มอก.24 เดือด! ถกปมล็อกกรรมวิธีผลิตก่อนส่ง กมอ.เคาะพรุ่งนี้ ชี้ต้องเยียวยากลุ่ม IF
สมอ.เร่งสรุปร่างมาตรฐานเหล็กข้ออ้อย หลังเสียงแตก “ล็อกหรือไม่ล็อก” กรรมวิธีผลิต โดยเฉพาะเตา IF ขณะที่ภาคเอกชนห่วงผลกระทบการลงทุน ด้าน “อรรถวิชช์” ย้ำมาตรฐานต้องชัด เยียวยาได้แต่ไม่ควรใช้เป็นเหตุผลเลื่อนบังคับใช้
นายเอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กล่าวในเวทีรับฟังความคิดเห็น โครงการสัมมนาเชิงปฎิบัติการณเพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต ว่า การทบทวนมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ มอก.24 เหล็กเส้นเสริมคอนกรีต เหล็กข้ออ้อย เดินทางมาถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ โดยวันนี้ (17 ส.ค. 2569) เป็นอีกวันที่หลายฝ่ายเตรียมถกเถียงและสรุปข้อเสนอ ก่อนที่วันพรุ่งนี้ (18 ส.ค. 2569) สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) จะนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของ คณะกรรมการมาตรฐานอุตสาหกรรม (กมอ.) เพื่อพิจารณาวินิจฉัยประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะข้อถกเถียงเรื่องกรรมวิธีการผลิต
ซึ่งการทบทวนครั้งนี้ตั้งประเด็นไว้สำคัญคือเรื่อง มาตรฐานใหม่ควรเปิดกว้างให้ผู้ผลิตเลือกเทคโนโลยีการผลิตได้หรือไม่ หรือควรกำหนดเฉพาะกรรมวิธีที่ยอมรับ โดยเฉพาะกรณีเตาเหนี่ยวนำไฟฟ้า (Induction Furnace : IF) ซึ่งถูกจับตาอย่างมากในอุตสาหกรรมเหล็ก
ร่างมาตรฐานที่ผ่านการพิจารณาของคณะอนุกรรมการวิชาการ คณะที่ 84/1 เดิมมีแนวทางว่าไม่ควรจำกัดกรรมวิธีการผลิต เพราะเห็นว่ามาตรฐานควรกำหนดเป็น Minimum Requirement และใช้คุณภาพของผลิตภัณฑ์ รวมถึงผลการทดสอบ เป็นเครื่องมือยืนยันว่าเหล็กที่ออกสู่ตลาดมีคุณสมบัติตามมาตรฐานหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวกลับมีความเห็นต่างในชั้นคณะกรรมการวิชาการสาขาที่ 84 ซึ่งมีเสียงส่วนใหญ่เห็นควร จำกัดกรรมวิธีการผลิตวัตถุดิบสำหรับเหล็กข้ออ้อยไว้ที่เตาเบสิกออกซิเจน (BOF) และเตาอาร์คไฟฟ้า (EF) ขณะที่อีก 6 เสียงเห็นว่าไม่ควรจำกัดเทคโนโลยีการผลิต
ความเห็นที่แตกต่างกันทำให้ประเด็น IF กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ กมอ.ต้องตัดสินใจ โดยฝ่ายที่สนับสนุนการจำกัดมองว่า เหล็กข้ออ้อยเป็นวัสดุสำคัญต่อความปลอดภัยของโครงสร้างอาคาร จึงควรควบคุมกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำ ไม่ใช่อาศัยการตรวจสอบเฉพาะผลิตภัณฑ์ปลายทาง ขณะที่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยมองว่า หากผลิตภัณฑ์ผ่านข้อกำหนดด้านเคมี สมบัติทางกล และการทดสอบที่เข้มงวด ก็ควรสามารถใช้เทคโนโลยีการผลิตที่หลากหลายได้
ด้าน นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งเคยทำหน้าที่ประธานตรวจสอบกรณีตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม เสนอว่า การทบทวน มอก.24 ต้องแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะการควบคุมกระบวนการผลิตและข้อจำกัดด้านกำลังคนในการตรวจโรงงาน การกำหนดมาตรฐานที่สามารถควบคุมกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นทางย่อมเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณา โดยเฉพาะเหล็กที่นำไปใช้ในโครงสร้างหลักของอาคาร พร้อมมองว่าการจำกัด IF ในเหล็กข้ออ้อยเป็นประเด็นที่ควรพิจารณาอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านต้องไม่สร้างภาระให้ผู้ประกอบการโดยไม่มีมาตรการรองรับ โดยเสนอให้ใช้มาตรการภาษีและสิทธิประโยชน์ ช่วยผู้ประกอบการที่ต้องลงทุนเปลี่ยนเครื่องจักรหรือเทคโนโลยี แต่ย้ำว่า “การเยียวยา” กับ “มาตรฐาน” ต้องแยกออกจากกัน ไม่ควรนำการช่วยเหลือมาเป็นเหตุผลในการเลื่อนมาตรฐานออกไปอีก 2-3 ปี
ขณะเดียวกัน ร่าง มอก.24 ฉบับใหม่ไม่ได้ปรับเฉพาะเรื่องกรรมวิธีผลิต แต่ยังยกระดับข้อกำหนดหลายด้าน ทั้งเพิ่มชั้นคุณภาพจาก 3 ชั้นเป็น 10 ชั้น เพิ่มขนาดเหล็กเป็น 13 ขนาด รองรับถึง DB50 เพิ่มการทดสอบความล้าและการดัดโค้งซ้ำ กำหนดสมบัติทางกลเป็นช่วงมากกว่าค่าขั้นต่ำ รวมถึงเพิ่มการตรวจสอบโครงสร้างจุลภาคและควบคุมองค์ประกอบทางเคมีให้ละเอียดขึ้น นอกจากนี้ ยังเพิ่มข้อกำหนดด้านระบบหลอม การเป่าออกซิเจน เตาปรุง การตรวจสอบเศษเหล็กและวัตถุดิบ รวมถึงการตรวจสารกัมมันตรังสีและระบบจัดการสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สามารถควบคุมคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
ดังนั้น วันที่ 17 สิงหาคมจึงเป็นช่วงสำคัญของการถกเถียงและรวบรวมข้อเสนอ ขณะที่วันที่ 18 สิงหาคม 2569 จะเป็นอีกหมุดหมายสำคัญ เมื่อ กมอ.ประชุมพิจารณาร่าง มอก.24 โดยเฉพาะคำถามว่าจะเลือกแนวทางจำกัดกรรมวิธีผลิตหรือไม่ล็อกเทคโนโลยี แต่เพิ่มความเข้มงวดด้านคุณภาพและการตรวจสอบ ผลการพิจารณาครั้งนี้จึงไม่ได้กระทบเฉพาะผู้ผลิตเหล็ก แต่เกี่ยวข้องถึงต้นทุนการลงทุน เทคโนโลยีการผลิต การแข่งขันในอุตสาหกรรม และที่สำคัญคือความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของเหล็กที่นำไปใช้ในโครงสร้างอาคารทั่วประเทศ ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนรับฟังความคิดเห็นและกระบวนการประกาศใช้มาตรฐานฉบับใหม่ต่อไป
อย่างไรก็ตามบรรยากาศในการรับฟังความคิดเห็นวันนี้ต่างร้อนแรง หลังจากที่ นายอรรถวิชช์ ชี้แจงสวนกลับทาง สมอ. ที่ว่าขั่นตอนของร่าง มอก. 24 นั้นยังไม่เริ่ม แต่ทว่ากระบวนการพิจารณายังไม่เริ่มต้นนั้นไม่เป็นความจริง โดยร่างมาตรฐานนี้เคยถูกเสนอเข้าสู่คณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) ชุดใหญ่ไปแล้ว ต่อมา กมอ. มีมติชัดเจนให้กลับไปทบทวนเพื่อจำกัดกรรมวิธีการผลิตเฉพาะแบบเตาอาร์คไฟฟ้า (EAF) และเตาเบสิคออกซิเจน (BOF) เท่านั้น โดยสั่งตัดกรรมวิธีเตาเหนี่ยวนำไฟฟ้า (IF) ออกไปเพื่อความปลอดภัย สิ่งที่เกิดขึ้นคือกระบวนการรำวง ในชั้นอนุฯ กว. ที่มีความพยายามจะดึงวิธี IF กลับเข้ามาอีกครั้งผ่านการลงคะแนนเสียงที่ฉิวเฉียดและวนไปวนมา สมอ. จะต้องตั้งต้นกระดุมเม็ดแรกให้ถูก โดยการนำร่างที่เป็นมติ กมอ. มาเป็นตัวตั้งในการประชาพิจารณ์ เพื่อให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียแสดงความเห็นโต้แย้งได้ในคราวเดียว ไม่ใช่การทำกระบวนการที่ดูเหมือนไร้จุดหมาย
โดยตั้งแต่ปี 2559-2569 ซึ่ง 10 ปีที่ผ่านมานี้ ทั้งประเทศไทยมีเจ้าหน้าที่ตรวจเหล็กอยู่ 5 คนจากกองสำนักงานมาตรฐาน ทำให้ในอดีตผู้ประกอบการมักใช้วิธีตัดเหล็กส่วนที่ดีมารอให้ตรวจ ทำให้ผลผ่านเกณฑ์มาโดยตลอด ทั้งที่ความจริงมีปัญหาเหล็กเบาไม่ได้มาตรฐาน และเหล็กหักง่ายเมื่อดัดโค้ง โดยสิ่งที่ปฏิบัติตามปกติคือมีการตัดเหล็กรอมารอให้ตรวจสอบแล้ว มันถึงได้ผ่านการตรวจสอบมาเรื่อยๆ แต่ภายหลังเหตุการณ์อาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่มมีทีมงานชุดสุดซอยที่ตนเป็นผู้ร่วมตรวจสอบสนธิกำลังจากหลายสำนัก จึงได้ผลตรวจว่าเหล็กไม่ผ่านมาตรฐานหลายตัวมาก
ดังนั้น ระวังมวยล้มในช่วงผลัดใบข้าราชการที่จะเกษียณในเดือน ก.ย. 2569 นี้ ด้วยเลขาฯ สมอ. จะเกษียณอีก 2 เดือนข้างหน้า พร้อมจี้ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม แสดงความชัดเจนเพื่อไม่ให้ความปลอดภัยของประชาชนถูกนำไปต่อรองในเชิงธุรกิจ