จาก Just in Time สู่ Supply Chain Resilience : โจทย์ใหม่ของผู้ส่งออกไทย
คอลัมน์ : เลียบรั้วเลาะโลก
ผู้เขียน : ฝ่ายวิจัยธุรกิจ EXIM BANK
ความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภัยธรรมชาติ มาตรการกีดกันทางการค้า และค่าขนส่งที่ผันผวน ทำให้ธุรกิจทั่วโลกทบทวนการบริหารห่วงโซ่การผลิตจากแนวคิด Just in Time (JIT) ที่มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน ไปสู่การสร้างสมดุลระหว่าง “ประสิทธิภาพ” และ “ความยืดหยุ่น” (Supply Chain Resilience) มากขึ้น
ทั้งนี้ข้อมูล WTO ระบุว่า การค้าในห่วงโซ่การผลิตโลกปี 2567 ยังมีสัดส่วนสูงถึงราว 46% (ลดลงเพียงเล็กน้อยจากระดับสูงสุด 48% ในปี 2565) สะท้อนว่าโลกไม่ได้ละทิ้งการค้าระหว่างประเทศ แต่กำลังปรับให้มีความหลากหลายและยืดหยุ่นมากขึ้น ส่งผลให้รูปแบบการค้าระหว่างประเทศเปลี่ยนไปใน 3 มิติสำคัญ
จากการแข่งขันด้านราคา สู่ความเชื่อมั่นในการส่งมอบตามสัญญา ผู้ซื้อต่างประเทศไม่ได้ซื้อเพียงสินค้า แต่ยังซื้อความมั่นใจว่าสินค้าจะถูกส่งมอบได้แม้เกิดวิกฤต ส่งผลให้ผู้ส่งออกที่มีวัตถุดิบสำรองและแผนบริหารความเสี่ยงอาจอาศัยการส่งมอบที่เชื่อถือได้ (Resilience Premium) เป็นจุดขายที่ต่างจากคู่แข่งในตลาด ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันจากการต่อรองด้านราคาเพียงอย่างเดียว
จากการพึ่งพาแหล่งผลิตเดียวที่ต้นทุนถูกที่สุด สู่การผลิตที่ยืดหยุ่น บริษัทขนาดใหญ่ โดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติมีแนวโน้มกระจายคำสั่งซื้อและกำลังการผลิตมากขึ้น จึงเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่สามารถปรับการผลิตได้รวดเร็ว ขณะที่ยังรักษาคุณภาพและการส่งมอบอย่างสม่ำเสมอ สามารถเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตดังกล่าวได้
จากข้อมูลที่จำกัด สู่ความโปร่งใสตลอดห่วงโซ่การผลิต ผู้ซื้อในปัจจุบันต้องการข้อมูลเชิงลึกตลอดภาคการผลิต ทั้งการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) และข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม เช่น คาร์บอนฟุตพรินต์ เพื่อรองรับมาตรการทางการค้าใหม่อย่าง CBAM
แนวทางการปรับตัว : ผู้ส่งออกไทยต้องมี “4 พร้อม”
1.พร้อมสำรอง (Strategic Buffer) เน้นสำรองวัตถุดิบที่มีความสำคัญ ใช้เวลาจัดหานาน มีผู้ขายจำกัด หรือมีความเสี่ยงที่จะขาดแคลนสูง เพื่อรักษาความต่อเนื่องในการผลิต โดยไม่สร้างภาระต้นทุน และเงินทุนจมเกินจำเป็น
2.พร้อมสลับ (Alternative Sourcing) มีแหล่งวัตถุดิบ คู่ค้า เส้นทางขนส่ง และตลาดสำรองที่พร้อมสลับไปใช้แทนที่ของเดิมได้ทันท่วงที เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่งมากเกินไป
3.พร้อมมองเห็น (Visibility & Traceability) พัฒนาระบบข้อมูล การบริหารสต๊อก และการตรวจสอบย้อนกลับของวัตถุดิบและสินค้า รวมถึงใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น Analytics หรือ AI เพื่อช่วยติดตามและคาดการณ์ความเสี่ยงในห่วงโซ่การผลิต
4.พร้อมรับแรงกระแทก (Financial Resilience) บริหารสภาพคล่องและจัดทำประมาณการกระแสเงินสดครอบคลุมสถานการณ์ (Scenario) ที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนและการชำระเงิน
ในโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ ความสามารถในการแข่งขันไม่ได้วัดจากต้นทุนต่ำเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความสามารถในการรักษาการส่งมอบ และปรับตัวได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลง ผู้ส่งออกที่มี “4 พร้อม” จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้คู่ค้า รักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจ และเพิ่มโอกาสก้าวขึ้นเป็นส่วนสำคัญของห่วงโซ่การผลิตของโลกในระยะยาว