เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สำนักพิมพ์มติชน ชวนรำลึก 6 ตุลา ผ่าน 3 เวทีเสวนา
Biz Movement สำนักพิมพ์มติชน ชวนรำลึก 6 ตุลา ผ่าน 3 เวทีเสวนา
เจาะลึกกลยุทธ์ ‘Limited Drop’ ทำไมยิ่งสินค้ามีน้อย คนยิ่งรีบซื้อจน Sold Out ?
Business เจาะลึกกลยุทธ์ ‘Limited Drop’ ทำไมยิ่งสินค้ามีน้อย คนยิ่งรีบซื้อจน Sold Out ?
ปิดดีลแล้ว ที่ดินสถานทูตเนเธอร์แลนด์ 20 ไร่กลางกรุง สะพัด “อสังหาตระกูลดัง” ทุ่มซื้อ
Real Estate ปิดดีลแล้ว ที่ดินสถานทูตเนเธอร์แลนด์ 20 ไร่กลางกรุง สะพัด “อสังหาตระกูลดัง” ทุ่มซื้อ
เนเน่ฟัง “เนเน่นายแน่มาก” แล้วน้ำตาไหล เผยพรีเซนเตอร์ 10 ตัวไม่เกินจริง
Biz Movement เนเน่ฟัง “เนเน่นายแน่มาก” แล้วน้ำตาไหล เผยพรีเซนเตอร์ 10 ตัวไม่เกินจริง
ทรงห่วงใย ถุงยังชีพพระราชทานถึงมือผู้ประสบอุทกภัยอีก 200 ชุด
News ทรงห่วงใย ถุงยังชีพพระราชทานถึงมือผู้ประสบอุทกภัยอีก 200 ชุด
หนทางไกล ‘ประเทศรายได้สูง’ แผน 14 สร้าง ‘บุญใหม่’ เศรษฐกิจไทย
Economic หนทางไกล ‘ประเทศรายได้สูง’ แผน 14 สร้าง ‘บุญใหม่’ เศรษฐกิจไทย
ไทย-ญี่ปุ่น จับมือหา New Engine of Growth นอกรอบ STS forum
การศึกษา ไทย-ญี่ปุ่น จับมือหา New Engine of Growth นอกรอบ STS forum
เลิกดับไฟรายวัน หันมาแก้ปัญหาที่ต้นตอ
SD Talk เลิกดับไฟรายวัน หันมาแก้ปัญหาที่ต้นตอ
‘ไทยเบฟ’ โชว์ศิลปะเยาวชนสู่สายตานานาชาติ-ประชุม IMF
Biz Movement ‘ไทยเบฟ’ โชว์ศิลปะเยาวชนสู่สายตานานาชาติ-ประชุม IMF
14 องค์กรธุรกิจ ร่วมใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
SD 14 องค์กรธุรกิจ ร่วมใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
ดูทั้งหมด

ฉลุย “Lemon Law” วาระแรก เปลี่ยนภาระพิสูจน์-ดัดหลังสินค้าห่วย

25 มิ.ย. 2569 | 12:25น.

มติเอกฉันท์ ครม. ไฟเขียว พ.ร.บ. “Lemon Law” เปลี่ยนจากผู้บริโภค “ตาดีได้ ตาร้ายเสีย” สู่ผู้ขายต้องพิสูจน์สินค้าชำรุด-เสียหาย กรอบเวลาคุ้มครอง 6 เดือน ถึง 1 ปี ยกระดับอุตสาหกรรมไทยให้ได้มาตรฐานสู่สากล

ลาขาดมหากาพย์ “ทุบรถประชดศูนย์” หรือ “ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าแถมความช้ำใจ” เมื่อประเทศไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่มิติใหม่แห่งการคุ้มครองผู้บริโภคที่ทัดเทียมระดับสากล หลังสภาผู้แทนราษฎรมีมติรับหลักการวาระแรกอย่างเป็นเอกฉันท์ต่อร่าง พ.ร.บ. Lemon Law

เรียกได้ว่าพลิกกระดานกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เดิมที่เคยปล่อยให้ประชาชนแบกรับความเสี่ยงภายใต้หลัก “ตาดีได้ ตาร้ายเสีย” สู่การบังคับให้ “ผู้ผลิตและผู้ขาย” ต้องกางหลักฐานพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจหากสินค้าเกิดชำรุดบกพร่อง การปฏิรูปครั้งนี้ไม่เพียงแต่เยียวยากระเป๋าเงินประชาชน แต่กำลังจะสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ บีบภาคอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ไทยให้ต้องยกเครื่องระบบควบคุมคุณภาพ (QA) และระบบบริการหลังการขาย

ความคืบหน้าครั้งสำคัญของร่างกฎหมายที่ผู้บริโภครอคอยมานานหลายทศวรรษ หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ “ร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า พ.ศ. ….” (Lemon Law) ได้ก้าวผ่านโค้งสำคัญอย่างรวดเร็ว โดยหลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติไฟเขียวเห็นชอบหลักการไปเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569

ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา สภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติรับหลักการในวาระแรกเป็นที่เรียบร้อยด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นเป็นเอกฉันท์ สะท้อนให้เห็นว่าทุกภาคส่วนทางการเมืองเล็งเห็นถึงความเดือดร้อนของประชาชนที่ตกเป็นเบี้ยล่างของทุนใหญ่มาอย่างยาวนาน ปัจจุบันตัวร่างกฎหมายอยู่ในขั้นตอนการตรวจร่าง และพิจารณาอย่างละเอียดในชั้นกรรมาธิการต่อไป ก่อนจะเข้าสู่การพิจารณาวาระ 2 และ 3 เพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมายอย่างเป็นทางการ

เปลี่ยนภาระการพิสูจน์สู่มือผู้ประกอบการ

จุดเปลี่ยนที่นับเป็น ‘หมัดเด็ด’ ของกฎหมายฉบับนี้ คือ การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ทางกฎหมายเกี่ยวกับการพิสูจน์ความเสียหาย จากเดิมในอดีต หากผู้บริโภคซื้อรถยนต์ป้ายแดงหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าราคาแพงมาแล้วเกิดปัญหาใช้งานไม่ได้ ผู้บริโภคมีหน้าที่ต้องเป็นฝ่ายดิ้นรนหาหลักฐาน และจ้างวิศวกรหรือผู้เชี่ยวชาญมาพิสูจน์ต่อศาลเองว่า “สินค้านั้นชำรุดบกพร่องมาตั้งแต่โรงงาน” ซึ่งเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้สำหรับประชาชนธรรมดา ส่งผลให้ผู้บริโภคจำนวนมากถอดใจและยอมจำนนต่อความสูญเสีย

ทว่าภายใต้กฎหมาย Lemon Law ฉบับใหม่นี้ ภาระการพิสูจน์จะถูกโยนกลับไปที่ “ผู้ขาย” ทันที โดยกฎหมายกำหนดให้ตั้งข้อสันนิษฐานไว้ก่อนว่า “สินค้าเกิดความชำรุดบกพร่องมาตั้งแต่วันส่งมอบ” หากพบความเสียหายภายในกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด หน้าที่ของผู้ขาย คือ ต้องนำหลักฐานทางเทคนิคมาหักล้างและพิสูจน์ให้ได้ว่าความพังนั้นไม่ได้เกิดจากกระบวนการผลิตหรือความรับผิดชอบของตน หากพิสูจน์ไม่ได้ ผู้ขายต้องรับผิดชอบอย่างไร้เงื่อนไข

โดยผู้บริโภคสามารถเลือกใช้ สิทธิการเยียวยา 4 รูปแบบ ตามระดับความรุนแรงของปัญหา ได้แก่

  1. การซ่อมแซม ผู้ขายต้องดำเนินการซ่อมแซมให้กลับมาใช้งานได้ตามมาตรฐานโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
  2. การเปลี่ยนสินค้า ขอเปลี่ยนเป็นสินค้าชิ้นใหม่ในรุ่นเดิมหรือเทียบเท่าในกรณีที่ซ่อมแล้วไม่ดีขึ้น
  3. การลดราคา หากผู้บริโภคยินยอมรับความชำรุดนั้นไว้ สามารถเจรจาขอคืนเงินส่วนต่างหรือลดราคาสินค้าลง
  4. การเลิกสัญญา หรือการคืนเงิน ในกรณีร้ายแรงที่ไม่สามารถแก้ไขได้ ผู้ซื้อมีสิทธิยกเลิกสัญญาทั้งหมดและรับเงินคืนเต็มจำนวน

กรอบเวลาคุ้มครอง

พื่อให้กลไกของกฎหมายสอดคล้องกับเม็ดเงินและพฤติกรรมการใช้งานจริงในตลาด ร่างกฎหมายฉบับนี้จึงได้จำแนกประเภทสินค้าหลักๆ ออกเป็น 3 กลุ่ม โดยมุ่งเน้นไปที่กลุ่ม “รถยนต์” ซึ่งเป็นสินทรัพย์มูลค่าสูงและมักเกิดข้อพิพาทรุนแรงที่สุด ให้ได้รับเกราะคุ้มครองที่เข้มข้นที่สุด

สรุปเป็นรายละเอียดได้ดังนี้

1. กลุ่มสินค้าทั่วไป และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

  • เกราะคุ้มครองความชำรุด กฎหมายล็อกระยะเวลาสันนิษฐานว่าสินค้าชำรุดมาตั้งแต่ออกจากโรงงานไว้นาน 6 เดือน นับจากวันส่งมอบ พังในกรอบเวลานี้ ผู้ขายต้องเป็นฝ่ายหาหลักฐานมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจเอง
  • เส้นตายการซ่อม หากเกิดปัญหาและต้องส่งเคลม ผู้ขายต้องดำเนินการซ่อมแซมให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน
  • สิทธิพิเศษเปลี่ยนเครื่องใหม่ทันที ในกรณีที่พบการชำรุดรุนแรงตั้งแต่แกะกล่อง ผู้บริโภคสามารถก้าวข้ามขั้นตอนการซ่อมเพื่อขอเปลี่ยนสินค้าชิ้นใหม่ได้ทันที ภายใน 7 วัน สำหรับสินค้าทั่วไป และขยายเวลาให้เป็น ภายใน 14 วัน สำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

2. กลุ่มรถจักรยานยนต์

  • เกราะคุ้มครองความชำรุด ได้รับการสันนิษฐานความชำรุดบกพร่องมาตั้งแต่ต้นเป็นเวลา 6 เดือน นับจากวันที่รับมอบรถเช่นเดียวกัน
  • เส้นตายการซ่อม ค่ายมอเตอร์ไซค์หรือดีลเลอร์ ต้องเร่งซ่อมแซมให้เสร็จสิ้นภายใน 60 วัน นับจากวันที่ผู้ซื้อแจ้งสภาพปัญหา

3. กลุ่มรถยนต์ (มาตรการคุ้มครองขั้นสูงสุด)

  • เกราะคุ้มครองความชำรุด ลากยาวคุ้มครองให้อุ่นใจถึง 1 ปีเต็ม นับจากวันส่งมอบรถ หากพบปัญหาระบบขับเคลื่อนหรือชิ้นส่วนใด ๆ ในช่วงนี้ ภาระการพิสูจน์จะตกเป็นของค่ายรถยนต์ทันที
  • เส้นตายการซ่อม เนื่องจากเป็นยานพาหนะที่มีความซับซ้อน กฎหมายจึงเปิดช่องให้ระยะเวลาซ่อมแซมเขยิบขึ้นมาเป็น ภายใน 90 วัน นับจากวันที่นำรถเข้าแจ้งซ่อม

กลไกการเยียวยาเพิ่มเติม

หากผู้ขายไม่สามารถดำเนินการซ่อมแซมให้แล้วเสร็จภายในกรอบเวลา 60 หรือ 90 วัน ที่กำหนดไว้ข้างต้น ผู้บริโภคสามารถใช้สิทธิยกระดับการเรียกร้องได้ทันที ดังนี้

  • การขอลดราคาสินค้า
  • การบอกเลิกสัญญาเพื่อขอรับเงินคืน
  • การเรียกค่าเสียหายเพิ่มเติม (ตามที่กฎหมายกำหนด)

หมายเหตุ: สิทธิการขอเปลี่ยนสินค้าใหม่ทันทีสำหรับสินค้าทั่วไปและเครื่องใช้ไฟฟ้า สามารถทำได้หากพบข้อบกพร่องร้ายแรงในช่วงแรกโดยไม่ต้องรอคิวส่งซ่อมตามปกติ

มาตรการสกัดจุด “สินค้าห่วย”

นอกเหนือจากกรอบเวลาการซ่อมแซมข้างต้น ร่างกฎหมายยังตัดวงจรความล่าช้าในกรณีที่สินค้าพบ “ข้อบกพร่อง” ตั้งแต่เริ่มแรก เช่น เปิดเครื่องไม่ติด ระบบรวนจนไม่สามารถใช้งานตามฟังก์ชันปกติได้ โดยเปิดช่องให้ผู้ซื้อสามารถใช้สิทธิขอเปลี่ยนสินค้าชิ้นใหม่ได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการซ่อมซ้ำซาก

  • สินค้าทั่วไป สามารถใช้สิทธินี้ได้ภายใน 7 วัน นับจากวันที่ได้รับสินค้า
  • เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ขยายเวลาเป็นภายใน 14 วัน นับจากวันที่ได้รับสินค้า
  • รถยนต์ หากตรวจสอบพบข้อบกพร่องที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยอย่างร้ายแรงและไม่สามารถแก้ไขเยียวยาได้ ผู้ขายมีหน้าที่ต้องรับเปลี่ยนรถคันใหม่ที่เป็นชนิดและรุ่นเดียวกันให้แก่ผู้บริโภคทันที ถือเป็นการปิดประตูปัดความรับผิดชอบของดีลเลอร์หรือค่ายรถยนต์อย่างสิ้นเชิง

ใครได้ประโยชน์ ใครต้องระวัง?

ขอบเขตของ Lemon Law สัญชาติไทยฉบับนี้ ได้รับการออกแบบให้ครอบคลุมธุรกรรมโมเดิร์นบิสซิเนสอย่างรอบด้าน

กลุ่มที่อยู่ภายใต้กฎหมาย

ครอบคลุมการซื้อขายระหว่างผู้ประกอบธุรกิจกับผู้บริโภค (B2C) รวมถึงการซื้อขายระหว่างภาคธุรกิจด้วยกันเอง (B2B) ซึ่งจะช่วยปกป้อง SME รายย่อยที่ซื้อวัตถุดิบหรือเครื่องจักรมาใช้งาน ยิ่งไปกว่านั้นยังครอบคลุมไปถึง “สัญญาเช่าซื้อ” และ “สัญญาที่มีผู้ให้สินเชื่อ” (ไฟแนนซ์) ซึ่งเป็นช่องโหว่เดิมในอดีตที่มักจะปฏิเสธความรับผิดชอบโดยอ้างว่าตนเป็นเพียงผู้ปล่อยกู้ ไม่ใช่ผู้ขายสินค้า รวมถึงสัญญาแลกเปลี่ยนสินค้าด้วย

กลุ่มที่ไม่เข้าข่าย

กฎหมายระบุชัดเจนว่าไม่บังคับใช้กับ สินค้าใช้แล้ว (มือสอง) เนื่องจากสภาพสินค้าผ่านการเสื่อมสภาพตามการใช้งานจริง สัตว์มีชีวิต ซึ่งมีความแปรปรวนทางชีวภาพ และ การซื้อขายระหว่างบุคคลทั่วไป (C2C) เช่น นาย ก. ขายรถบ้านส่วนตัวให้ นาย ข. เนื่องจากไม่ใช่การค้าในเชิงพาณิชย์ที่มีความเหลื่อมล้ำทางข้อมูลและอำนาจต่อรอง

จุดเปลี่ยนอุตสาหกรรมไทย

การผ่านร่าง Lemon Law ของไทยครั้งนี้ คือกระบอกเสียงสะท้อนว่า หมดยุคที่ผู้บริโภคจะต้องตกเป็นผู้รับกรรมความเสี่ยงเพียงฝ่ายเดียว ในมุมมองเชิงเศรษฐกิจ มาตรการนี้จะกลายเป็นกลไกคัดกรองตลาด แบรนด์สินค้า หรือค่ายรถยนต์รายใดที่เน้นทำตลาดอัดโปรโมชั่นลดราคาแต่ไร้มาตรฐานการตรวจสอบคุณภาพ และมีศูนย์บริการหลังการขายที่คอยแต่จะปัดความรับผิดชอบ จะถูกกลไกทางกฎหมายนี้กวาดตกเวทีไปในที่สุด

ในระยะยาว กฎหมายฉบับนี้จะไม่ใช่ตัวทำลายภาคธุรกิจ แต่จะเป็นตัวที่กระตุ้นให้เกิดการแข่งขันด้านคุณภาพ บีบให้ค่ายรถยนต์และบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าต้องหันมาลงทุนในระบบสืบกลับโรงงาน และยกระดับมาตรการควบคุมคุณภาพให้เข้มงวดขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยในการยกระดับสู่ศูนย์กลางการผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าที่มีมาตรฐานสูงในภูมิภาคอย่างแท้จริง

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Lemon Law การเมือง อุตสาหกรรม