“อินสไปร์ ไอวีเอฟ” หนุน ไทยขึ้นฮับ Fertility Tourism
การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์สำหรับผู้มีบุตรยาก หรือ Fertility Tourism มีแนวโน้มขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยมีหลายปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโต เช่น การเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ที่มีปัญหาภาวะมีบุตรยากทั่วโลก แนวโน้มการแต่งงานช้า และการมีบุตรในช่วงอายุที่มากขึ้น
รวมถึงการยอมรับและความนิยมที่เพิ่มขึ้นของการเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อรับบริการรักษาภาวะมีบุตรยากอันเนื่องมาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทางการแพทย์ ความแตกต่างด้านกฎหมาย และค่าใช้จ่ายในการรักษาในแต่ละประเทศ
Fertility Tourism โตพุ่ง
“ชนะชัย จุลจิราภรณ์” ผู้ร่วมก่อตั้ง และประธานกรรมการบริหารบริษัท อินสไปร์ ไอวีเอฟ จำกัด (มหาชน) หรือ IVF ให้ข้อมูลว่า ตลาด Fertility Tourism หรือการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์สำหรับผู้มีบุตรยากทั่วโลกมีมูลค่า 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 และคาดว่าจะเติบโตจาก 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2026 เป็น 6.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 25.1% ต่อปี ในช่วงปี 2025-2030
ส่วนประเทศไทย Grand View Research บริษัทวิจัยจากสหรัฐอเมริกาประเมินตลาดธุรกิจและอุตสาหกรรมบริการทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาภาวะมีบุตรยาก โดยเฉพาะเทคโนโลยีการทำเด็กหลอดแก้ว หรือ IVF ของประเทศไทยว่า ในปี 2025 ที่ผ่านมามีมูลค่า 521 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปี 2026 จะมีมูลค่า 573 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเติบโตเป็น 992 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2033
มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 8.2% ระหว่างปี 2026-2033
ขณะที่การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ของประเทศไทยดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลกมากมายในแต่ละปี โดยล่าสุดข้อมูลปี 2566 มีนักท่องเที่ยวเข้ามารับบริการกว่า 3 ล้านคน ครองส่วนแบ่งในภูมิภาคถึง 90% มีอัตราการเติบโตถึง 16%

ชูโมเดลศูนย์รวมหมอผู้เชี่ยวชาญ
“ชนะชัย” ให้ข้อมูลว่า ธุรกิจ IVF ในประเทศไทยส่วนใหญ่จะใช้โมเดลมีแพทย์เป็นเจ้าของและทำธุรกิจผ่านตัวแบรนด์ของแพทย์ หรือเรียกว่า Doctor Brand แต่ “อินสไปร์ ไอวีเอฟ” นั้นวางโครงสร้างธุรกิจโดยการคัดเลือกทีมแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ ไม่ผูกติดกับตัวหมอคนใดคนหนึ่ง
โดยมองว่าโมเดล Doctor Brand มีความเสี่ยงสูง หากแพทย์คนนั้น ๆ ลาออก หรือเกษียณ จะส่งผลกระทบต่อบริษัททันที
ส่วนโมเดลการคัดเลือกทีมแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาร่วมกันขับเคลื่อนนั้น จะช่วยให้ผลการรักษาของแพทย์แต่ละคนอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน โดยมีผลสำเร็จ (Success Rate) เป็นตัววัด KPI ของแพทย์แต่ละคน เนื่องจากเรามองว่าธุรกิจนี้อยู่บนความคาดหวังของคนที่มาใช้บริการ
โดยพบว่าผลงานของ “อินสไปร์ ไอวีเอฟ” มีอัตรา Success Rate ที่สูงต่อเนื่อง
“อัตรา Success Rate ของเราอยู่ที่ 78-80% ขณะที่ค่าเฉลี่ยของประเทศอยู่ที่ประมาณ 48-50% ส่วนประเทศอื่น เช่น จีน อินเดียอยู่ในระดับ 30-40%”

โฟกัสลูกค้าต่างประเทศ
ในส่วนของ Business Model นั้น จะโฟกัสลูกค้าชาวต่างชาติเป็นหลัก โดย 90% เป็นชาวต่างชาติ เช่น จีน อินเดีย ฝรั่งเศส และตะวันออกกลางปัจจุบันมีสาขาอยู่ที่ดูไบ (เปิดเมื่อเมษายน 2569) โดยเป็นบริษัทไทยรายแรกที่รัฐบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อนุมัติให้เปิดในเขต Freezone ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี 0% เนื่องจากลูกค้ากลุ่มตะวันออกกลางมีกำลังซื้อสูง และมีรายได้ต่อหัวประชากรสูงมาก
“ดูไบถือเป็นสาขาต่างประเทศแห่งแรก และไม่ได้เป็นสถานพยาบาลหรือคลินิก แต่เป็นรูปแบบของสำนักงานขายหรือตัวแทน เพื่อให้คำปรึกษาเบื้องต้น เพื่อเป็นเกตเวย์นำลูกค้าเข้ามาใช้บริการที่ประเทศไทย เพราะการแพทย์เมืองไทยมีคุณภาพ และมีบริการที่ดี ขณะที่ค่ารักษาพยาบาลถูก และในบางประเทศยังสามารถเบิกประกันได้ด้วย”
โดยช่วงก่อนโควิดจีนเป็นตลาดใหญ่มีสัดส่วนเกิน 50% ของลูกค้าชาวต่างชาติ แต่ปัจจุบันอินเดียเป็นตลาดที่มีสัดส่วนมากที่สุด หรือราว 40-50% ขณะที่ตลาดตะวันออกกลางเป็นกลุ่มตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูงมาก
ชงแก้ กม.หนุน “เมดิคัลฮับ”
นอกจากนี้ กลุ่มการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์สำหรับผู้มีบุตรยากส่วนใหญ่จะเดินทางเป็นกลุ่มครอบครัว ทำให้มีการใช้ต่อคนต่อทริปสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปอย่างชัดเจน โดยเฉพาะโปรแกรมรักษาผู้มีบุตรยากให้สามารถท้องได้เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 500,000-700,000 บาท
ดังนั้น หากรัฐบาลต้องการผลักดันให้ประเทศไทยเป็น Medical Hub ควรปลดล็อกกฎหมายที่เป็นข้อจำกัดหลาย ๆ ข้อ เช่น กฎหมายสมรสเท่าเทียม เพื่อให้คู่รักเพศเดียวกันเข้าถึงการมีลูกได้ การผ่อนปรนเรื่องอุ้มบุญ การให้สิทธิประโยชน์เพื่อกระตุ้นให้คนอยากมีลูกเพื่อแก้ปัญหาอัตราการเกิดต่ำ เป็นต้น
“การปลดล็อกกฎหมายในบางประเด็นจะช่วยให้ประเทศไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 สำหรับกลุ่ม Fertility Tourism ในระดับโลกได้”

ยกระดับสู่ National Branding
สำหรับประเทศไทยนั้นปัจจุบันในตลาดมีศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากทั้งที่เป็นโรงพยาบาลและคลินิกประมาณ 117 แห่ง แต่ให้บริการเชิงแบบที่รักษาผู้มีบุตรยาก หรือ IVF จริง ๆ เพียงแค่ 88 แห่งเท่านั้น ซึ่งนับว่ายังมีให้บริการไม่มากนัก
“อินสไปร์ ไอวีเอฟ” จึงขยายการให้บริการโดยสร้างเครือข่ายร่วมกับโรงพยาบาลที่ไม่มีแผนกรักษาผู้มีบุตรยาก เช่น โรงพยาบาลไทยนครินทร์ (บางนา) โรงพยาบาลอินทรารัตน์ (รามอินทรา) ฯลฯ เพื่อเติมเต็มให้โรงพยาบาลเหล่านี้มีอีโคซิสเต็มการให้บริการที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
รวมถึงการให้บริการให้คำปรึกษาโดยใช้แอ็กเซสคือทีมแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญมาให้บริการในรูปแบบเทเลเมดิซีน (Telemedicine) หรือการให้บริการรักษาและปรึกษาปัญหาสุขภาพออนไลน์ 24 ชั่วโมง เพื่อลดความกังวลของลูกค้า ด้วยระบบ AI เป็นตัวช่วยให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ทุกภาษาทั่วโลกเป็นรายแรกในอาเซียน
ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนจากรางวัลระดับสากลอย่าง Prime Minister’s Award ซึ่งจะทำให้ “อินสไปร์ ไอวีเอฟ” มีภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือในระดับ National Branding ในระยะต่อไป