“ปวีณา” บอสใหญ่ AOT ไขปม ทำไมต้องมี “ดิวตี้ฟรี” ขาเข้า
นับเป็นเวลากว่า 2 ปีแล้วที่ท่าอากาศยานหลักของประเทศไทยยกเลิกร้านค้าปลอดอากรขาเข้า (Arrival Duty Free) ในสนามบิน 8 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ท่าอากาศยานภูเก็ต ท่าอากาศยานหาดใหญ่ ท่าอากาศยานอู่ตะเภา ท่าอากาศยานสมุย และท่าอากาศยานกระบี่ ตามมติคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงการคลัง ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2567 เป็นต้นมา
ในจำนวน 8 แห่งนี้เป็นท่าอากาศยานภายใต้การบริหารของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) AOT หรือ ทอท. จำนวน 5 สนามบิน โดยล่าสุด AOT ออกมาประกาศว่าบริษัทอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการกลับมาเปิดให้บริการร้านค้าปลอดอากร (Duty Free) ขาเข้า เพื่อเพิ่มทางเลือกและความสะดวกในการใช้บริการแก่ผู้โดยสารที่เดินทางเข้าประเทศ
บริการฟื้นฐานที่สนามบินต้องมี
“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “ปวีณา จริยฐิติพงศ์” กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จํากัด (มหาชน) AOT หรือ ทอท. ว่า AOT อยู่ระหว่างการผลักดันท่าอากาศยานทั้ง 5 แห่งภายใต้การบริหารให้กลับมาเปิดให้บริการร้านค้าปลอดอากร หรือ Duty Free ขาเข้าอีกครั้ง เพื่อเพิ่มทางเลือกและความสะดวกให้แก่ผู้โดยสารที่เดินทางเข้าประเทศ และเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ
รวมถึงเพิ่มรายได้ของท่าอากาศยาน หลังจากที่บริษัทได้หยุดดำเนินการตามมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2567 เป็นต้นมา

“หลังหยุดให้ดำเนินการไปเราได้เก็บข้อมูลก็ติดตามผลกระทบของลูกค้าผู้ใช้สนามบินมาตลอด ทั้งในมุมการบริการลูกค้า หรือ Level Service ซึ่งสนามบินหลัก ๆ ทั่วโลกเขามีบริการดิวตี้ฟรีขาเข้ากันทั้งนั้น เพราะถือเป็นหนึ่งในบริการพื้นฐานที่สนามบินหลักต้องมี ซึ่งจากการเก็บข้อมูลเราพบว่าการหยุดให้บริการดิวตี้ฟรีขาเข้าส่งผลกระทบต่อระดับการให้บริการอย่างมาก และมีเสียง Complain เข้ามาค่อนข้างเยอะโดยผู้โดยสารกว่า 90% ต้องการให้เอาร้านค้าดิวตี้ฟรีขาเข้ากลับคืนมาเหมือนเดิม”
ไม่เพียงเท่านี้ การมีบริการ “จุดรับสินค้า” หรือ Pick-up Counter และร้านค้าจำหน่ายสินค้าปลอดอากรยังเป็นปัจจัยหนึ่งที่ Skytrax ให้คะแนนความพึงพอใจ ถ้าเราไม่มีก็จะถูกหักคะแนน ซึ่งกระทบต่อการจัดอันดับสนามบินและภาพลักษณ์ของประเทศด้วย
จี้ สสค.รีบหาข้อสรุป
“ปวีณา” ระบุว่า หลังจากยุติการให้บริการไป 1 ปี หรือเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 บริษัทได้รายงานถึงประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในด้านการบริการลูกค้า (Level Service) ซึ่งมีผลต่อการจัดอันดับสนามบินที่ดีที่สุดในโลกของ Skytrax และศักยภาพการแข่งขันในระดับนานาชาติของสนามบินประเทศไทย
พร้อมทั้งสอบถามถึงผลลัพธ์จากการทดลองยกเลิกร้านค้าดิวตี้ฟรีขาเข้าว่าเป็นอย่างไรบ้าง เกิดประโยชน์ต่อประเทศ หรือเป็นไปตามเป้าหมายที่รัฐบาลอยากให้ดำเนินการหรือไม่ ไปยังสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) แต่ไม่ได้รับคำตอบ

“เราอยากรู้ว่าที่ยกเลิกไปนั้นผลลัพธ์เป็นอย่างไร ถ้าเป็นประโยชน์ต่อประเทศเราก็เลิกถาวรได้ แต่ประเด็นคือในความเป็นจริงที่ผ่านมานั้นเรายังเห็นคนไทยที่เดินทางกลับเข้าประเทศยังนิยมซื้อเหล้าจากต่างประเทศกลับเข้ามาอยู่ดี เช่นเดียวกับชาวต่างชาติก็หิ้วถุงดิวตี้ฟรีเข้ามาในบ้านเรา เราก็เสียดายเงินที่ไหลออกนอกประเทศ ทั้ง ๆ ที่เขาสามารถเข้ามาใช้จ่ายในประเทศเราได้”
ปีนี้ AOT จึงทำจดหมายสอบถามไปอีกครั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งได้คำตอบว่า “ทำได้” แต่ไม่ได้แจ้งเป็นหนังสือออกมาเป็นทางการ จึงยังไม่ได้ยกเลิกมติ ครม. เมื่อปี 2567 (ยกเลิกดิวตี้ฟรีขาเข้า) และล่าสุดคือเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ส่งข้อมูลเพิ่มเติมไปอีก ซึ่งยังไม่ได้รับคำตอบแต่อย่างใด
“หลังจากที่เราหยุดให้บริการร้านค้าดิวตี้ฟรีทั้ง 5 สนามบิน เราได้ทดลองโมเดลขายใหม่ที่ภูเก็ต ขายสินค้าแบบเสียภาษี บริเวณพื้นที่สายพานรับกระเป๋าที่สนามบินภูเก็ต พบว่าผลตอบรับดีมาก เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่รู้แหล่งซื้อสินค้าในไทย จึงเลือกซื้อที่สนามบิน ซึ่งโมเดลนี้ช่วยให้รัฐบาลเก็บภาษีได้อีกด้วย”

เจรจา “คิง เพาเวอร์” บริหารต่อ
เมื่อถามว่า หากได้กลับมาดำเนินการอีกครั้ง AOT จะบริหารเองหรือเปิดให้เอกชนเข้ามาดำเนินการ “ปวีณา” บอกว่า ปัจจุบันสิทธิในพื้นที่ดังกล่าวยังเป็นของกลุ่ม “คิง เพาเวอร์” ตามสัญญาเดิมที่ทำไว้กับคิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี (KPD: Duty Free) กับคิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ (KPS) ซึ่งเป็นบริษัทบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ (Retail และ F&B) ซึ่งอยู่ในสัญญาเดิมและสัญญายังไม่สิ้นสุด
“ก่อนหน้านี้เราก็ได้คุยกับทางคิง เพาเวอร์ไปบ้างแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการตอบรับ เนื่องจากเราเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เขาจึงยังมีข้อกังวลเรื่องการลงทุนที่สูง ทั้งการปรับปรุงพื้นที่ การวางระบบหลังบ้าน และการสต๊อกสินค้าใหม่”

อย่างไรก็ตาม AOT มีแนวทางว่าจะไม่ดำเนินการในรูปแบบเดิม จะทำเป็นโมเดลแบบผสมผสาน เป็นประโยชน์และไม่ขัดกับแนวทางของกระทรวงการคลัง โดยเบื้องต้นศึกษาไว้ 3 โมเดล ได้แก่ 1. Pick-up Counter (จุดรับสินค้า) ให้บริการสำหรับคนไทยที่ซื้อสินค้าขาออกแล้วฝากไว้และมารับตอนขาเข้า ซึ่งสนามบินชั้นนำของโลกมีกันทุกสนามบิน และจะแก้ปัญหาเรื่องคนไทยที่ไปซื้อเหล้า ฯลฯ มาจากต่างประเทศได้ ซึ่งรูปแบบนี้สนามบินชั้นนำ 30 อันดับแรกของโลกมีบริการครบ 100% (เป็นหนึ่งในเกณฑ์การให้คะแนนของ Skytrax)
2. ร้านดิวตี้ฟรีขาเข้าแบบจำกัด โดยจะพิจารณาว่าจะจำหน่ายสินค้าบางชนิด เช่น เหล้า เครื่องสำอาง บุหรี่ หรือให้บริการในบริเวณพื้นที่ไหน เนื่องจากพื้นที่เดิมบางส่วนถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นแล้ว และ 3. ร้านค้าขายสินค้าแบบเสียภาษี (Taxed Goods) ให้บริการบริเวณจุดสายพานรับกระเป๋า เพื่อดักนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ไม่รู้แหล่งซื้อสินค้าในไทย
โดยได้ทดลองโมเดลนี้ที่สนามบินภูเก็ตไปแล้ว พบว่าดีมาก รัฐบาลสามารถเก็บภาษีได้
ตั้งเป้ากลับมาเปิดได้อีกครั้ง ต.ค.นี้
ต่อคำถามว่า AOT ตั้งเป้าจะกลับมาให้บริการเมื่อไหร่ “ปวีณา” บอกว่า ประเด็นนี้ AOT อยากได้คำตอบที่เร็วที่สุดจาก สสค.ว่าเราจะสามารถฟื้นร้านค้าดิวตี้ฟรีขาเข้าได้ตามที่ขอให้พิจารณาหรือไม่ ซึ่งหากมีการกลับมาเปิดให้บริการได้จริงนอกจากจะช่วยเพิ่มทางเลือกในการจับจ่ายให้แก่นักเดินทางขาเข้าแล้วยังจะช่วยสร้างรายได้ในส่วนของธุรกิจ Non-Aero เพิ่มเติมให้กับท่าอากาศยานได้ด้วย
โดยมีเป้าหมายกลับมาให้บริการให้ได้ในเดือนตุลาคม 2569 นี้ หรือไตรมาส 1 ของงบประมาณ AOT หรืออย่างช้าที่สุดต้องไม่ให้เกินต้นปี 2570