เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สำนักพิมพ์มติชน ชวนรำลึก 6 ตุลา ผ่าน 3 เวทีเสวนา
Biz Movement สำนักพิมพ์มติชน ชวนรำลึก 6 ตุลา ผ่าน 3 เวทีเสวนา
เจาะลึกกลยุทธ์ ‘Limited Drop’ ทำไมยิ่งสินค้ามีน้อย คนยิ่งรีบซื้อจน Sold Out ?
Business เจาะลึกกลยุทธ์ ‘Limited Drop’ ทำไมยิ่งสินค้ามีน้อย คนยิ่งรีบซื้อจน Sold Out ?
ปิดดีลแล้ว ที่ดินสถานทูตเนเธอร์แลนด์ 20 ไร่กลางกรุง สะพัด “อสังหาตระกูลดัง” ทุ่มซื้อ
Real Estate ปิดดีลแล้ว ที่ดินสถานทูตเนเธอร์แลนด์ 20 ไร่กลางกรุง สะพัด “อสังหาตระกูลดัง” ทุ่มซื้อ
เนเน่ฟัง “เนเน่นายแน่มาก” แล้วน้ำตาไหล เผยพรีเซนเตอร์ 10 ตัวไม่เกินจริง
Biz Movement เนเน่ฟัง “เนเน่นายแน่มาก” แล้วน้ำตาไหล เผยพรีเซนเตอร์ 10 ตัวไม่เกินจริง
ทรงห่วงใย ถุงยังชีพพระราชทานถึงมือผู้ประสบอุทกภัยอีก 200 ชุด
News ทรงห่วงใย ถุงยังชีพพระราชทานถึงมือผู้ประสบอุทกภัยอีก 200 ชุด
หนทางไกล ‘ประเทศรายได้สูง’ แผน 14 สร้าง ‘บุญใหม่’ เศรษฐกิจไทย
Economic หนทางไกล ‘ประเทศรายได้สูง’ แผน 14 สร้าง ‘บุญใหม่’ เศรษฐกิจไทย
ไทย-ญี่ปุ่น จับมือหา New Engine of Growth นอกรอบ STS forum
การศึกษา ไทย-ญี่ปุ่น จับมือหา New Engine of Growth นอกรอบ STS forum
เลิกดับไฟรายวัน หันมาแก้ปัญหาที่ต้นตอ
SD Talk เลิกดับไฟรายวัน หันมาแก้ปัญหาที่ต้นตอ
‘ไทยเบฟ’ โชว์ศิลปะเยาวชนสู่สายตานานาชาติ-ประชุม IMF
Biz Movement ‘ไทยเบฟ’ โชว์ศิลปะเยาวชนสู่สายตานานาชาติ-ประชุม IMF
14 องค์กรธุรกิจ ร่วมใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
SD 14 องค์กรธุรกิจ ร่วมใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
ดูทั้งหมด

กรมทรัพย์สินฯ ชี้เทรนด์สิทธิบัตรยานยนต์อัจฉริยะ โอกาสไทยขึ้นฮับอาเซียน

19 มิ.ย. 2569 | 13:20น.

กรมทรัพย์สินทางปัญญาเปิดบทวิเคราะห์สิทธิบัตร “ยานยนต์และโลจิสติกส์อัจฉริยะ” พบทั่วโลกยื่นจดกว่า 5 ล้านกลุ่มสิทธิบัตรในรอบ 20 ปี จีนครองอันดับ 1 กว่า 1 ล้านฉบับ ตามด้วยสหรัฐกว่า 8.7 แสนฉบับ ขณะที่ไทยช่วง 5 ปีมีคำขอสิทธิบัตร-อนุสิทธิบัตรกว่า 4,000 คำขอ สะท้อนบทบาท “ผู้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี” พร้อมโอกาสพัฒนาเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีคมนาคมและโลจิสติกส์อัจฉริยะของอาเซียน

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยบทวิเคราะห์แนวโน้มเทคโนโลยีสิทธิบัตร “เทคโนโลยียานยนต์และโลจิสติกส์อัจฉริยะ” หรือ Vehicle Innovation & Smart Logistics ซึ่งกำลังเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์แบบดั้งเดิม ไปสู่ระบบการเดินทางที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ปัญญาประดิษฐ์ และระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะ

แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนผ่านการยื่นจดสิทธิบัตรทั่วโลกกว่า 5 ล้านกลุ่มสิทธิบัตรในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา โดยนวัตกรรมกลุ่มนี้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างระบบนิเวศ หรือ Ecosystem การขนส่งที่ยั่งยืน ปลอดภัย และเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจสีเขียวมากขึ้น

ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ข้อมูลสิทธิบัตรทั่วโลกตั้งแต่ปี 2550 ถึงปัจจุบัน พบว่าเทคโนโลยียานยนต์และโลจิสติกส์อัจฉริยะเติบโตต่อเนื่อง โดยมีจุดพีกในช่วงปี 2561-2564 จากแรงหนุนของนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก

อุตสาหกรรมนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้ผลิตรถยนต์อีกต่อไป แต่เกิดการหลอมรวมทางเทคโนโลยี หรือ Technology Convergence และนวัตกรรมเชิงระบบ ที่เชื่อมโยงอุตสาหกรรมยานยนต์ พลังงานสะอาด และดิจิทัลเข้าด้วยกัน เพื่อมุ่งสู่ความยั่งยืน

เมื่อพิจารณาเชิงภูมิศาสตร์ ประเทศจีนครองอันดับ 1 ด้านนวัตกรรมในกลุ่มนี้ ด้วยจำนวนสิทธิบัตรมากกว่า 1 ล้านฉบับ โดยมีบทบาทโดดเด่นในเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่

ส่วนสหรัฐอเมริกาอยู่ในอันดับ 2 มีสิทธิบัตรกว่า 870,000 ฉบับ และมีความได้เปรียบในกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติและปัญญาประดิษฐ์ ขณะที่ญี่ปุ่น เยอรมนี และเกาหลีใต้ยังมีบทบาทสำคัญในด้านวิศวกรรมยานยนต์ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ และแบตเตอรี่

ในมิติของบริษัทผู้นำนวัตกรรมระดับโลก พบว่า Toyota Jidosha KK จากญี่ปุ่นครองอันดับ 1 ด้วยจำนวนสิทธิบัตรกว่า 22,000 ฉบับ ตามด้วย Qualcomm จากสหรัฐ และ Bosch จากเยอรมนี

เทคโนโลยียานยนต์และโลจิสติกส์อัจฉริยะสามารถแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มโลจิสติกส์อัจฉริยะ หรือ Smart Logistics & IT ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มี 82,830 กลุ่มสิทธิบัตร คิดเป็นประมาณ 45.4% ของสิทธิบัตรทั้งหมดในด้านนี้

กลุ่มดังกล่าวทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของระบบการค้าโลก แม้ปัจจุบันอยู่ในระยะอิ่มตัวและเติบโตช้า แต่ยังมีเทคโนโลยีเกิดใหม่ เช่น หุ่นยนต์และโดรนขนส่งอัตโนมัติ ระบบดิจิทัลทวินสำหรับห่วงโซ่อุปทาน ท่าเรืออัจฉริยะที่ใช้ AI และเครนอัตโนมัติ รวมถึงระบบติดตามห่วงโซ่ความเย็นด้วยบล็อกเชน โดยผู้เล่นหลัก ได้แก่ Siemens AG, IBM และ Microsoft Corporation

กลุ่มที่สอง คือ ยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ หรือ Electric Vehicle & Battery มีจำนวน 58,243 กลุ่มสิทธิบัตร คิดเป็นประมาณ 31.9% ของสิทธิบัตรทั้งหมด เน้นการพัฒนาแบตเตอรี่โซลิดสเตต ระบบชาร์จเร็ว ระบบจ่ายพลังงานจากยานยนต์กลับสู่โครงข่ายไฟฟ้า และระบบชาร์จไร้สายแบบเหนี่ยวนำที่ฝังในพื้นถนน

จีนเป็นผู้นำชัดเจนในกลุ่มนี้ สะท้อนจากนโยบาย New Energy Vehicle ที่ส่งเสริมการลงทุนและวิจัยเทคโนโลยีแบตเตอรี่อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2558 โดยผู้เล่นหลัก ได้แก่ LG Energy Solution, BYD Company และ Murata Manufacturing

กลุ่มที่สาม คือ ระบบบริหารยานพาหนะและการวางแผนเส้นทาง หรือ Fleet Management & Route Optimization มีจำนวน 25,842 กลุ่มสิทธิบัตร คิดเป็นประมาณ 14.2% ของสิทธิบัตรทั้งหมด โดยมีอัตราการเติบโตของสิทธิบัตรสม่ำเสมอราว 12.6% ต่อปี จากการใช้ AI และข้อมูล หรือ Data-driven ในการวางแผนเส้นทางและบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์

ผู้เล่นหลักในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมประกันภัย เช่น State Farm และ Allstate สะท้อนมูลค่าของการใช้ข้อมูลในการบริหารความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน

กลุ่มที่สี่ คือ ยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ หรือ Smart Vehicle & Autonomous แม้มีขนาดเล็กที่สุดที่ 15,535 กลุ่มสิทธิบัตร คิดเป็นประมาณ 8.5% ของสิทธิบัตรทั้งหมด แต่มีอัตราการเติบโตเร็วที่สุดแบบก้าวกระโดดถึง 38.2% ต่อปี

แนวโน้มเทคโนโลยีสำคัญในกลุ่มนี้ ได้แก่ การขับขี่อัตโนมัติภายใต้พื้นที่และเงื่อนไขการใช้งานที่กำหนด ระบบสื่อสารระหว่างยานพาหนะกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัวผ่านเครือข่าย 5G การหลอมรวมข้อมูลจากเซ็นเซอร์ด้วย AI และ Edge AI สำหรับการวางแผนเส้นทางแบบเรียลไทม์ โดยสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ขับเคลื่อนสำคัญ ครองสัดส่วน 38.8% ของสิทธิบัตรกลุ่มนี้ รองลงมาคือจีน และมีผู้เล่นหลักอย่าง LG Electronics, Qualcomm, Ford Global Tech, Waymo ในเครือ Alphabet และ Intel

นางอรมนกล่าวว่า ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่าการแข่งขันในอุตสาหกรรมนี้ขยายไปสู่การแข่งขันเชิงระบบระหว่างบริษัทเทคโนโลยี แพลตฟอร์ม และผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน โดยมีการหลอมรวมเทคโนโลยีเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก

ขณะเดียวกัน โครงสร้างภูมิรัฐศาสตร์ของนวัตกรรมสะท้อนการแบ่งขั้วชัดเจนระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา รวมถึงภูมิภาคต่าง ๆ ที่มีบทบาทแตกต่างกันในระบบนวัตกรรม ทำให้องค์กรต้องปรับตัวจากการเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีเฉพาะด้าน ไปสู่การเป็นผู้สร้างระบบและ Ecosystem ที่เชื่อมโยงเทคโนโลยีหลายชั้นเข้าด้วยกัน

สำหรับประเทศไทย กรมทรัพย์สินทางปัญญาประเมินว่าไทยมีบทบาทสำคัญในฐานะ “ผู้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี” หรือ Technology Integrator ที่โดดเด่นในการต่อยอดนวัตกรรมให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมท้องถิ่น โดยเฉพาะในกลุ่มโลจิสติกส์อัจฉริยะและการอนุรักษ์พลังงาน

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา หรือปี 2564-2569 มีการยื่นคำขอรับสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรเทคโนโลยียานยนต์และโลจิสติกส์อัจฉริยะในประเทศไทยรวมกว่า 4,000 คำขอ

กลุ่มเทคโนโลยีโลจิสติกส์อัจฉริยะมีคำขอสูงสุด 2,499 คำขอ แบ่งเป็นสิทธิบัตร 2,305 คำขอ โดยผู้ยื่นไทยมีสัดส่วน 3.47% และต่างชาติ 96.53% ส่วนอนุสิทธิบัตรมี 194 คำขอ โดยผู้ยื่นไทยมีสัดส่วน 88.66% และต่างชาติ 11.34%

ผู้ยื่นคำขอในกลุ่มโลจิสติกส์อัจฉริยะ 3 อันดับแรก ได้แก่ Qualcomm จากสหรัฐอเมริกา 640 คำขอ, Vivo Mobile จากจีน 216 คำขอ และ Nokia จากฟินแลนด์ 162 คำขอ

รองลงมาคือกลุ่มเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ มี 1,754 คำขอ แบ่งเป็นสิทธิบัตร 1,505 คำขอ โดยผู้ยื่นไทยมีสัดส่วน 7.04% และต่างชาติ 92.96% ส่วนอนุสิทธิบัตรมี 249 คำขอ โดยผู้ยื่นไทยมีสัดส่วน 65.06% และต่างชาติ 34.94%

ผู้ยื่นคำขอในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ 3 อันดับแรก ได้แก่ Toyota จากญี่ปุ่น 124 คำขอ, Contemporary Amperex จากฮ่องกง และ Limited จากจีน 91 คำขอเท่ากัน และ Isuzu Motors จากญี่ปุ่น 82 คำขอ

สถิติดังกล่าวสะท้อนว่าผู้ยื่นคำขอชาวไทยมีบทบาทในลักษณะผู้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี โดยมีจุดแข็งในการนำเทคโนโลยีที่มีอยู่มาต่อยอดให้เหมาะสมกับการใช้งานจริงในประเทศ ผ่านการยื่นขออนุสิทธิบัตรในสาขาต่าง ๆ เช่น การดัดแปลงยานยนต์ไฟฟ้า และการพัฒนาระบบบริหารจัดการขนส่ง

ขณะเดียวกัน ข้อมูลยังชี้ว่าประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นฐานสำคัญของการลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยีด้านการขนส่งและพลังงานสะอาดในภูมิภาค แม้เทคโนโลยีหลักส่วนใหญ่ยังเป็นของบริษัทต่างชาติ แต่การเพิ่มขึ้นของคำขออนุสิทธิบัตรจากผู้ยื่นไทยถือเป็นสัญญาณเชิงบวกของการเรียนรู้ การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการนำเทคโนโลยีระดับโลกมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

สำหรับโอกาสของไทยยังมีศักยภาพในการพัฒนาบทบาทสู่การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีการคมนาคมและโลจิสติกส์อัจฉริยะของอาเซียน โดยเฉพาะการพัฒนาระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งภายในภูมิภาค การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารระหว่างยานพาหนะกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวในพื้นที่ยุทธศาสตร์ เช่น เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ และการส่งเสริมระบบนิเวศด้านยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ

นางอรมนกล่าวว่า หากไทยสามารถพัฒนาบุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน และระบบนิเวศนวัตกรรมให้สอดรับกับทิศทางเทคโนโลยีโลกได้อย่างต่อเนื่อง จะช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน และยกระดับบทบาทของประเทศในห่วงโซ่คุณค่าด้านการขนส่งและพลังงานสะอาดของภูมิภาคในระยะยาว

บทวิเคราะห์สิทธิบัตรครั้งนี้จึงไม่เพียงสะท้อนทิศทางการแข่งขันด้านเทคโนโลยียานยนต์และโลจิสติกส์อัจฉริยะของโลก แต่ยังเป็นสัญญาณให้ไทยเร่งวางยุทธศาสตร์การใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือยกระดับอุตสาหกรรม เพื่อสร้างโอกาสใหม่ในเศรษฐกิจสีเขียว ดิจิทัล และระบบขนส่งแห่งอนาคต