“บียอนด์ บิวตี้ฯ” พลิกเกม “บาโนบากิ” เขย่าตลาดมาส์ก 6 พันล้าน
บียอนด์ บิวตี้ฯ ขานรับดีมานด์ ตลาดมาส์กหน้า 6 พันล้าน ปั้นยอดขาย Banobagi โต 500% เปิดสูตรสำเร็จ “Hybrid Beauty” พลิกสินค้าเฉพาะกลุ่มจากโรงพยาบาลศัลยกรรมสู่ตลาดแมส ดันยอดขายทะลุ 50 ล้านชิ้น คว้าสิทธิร่วมถือหุ้น 10% ในบริษัทแม่ เตรียมระดมทุนเข้าตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์-เกาหลี พร้อมกางแผนกระจายพอร์ตสกินแคร์ PDRN
นางสาวยศพร สุวรรณวิเชียร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บียอนด์ บิวตี้ เทรด จำกัด เปิดเผยว่าข้อมูลการสำรวจตลาดจาก ยูโรมอนิเตอร์ (Euromonitor) ระบุว่า มูลค่าตลาด Facial Mask ในประเทศไทยปี 2024 ขยายตัวแตะระดับกว่า 6,052.9 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตสะสมสูงถึง 73% ภายในระยะเวลา 5 ปี เมื่อเทียบกับมูลค่าตลาด 3,487.6 ล้านบาทในปี 2019 โดยการเติบโตดังกล่าวสอดรับกับโครงสร้างธุรกิจความงามในภาพรวมที่กลุ่มสกินแคร์และมาส์กหน้าได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดตั้งแต่ช่วงสถานการณ์โควิด-19 เป็นต้นมา

พฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาปรนนิบัติผิวด้วยตนเองที่บ้านอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นแรงส่งสำคัญให้ บริษัท บียอนด์ บิวตี้ เทรด จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เวชสำอางและสกินแคร์ชั้นนำ สามารถปั้นแบรนด์ “บาโนบากิ” (Banobagi) จากประเทศเกาหลีใต้ จนเติบโตอย่างก้าวกระโดดนับตั้งแต่เริ่มทำตลาดอย่างเป็นทางการในปี 2018 สร้างยอดขายเติบโตสะสมกว่า 500% มียอดจำหน่ายสะสมรวมมากกว่า 50 ล้านชิ้น และผลักดันให้ตลาดประเทศไทยกลายเป็นตลาดต่างประเทศอันดับ 1 นอกเหนือจากประเทศเกาหลีใต้


ปรับเป้าโต 10-12% รับมือกำลังซื้อ
ทั้งนี้การเติบโตของบริษัทสะท้อนถึงการจับทิศทางตลาดที่แม่นยำ จากยอดขายในปีแรกที่เริ่มต้นประมาณ 80-90 ล้านบาท ได้ขยายตัวแตะระดับประมาณ 450 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา โดยโครงสร้างรายได้หลักกว่า 95% ยังคงมาจากกลุ่มผลิตภัณฑ์มาส์กหน้า (Sheet Mask)
สำหรับช่องทางการจัดจำหน่าย ปัจจุบันสัดส่วนยอดขายหลัก 70% มาจากช่องทางออฟไลน์ ผ่านเครือข่ายร้านค้าปลีกสุขภาพและความงามชั้นนำ โดยเฉพาะร้านวัตสัน ซึ่งบริษัทครองตำแหน่งแบรนด์มาส์กหน้าที่มียอดขายสูงสุดต่อเนื่องถึง 7 ปีซ้อน ตลอดจนเชนบิวตี้สโตร์อย่าง EVEANDBOY และ Beautrium ขณะที่ช่องทางออนไลน์ ผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและโซเชียลคอมเมิร์ซมีสัดส่วนอยู่ที่ 30%
“จากสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ส่งผลให้ผู้บริโภคมีความระมัดระวังในการจับจ่ายและขนาดตะกร้าสินค้า (Basket Size) เล็กลง บริษัทจึงได้ปรับประมาณการการเติบโตของรายได้รวมในปีนี้ให้อยู่ที่ 10-12% จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ 12-15% เพื่อให้สอดรับกับความเป็นจริงของตลาดและรักษาสถานะทางการเงินให้เติบโตอย่างมีเสถียรภาพ” นางสาวยศพรระบุ
นอกจากนี้ ผู้บริหารยังได้สะท้อนมุมมองเชิงลึกเกี่ยวกับต้นทุนในฝั่งออนไลน์ว่า ปัจจุบันส่วนแบ่งกำไรขั้นต้น (GP) ของแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ระบุว่าเริ่มต้นประมาณ 20% นั้น ในความเป็นจริงเมื่อรวมค่าแคมเปญ ค่าโฆษณาบังคับ และส่วนลดทางการตลาด อาจทำให้ต้นทุนรวมพุ่งสูงถึง 35-40% ซึ่งถือเป็นปัจจัยท้าทายที่ผู้ประกอบการธุรกิจบิวตี้ต้องบริหารจัดการอย่างรัดกุม
“Hybrid Beauty” Pain Point ผิวคนไทย
นางสาวยศพรเผยเบื้องหลังความสำเร็จในการนำพาแบรนด์ Banobagi ข้ามผ่านจาก “ผลิตภัณฑ์เฉพาะกลุ่มในโรงพยาบาลศัลยกรรมเกาหลี” สู่ “สินค้าแมสระดับประเทศ” คือกลยุทธ์ที่เรียกว่า “Hybrid Beauty” ซึ่งผสานจุดแข็งระหว่างนวัตกรรมความงามขั้นสูงของเกาหลี (K-Beauty) เข้ากับความเข้าใจอินไซต์ผู้บริโภคและสภาพแวดล้อมของไทย (T-Beauty)
โดยจุดเริ่มต้นเมื่อ 8 ปีก่อน ตนได้มีโอกาสเดินทางไปประเทศเกาหลีใต้และพบกับทีมแพทย์ผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลบาโนบากิ ซึ่งในขณะนั้นผลิตภัณฑ์ยังถูกจำกัดการใช้งานและจำหน่ายเฉพาะภายในโรงพยาบาลและคลินิกศัลยกรรมเท่านั้น แต่ตนมองเห็นศักยภาพทางเทคโนโลยี จึงได้เสนอตัวเป็น Exclusive Distributor และยื่นข้อเสนอให้ทีมวิจัยและพัฒนา (R&D) ของเกาหลีปรับสูตรผลิตภัณฑ์ใหม่ทั้งหมดสำหรับทำตลาดในไทยโดยเฉพาะ
“เราบอกคุณหมอตรง ๆ ว่า หากนำสูตรดั้งเดิมของเกาหลีมาขายในไทยตรง ๆ คงไปต่อได้ยาก เพราะเนื้อสัมผัสมีความเหนาแน่นและหนักเกินไปสำหรับสภาพอากาศเมืองร้อน ข้อมูลสถิติชี้ชัดว่าคนไทยกว่า 64.6% มีสภาพผิวมันและมีปัญหารูขุมขนกว้าง ประกอบกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่นอนดึก พักผ่อนน้อย และเสพโซเชียลมีเดียเป็นเวลานาน เราจึงดึง Pain Point เหล่านี้ไปพัฒนาเป็นสูตร Sleepless และสูตรเฉพาะสำหรับคนไทย ตัดสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง ทั้งน้ำหอม แอลกอฮอล์ ซิลิโคน และพาราเบนออกทั้งหมด”
ผลจากการปรับสูตรแบบเจาะจงทำให้มาส์กหน้าสูตรครึ่งวงกลมของบาโนบากิกลายเป็นกระแสไวรัลและเกิดปรากฏการณ์สินค้าหมดเชลฟ์ (Sold Out) อย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เปิดตัว จนแบรนด์สามารถสร้างฐานลูกค้าประจำที่มีการซื้อซ้ำ (Repeat Purchase) สูง และยกระดับเป็น Top of Mind ในกลุ่มผลิตภัณฑ์มาส์กหน้าบำรุงผิว



จากคู่ค้าสู่ Strategic Partner
พัฒนาการที่สำคัญที่สุดของ Beyond Beauty Trade คือการเปลี่ยนสถานะจาก “ตัวแทนจำหน่ายสินค้า” สู่การเป็น “ผู้ถือหุ้นและหุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์” (Strategic Partner) ในบริษัทแม่ บาโนบากิ คอสเมติก (Banobagi Cosmetic) ประเทศเกาหลีใต้ โดยคุณยศพรได้เข้าถือหุ้นในสัดส่วน 10.08% ก้าวขึ้นเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 4 และถือเป็นนักลงทุนต่างชาติรายแรกและรายเดียวที่ได้รับความไว้วางใจให้ร่วมถือหุ้นในธุรกิจคอสเมติกของกลุ่มโรงพยาบาลบาโนบากิ
การที่เกาหลีเสนอขายหุ้นให้เรา 10% ไม่ใช่แค่เรื่องของการลงทุนด้วยเม็ดเงิน แต่คือการยืนยันถึงความไว้วางใจ เพราะในอุตสาหกรรมความงาม เรามักเห็นโมเดลที่พอดิสทริบิวเตอร์ปั้นแบรนด์จนติดตลาด 3-5 ปี บริษัทแม่ก็มักจะดึงสิทธิกลับไปทำเอง แต่สำหรับบาโนบากิ ความสัมพันธ์ของเราคือพาร์ตเนอร์ที่เติบโตร่วมกัน”
ความสำเร็จของการทำตลาดในประเทศไทยยังถูกนำไปกำหนดเป็น “Thailand Model” ซึ่งบริษัทแม่ที่เกาหลีได้นำโครงสร้างการตลาด แผนการสื่อสาร และการกระจายสินค้าแบบไทยไปเป็นต้นแบบในการขยายตลาดส่งออกไปยัง 26 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมทั้งภูมิภาคเอเชีย ยุโรป และสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ กลุ่มบาโนบากิยังได้วางโรดแมปเตรียมนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ระดับสากล โดยมีเป้าหมายที่ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์หรือเกาหลีใต้ เพื่อระดมทุนขยายธุรกิจในระดับโลกต่อไปรุกสกินแคร์ PDRN สู่พอร์ต Non-Mask
รุกสกินแคร์ PDRN สู่พอร์ต Non-Mask
นางสาวยศพรระบุว่า เพื่อลดการพึ่งพารายได้จากผลิตภัณฑ์มาส์กหน้าเพียงอย่างเดียว และสร้าง New S-Curve ทางธุรกิจ Beyond Beauty Trade ได้เดินหน้าขยายไลน์ผลิตภัณฑ์สู่กลุ่มสกินแคร์อย่างเต็มตัว ด้วยการเปิดตัวกลุ่มผลิตภัณฑ์นวัตกรรม PDRN (Polydeoxyribonucleotide) นวัตกรรมสารสกัดฟื้นฟูผิวระดับเซลล์จาก DNA แซลมอนผสานสารสกัดพืช ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ 6 ไอเท็มหลัก ได้แก่ โฟมล้างหน้าทำความสะอาดกันแดด, Wrapping Mask, เซรั่มเข้มข้น, ครีมบำรุงรอบดวงตาและใบหน้า, ครีมล็อกความชุ่มชื้น และ Hydrogel Mask
“PDRN เป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมสูงมากในเกาหลีตั้งแต่ปีที่ผ่านมา และกำลังเข้าสู่ตลาดไทย การนำเข้ามาทั้งไลน์เพื่อทดสอบตลาดพบว่าได้รับการตอบรับดีเกินคาด โดยเฉพาะกลุ่มอายครีมและไฮโดรเจลมาส์ก ซึ่งเราวางกลยุทธ์ราคาให้เป็น One Price ที่จับต้องได้ เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงนวัตกรรมระดับคลินิกโดยไม่ต้องจ่ายแพง”
ด้านกลยุทธ์การตลาดและสร้างการรับรู้ บริษัทยังคงเดินหน้ากลยุทธ์ Fandom Marketing ผ่านพรีเซ็นเตอร์ระดับแม่เหล็กเพื่อสื่อสารกับผู้บริโภคแต่ละเจเนอเรชั่นอย่างแม่นยำ โดยมี “พีพี-กฤษฏ์” เป็นพรีเซ็นเตอร์กลุ่มผลิตภัณฑ์กันแดด, “บิวกิ้น-พุฒิพงศ์” ดูแลกลุ่มมาส์กหน้าและ PDRN รวมถึงการเปิดตัวศิลปินบอยแบนด์วง “iZ (ไอ-ซี)” เข้ามาเสริมทัพในกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างแผ่นแปะสิว (Acne Patch) เพื่อขยายฐานสู่กลุ่ม Gen Z


นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมเปิดตัวโปรเจ็กต์ความร่วมมือ (Collaboration) ใหม่อีก 2 รายการ ต่อยอดจากความสำเร็จของคอลเล็กชั่นพิเศษร่วมกับ Disney ในปีก่อน ควบคู่ไปกับการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาแบรนด์ภายใต้โมเดล T-Beauty 100% ที่จะใช้ฐานการผลิต วัตถุดิบ และแรงงานภายในประเทศไทย เพื่อสร้างทางเลือกใหม่ที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจและความงามอย่างยั่งยืนในอนาคต