ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 คนใช้สิทธิ 71.77% หนุนจับจ่าย-ร้านชุมชนได้ลูกค้าต่อ
สนค.เผยผลสำรวจประชาชน 5,465 รายทั่วประเทศ พบ 71.77% เข้าร่วมใช้สิทธิ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” โดยอาหารพร้อมทานเป็นหมวดที่ใช้สิทธิสูงสุด 48.22% ขณะที่ 36.96% ระบุกล้าจับจ่ายมากขึ้น และ 23% ซื้อสินค้า-บริการในชุมชนเพิ่ม ผลสำรวจยังชี้ว่าหลังสิ้นสุดโครงการ ผู้บริโภคจำนวนมากยังมีแนวโน้มกลับไปซื้อจากร้านเดิมต่อเนื่อง ด้านกระทรวงพาณิชย์ต่อยอด “ไทยช่วยไทย x Local Low Cost” ลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคสูงสุดกว่า 60%
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเดือนกรกฎาคม 2569 จำนวน 5,465 รายทั่วประเทศ เกี่ยวกับการใช้สิทธิและความคิดเห็นต่อโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่เข้าร่วมโครงการ และมองว่าโครงการมีส่วนช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย กระตุ้นการจับจ่าย และส่งเสริมการซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าในชุมชน
ผลสำรวจพบว่า 71.77% เข้าร่วมใช้สิทธิโครงการ ขณะที่ 28.23% ไม่ได้ใช้สิทธิ โดยกลุ่มที่ไม่ได้ใช้สิทธิส่วนหนึ่งระบุว่าได้รับสิทธิผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอยู่แล้ว รวมถึงลงทะเบียนไม่ทัน ลงทะเบียนไม่ผ่าน ไม่ได้รับสิทธิ หรือไม่ได้สมัครเข้าร่วม
นอกจากนี้ ยังพบข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี เช่น ไม่มีสมาร์ทโฟน โทรศัพท์ไม่รองรับแอปพลิเคชัน ไม่สามารถดาวน์โหลดหรือใช้งานแอปได้ รวมถึงปัญหาการยืนยันตัวตนหรือสแกนใบหน้า และการขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนการสมัคร โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับระบบดิจิทัล
สำหรับระยะเวลาการใช้สิทธิ ร้านค้าที่ร่วมโครงการสามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน-30 กันยายน 2569 เวลา 06.00-23.00 น. ของทุกวัน ขณะที่การใช้สิทธิผ่านฟู้ดเดลิเวอรี เปิดตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน-30 กันยายน 2569 เวลา 06.00-21.00 น. ของทุกวัน
อาหารพร้อมทานครองสัดส่วนสูงสุด 48.22%
เมื่อพิจารณาประเภทสินค้าและบริการที่ประชาชนใช้สิทธิ พบว่า อาหารพร้อมทาน เช่น ข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยว กับข้าวสำเร็จรูป และข้าวราดผัดกะเพรา มีสัดส่วนสูงสุด 48.22%
รองลงมา ได้แก่ อาหารสด เช่น ข้าวสาร เนื้อสัตว์ ผัก และผลไม้สด 38.87% ของใช้ประจำวันและของใช้ในครัวเรือน 32.22% เครื่องประกอบอาหาร เช่น น้ำมันพืช น้ำปลา และน้ำตาล 26.73% ฟู้ดเดลิเวอรี 23.97% เครื่องดื่ม 21.23% และอาหารสำเร็จรูป 21.02%
ผลสำรวจยังพบว่า 36.96% ระบุว่ากล้าจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ขณะที่ 24.50% นำเงินส่วนที่เหลือจากการใช้สิทธิไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่น และ 23.00% ซื้อสินค้าและบริการในชุมชนหรือท้องถิ่นเพิ่มขึ้น
อีก 8.60% นำเงินส่วนที่ประหยัดได้ไปออม 7.25% นำไปชำระหนี้ 5.75% เลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพดีขึ้น และ 4.43% สามารถลดการกู้ยืมหรือการใช้บัตรเครดิตได้
หลังจบโครงการยังมีแนวโน้มกลับไปซื้อร้านเดิม
เมื่อสอบถามถึงพฤติกรรมหลังวันที่ 30 กันยายน 2569 พบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจ 31.58% ระบุว่าจะกลับไปซื้อสินค้าและบริการจากร้านเดิมเป็นส่วนใหญ่ 20.70% จะซื้อจากร้านเดิมบางส่วน 11.29% จะซื้อจากร้านเดิมครึ่งหนึ่ง และ 6.55% จะซื้อจากร้านเดิมทั้งหมด
ขณะที่มีเพียง 0.88% ระบุว่าจะไม่กลับไปซื้อจากร้านเดิมเลย สะท้อนว่าโครงการมีส่วนช่วยเปิดโอกาสให้ร้านค้ารายย่อยและร้านค้าในชุมชนรักษาฐานลูกค้าได้ต่อเนื่องหลังสิ้นสุดมาตรการ
ในด้านการช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย ผู้ตอบแบบสำรวจ 30.47% มองว่าช่วยได้ในระดับปานกลาง 23.22% เห็นว่าช่วยได้ค่อนข้างมาก 10.76% ช่วยได้มาก 5.91% ช่วยได้เล็กน้อย และ 0.64% เห็นว่าไม่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายเลย
เมื่อเปรียบเทียบระดับราคาสินค้าระหว่างช่วงมีโครงการกับช่วงไม่มีโครงการ 41.08% มองว่าราคาและปริมาณสินค้าเท่าเดิม 20.66% เห็นว่าราคาสูงขึ้น 5.86% ระบุว่าราคาเท่าเดิมแต่ปริมาณลดลง และ 2.12% เห็นว่าราคาลดลง
คนส่วนใหญ่มองเศรษฐกิจ “ทรงตัวถึงดีขึ้น”
สำหรับแนวโน้มการใช้จ่ายหลังสิ้นสุดโครงการ ผู้ตอบแบบสำรวจ 29.19% คาดว่าระดับการใช้จ่ายจะไม่แตกต่างจากช่วงดำเนินโครงการ 23.26% คาดว่าจะใช้จ่ายน้อยลงเล็กน้อย 9.50% คาดว่าจะใช้จ่ายมากขึ้น 6.17% คาดว่าจะใช้จ่ายน้อยลงมาก และ 2.43% ยังไม่แน่ใจ
ด้านมุมมองเศรษฐกิจไทย 44.96% คาดว่าจะไม่เปลี่ยนแปลง ขณะที่ 28.93% คาดว่าจะดีขึ้นเล็กน้อย และ 3.90% คาดว่าจะดีขึ้นมาก รวมเป็น 32.83% ที่มองว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้มปรับดีขึ้น
ส่วนผู้ที่คาดว่าเศรษฐกิจจะแย่ลงเล็กน้อยมี 16.61% และแย่ลงมาก 5.58%
นายนันทพงษ์กล่าวว่า ผลสำรวจสะท้อนว่าโครงการไทยช่วยไทย พลัส มีส่วนช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ เพิ่มกำลังซื้อ และเสริมสภาพคล่องให้ครัวเรือน โดยเฉพาะการใช้จ่ายในหมวดอาหารและของใช้จำเป็น ขณะเดียวกันยังช่วยกระจายรายได้สู่ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าในชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่น
อย่างไรก็ตาม ยังมีประชาชนบางส่วนเผชิญข้อจำกัดด้านคุณสมบัติ ขั้นตอนการลงทะเบียน และการใช้เทคโนโลยี จึงควรมีการประชาสัมพันธ์ข้อมูลและคำแนะนำที่ชัดเจน เข้าใจง่าย รวมถึงจัดช่องทางอำนวยความสะดวกด้านการลงทะเบียนและการใช้งานให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิได้ทั่วถึงมากขึ้น
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังต่อยอดมาตรการผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย x Local Low Cost” โดยร่วมกับร้านค้าส่ง-ค้าปลีกท้องถิ่นทั่วประเทศ จัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคลดสูงสุดกว่า 60% ในช่วงเดือนสิงหาคม 2569 ควบคู่กับการสนับสนุนโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) และการใช้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อช่วยลดค่าครองชีพ กระตุ้นกำลังซื้อ และหนุนเศรษฐกิจฐานรากอย่างต่อเนื่อง
