุตสาหกรรมยานยนต์
ต้องปิดให้เร็วและมีคุณภาพ
ความคืบหน้าการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรี ไทย-สหภาพยุโรป หรือ FTA ไทย-อียู หลังการเจรจาครอบคลุมทั้งหมด 24 บท โดยไทยสามารถปิดการเจรจาได้แล้ว 11 บท เหลืออีก 13 บท ซึ่งในจำนวนนี้มีประมาณ 5-6 บทที่ถือเป็นประเด็นยากและมีความท้าทายสูงที่ทุกฝ่ายที่ต้องร่วมมือกัน และการเจรจาระยะต่อไปต้องทำให้เกิด “Significant Progress” หรือความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม หลังจากช่วง 6-7 เดือนที่ผ่านมา กระบวนการเจรจาขาดความต่อเนื่องจากสถานการณ์การเมืองภายในประเทศ
“เราต้องการปิดให้เร็วที่สุด แต่คุณภาพต้องได้ด้วย Keyword คือ ผลประโยชน์ของประเทศ ถ้าปิดเร็วแล้วประเทศไทยเสียผลประโยชน์ ผมนอนอยู่บ้านดีกว่า”
แบ่ง 6 คลัสเตอร์เร่งหาข้อสรุป
ทางฝ่ายนโยบายไทยได้จัดกลุ่มประเด็นเจรจาจาก 24 บท ออกเป็น 6 คลัสเตอร์ เพื่อให้การตัดสินใจเชิงนโยบายและการเมืองชัดเจนขึ้น รวมทั้งใช้สื่อสารกับสาธารณะให้เข้าใจง่ายขึ้น ได้แก่ 1.กลุ่มกฎกติกาและมาตรฐาน ครอบคลุมความยั่งยืน ทรัพย์สินทางปัญญา ลิขสิทธิ์ และกฎระเบียบต่าง ๆ 2.กลุ่มสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป ทั้งการเปิดตลาด มาตรฐานสินค้า และผลกระทบต่อเกษตรกร 3.กลุ่มพลังงาน รวมถึงการปฏิรูประบบไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน และเทคโนโลยีพลังงานสะอาด 4.กลุ่มจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ หรือ Government Procurement ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ FTA ของไทยมีประเด็นนี้อย่างจริงจัง 5.กลุ่มการค้าดิจิทัล ครอบคลุมบริการดิจิทัล ภาษี และข้อมูล 6.กลุ่มยานยนต์และสินค้าอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่ไทยมีความสัมพันธ์ทางการค้ากับอียูอยู่มาก
ทั้งนี้ ในแต่ละคลัสเตอร์ ไทยต้องตอบคำถามสำคัญ 4 เรื่อง คือ ประเด็นเจรจาคืออะไร อียูต้องการอะไร ไทยให้ได้แค่ไหน และจุดร่วม หรือ Landing Zone ของไทยอยู่ตรงไหน
“ตอนนี้หลายอย่างมีข้อเสนอที่เป็นข้อสรุปมาแล้ว แต่ยังไม่สะเด็ดน้ำถึงขั้นเคาะได้ทันที เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และเกี่ยวข้องกับการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง”
ชมไทยมีศักยภาพขึ้นฮับ SAF
สำหรับการเจรจารอบที่ 9 จะมีขึ้นในเดือนมิถุนายน การเจรจาจะมี 2 ระดับ คือ ระดับเทคนิค ซึ่งเป็นหน้าที่ของทีมข้าราชการและคณะเจรจาโดยตรง และระดับนโยบาย ซึ่งฝ่ายการเมืองต้องเข้ามากำหนดท่าทีที่ชัดเจนก่อนส่งทีมเจรจาไปต่อรอง
“เพราะฉะนั้นก่อนถึงโต๊ะเจรจา เราต้องคุยกันภายในประเทศก่อน คุยข้ามกระทรวงให้จบ อะไรที่ยังไม่จบ ต้องยกระดับขึ้นไปสู่การตัดสินใจเชิงนโยบาย”
หนึ่งในประเด็นสำคัญ คือ เรื่องพลังงาน ซึ่งอียูให้ความสำคัญกับการเพิ่มบทบาทกลไกตลาดในระบบพลังงานไทย การแข่งขันเท่าเทียมและความโปร่งใส โดยเฉพาะโครงสร้างระบบไฟฟ้าของไทยที่ปัจจุบันยังเป็นระบบผู้ซื้อรายเดียว หรือ Enhanced Single Buyer ขณะที่หลายประเทศ ผู้ผลิตสามารถส่งไฟฟ้าโดยตรงถึงผู้บริโภคได้ ซึ่งเป็นโมเดลที่อียูต้องการเห็นการเปิดกว้างมากขึ้น ขณะเดียวกัน ไทยเองก็มีนโยบายเร่งปฏิรูประบบไฟฟ้าและเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค
นอกจากนี้ อียูยังสนใจนำเทคโนโลยีพลังงานสะอาดเข้ามาต่อยอดกับห่วงโซ่อุปทานของไทย ทั้งพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานหมุนเวียน รวมถึงเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน หรือ SAF ซึ่งไทยมีศักยภาพจากวัตถุดิบทางการเกษตร เช่น น้ำมันใช้แล้ว กากอ้อย และกากข้าวโพด ซึ่งจะช่วยเรื่องของ PM 2.5 ได้ด้วย อย่างแอร์บัสเคยเข้ามาหารือกับไทย โดยมองว่าไทยสามารถเป็น Regional Production Hub ด้าน SAF ได้ เพราะมีวัตถุดิบ แต่ยังต้องการเทคโนโลยี การลงทุน และการพัฒนาต่อยอดในการผลิตและส่งออกได้ด้วย ซึ่งก็เป็นโอกาสในความร่วมมือเชิงนวัตกรรม
เกษตรเป็นทั้ง “จุดเสี่ยงและโอกาส”
ในกลุ่มสินค้าเกษตร ยอมรับว่าเป็นทั้งความท้าทายและโอกาส เนื่องจากภาคเกษตรมีสัดส่วนต่อ GDP ราว 8-9% และหากรวมสินค้าเกษตรแปรรูปอาจสูงเกือบ 20% ซึ่งก็เชื่อว่าจะสูงขึ้นได้อีก ยังมีโอกาสเพิ่มผลิตภาพและมูลค่าได้อีกมาก
“ถ้าเราเจรจาโดยเอาผลประโยชน์ของเกษตรกรเป็นที่ตั้ง มันคือ การเปิดตลาดสินค้าเกษตรไทยไปสู่อียู ตลาด 400 กว่าล้านคนใน 27 ประเทศ ซึ่งเป็นผู้บริโภคที่มีรายได้สูง”
หากไทยทำ FTA กับอียูสำเร็จ จะเป็นสัญญาณสำคัญต่อการเจรจากับตลาดอื่น เช่น สหราชอาณาจักร แคนาดา และตะวันออกกลาง เพราะ FTA ไทย-อียู ไม่ใช่เพียงการเปิดตลาด แต่เป็นการส่งสัญญาณว่าไทยกลับมามีพื้นที่ในเวทีการค้าโลกอีกครั้ง คิดว่าเป็นสิ่งที่รัฐบาลเร่งชี้แจงและแสดงให้เห็นวิสัยทัศน์ในจุดนี้
กฎสีเขียวไม่ใช่แค่ต้นทุน
สำหรับกฎสีเขียวของอียู เช่น CBAM, EUDR, กฎประมงผิดกฎหมาย หรือ IUU และกฎบรรจุภัณฑ์ ไทยต้องเจรจาให้อียูยอมรับระบบมาตรฐานและการตรวจสอบย้อนกลับของไทย ไม่ใช่ให้อียูเป็นผู้กำหนดมาตรฐานฝ่ายเดียวทั้งหมด ซึ่งต้องยอมรับว่าหลายประเทศ รวมถึงไทยเอง มีการพัฒนามาตรฐานต่าง ๆ อยู่ จึงเป็นสิ่งที่ไทยก็ต้องแสดงให้เห็นในเรื่องนี้ โดยเฉพาะ CBAM และระบบคาร์บอนเครดิต ไทยต้องการให้อียูช่วยยกระดับหน่วยงานกำกับดูแลภายในประเทศ เช่น องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก หรือ TGO ให้สามารถทำหน้าที่ Regulator และพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ รวมถึงตลาดคาร์บอนในประเทศได้
ส่วน EUDR หรือกฎสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า หากไทยใช้โอกาสนี้ยกระดับระบบตรวจสอบย้อนกลับ จะช่วยให้สินค้าไทย เช่น ยางพารา มีศักยภาพส่งออกไปอียูได้สะดวกขึ้น เพราะไทยได้รับการจัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงต่ำกว่ามาเลเซียและอินโดนีเซีย
“ถ้ามองเป็นอุปสรรคทางการค้า ก็มองได้ แต่ถ้ามองเป็นโอกาสก็ได้เหมือนกัน จากน้ำยางดิบหรือยางพาราแผ่น เราอาจต่อยอดเป็นล้อรถ EV หรือยางเครื่องบิน เป็น High-Value Chain ได้”
ต้องเยียวยา-ให้เวลา SMEs ปรับตัว
ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ยังมีความกังวลต่อมาตรฐานอียู เพราะต้นทุนการปรับตัวสูง จึงต้องมีช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน หรือ Transition Period
“สิ่งที่ผมพยายามสื่อสารกับอียู คือ มันไม่ใช่ Overnight ไม่ใช่วันนี้ออกกฎแล้ว พรุ่งนี้ SMEs ไทยต้องทำได้ทั้งหมด เราต้องมีแผนปรับตัว”
ไม่อยากใช้คำว่า “เยียวยา” แต่ควรใช้คำว่า “Transition” หรือการปรับตัว โดยภาคเอกชนพร้อมปรับตัว หากรัฐบาลมีนโยบายชัดเจน มีการสื่อสารให้เห็นประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องมีเครื่องมืออย่างกองทุน FTA Fund ที่สามารถใช้เป็น Financial Support ให้เกษตรกรและ SMEs แต่ที่ผ่านมาอาจยังมีข้อจำกัดในการใช้ จึงต้องปรับให้ตอบโจทย์มากขึ้น
ลุยต่อ FTA ไทย-UK
นอกจากอียู ไทยยังมองโอกาสการค้าเสรีกับสหราชอาณาจักร ซึ่งสนใจทำ Sectoral FTA หรือ Digital FTA กับไทย เพื่อปูทางสู่ FTA ฉบับใหญ่ในอนาคต เพราะการค้าระหว่าง 2 ประเทศก็มีการเติบโตและน่าสนใจ โดยปัจจุบันไทยกับอังกฤษมี Enhanced Trade Partnership และคณะทำงาน Joint Economic and Trade Committee หรือ JETCO ซึ่งฝ่ายไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งถัดไปช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน โดยกระทรวงพาณิชย์เป็นเจ้าภาพหลัก
FTA ไทย-UK อาจเจรจาง่ายกว่าอียู เพราะยูเคมีโครงสร้างการตัดสินใจเป็นเอกภาพมากกว่า และมีความสัมพันธ์กับไทยทั้งด้านการเมือง ประวัติศาสตร์ การศึกษา เทคโนโลยี และบริการ แต่ยังต้องรอดูท่าทีทางการเมืองของฝั่งยูเค ซึ่งประเทศไทยก็พร้อมที่จะเดินหน้าเต็มที่ แต่ก็คงต้องรอจังหวะที่เหมาะสมที่พร้อมจะเริ่มเดินหน้าให้เห็นภาพมากขึ้น
โลกการค้าเปลี่ยน ไทยต้องมีที่ยืน
โลกการค้าและการลงทุนกำลังเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากสงครามการค้า ภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนขั้วอำนาจ โดยเฉพาะหลังปี 2027 ระบบการค้าโลกอาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป การค้า การลงทุน ความมั่นคง และสภาพภูมิอากาศจะแยกออกจากกันไม่ได้
“ประเทศอย่างไทย สิงคโปร์ เวียดนาม จะเนื้อหอมมากขึ้น เพราะมหาอำนาจต้องการพันธมิตรใหม่ แต่ความเนื้อหอมต้องมียุทธศาสตร์ ต้องเล่นเป็น ต้องทำให้เกิดการค้า การลงทุน และเทคโนโลยีจริง”
FTA ไทย-อียู อาจเป็นการเจรจาที่ยากที่สุดครั้งหนึ่งของไทย เพราะมีหมวดใหม่ ซับซ้อน และเกี่ยวข้องกับการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง แต่หากไทยไม่เริ่มคุยเรื่องยาก ก็จะไม่สามารถสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่หรือหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลางได้
“FTA ไม่ใช่แค่การเปิดตลาด แต่มันคือ จุดเริ่มต้นของบทสนทนายาก ๆ ที่ประเทศไทยต้องทำ”