“ผ้าครามสกลนคร” ขึ้นชุดเอเชียนเกมส์ พาณิชย์ ดัน 6 สินค้า GI เปิดตลาดสิงคโปร์
สินค้า GI ไทยกำลังถูกยกระดับจาก “ของดีประจำถิ่น” ไปสู่เครื่องมือสร้างมูลค่าใหม่ให้เศรษฐกิจชุมชน ทั้งในมิติแฟชั่น อาหาร การค้า และการท่องเที่ยว หลัง “เนื้อครามสกลนคร” และ “ผ้าครามธรรมชาติสกลนคร” ได้รับเลือกเป็นส่วนหนึ่งของชุดพิธีการนักกีฬาทีมชาติไทยในการแข่งขัน Asian Games 2026 ที่เมืองนาโกยา ประเทศญี่ปุ่น ขณะเดียวกัน กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ยังนำ 6 สินค้า GI ไทยด้านอาหารบุกงาน APAC Food & Beverage Expo 2026 ที่สิงคโปร์ พร้อมจัดเวทีจับคู่ธุรกิจ คาดสร้างมูลค่าการเจรจาเบื้องต้นไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนทิศทางใหม่ของการใช้ทรัพย์สินทางปัญญา โดยไม่ได้จำกัดอยู่ที่การขึ้นทะเบียนคุ้มครองชื่อสินค้า แต่ต้องต่อยอดอัตลักษณ์ท้องถิ่นให้กลายเป็นสินค้าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เชื่อมโยงผู้ผลิตในชุมชนกับตลาดใหม่ ผู้บริโภคกลุ่มใหม่ และโอกาสทางการค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ
“อรมน” ชูผ้าครามสกลนคร สู่ชุดพิธีการนักกีฬาไทยเอเชียนเกมส์
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ร่วมปลาบปลื้มและภาคภูมิใจกับ “เนื้อครามสกลนคร” และ “ผ้าครามธรรมชาติสกลนคร” สินค้า GI จากจังหวัดสกลนคร ที่ได้รับเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของชุดพิธีการนักกีฬาทีมชาติไทยในการแข่งขันกีฬา Asian Games 2026 ณ เมืองนาโกยา ประเทศญี่ปุ่น ภายใต้การออกแบบของแบรนด์ SIRIVANNAVARI โดยองค์ดีไซเนอร์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา
ผลงานดังกล่าวนับเป็นการเชื่อมโยงแฟชั่น ความคิดสร้างสรรค์ และทรัพย์สินทางปัญญาเข้าด้วยกัน ช่วยเพิ่มมูลค่า ขยายโอกาสสู่ผู้บริโภคกลุ่มใหม่ และสร้างรายได้ให้เกษตรกร ผู้ผลิต กลุ่มทอผ้า และผู้ประกอบการในชุมชน พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวภูมิปัญญา GI ไทยสู่เวทีโลก
นางอรมนกล่าวว่า การออกแบบชุดพิธีการของทัพนักกีฬาไทยครั้งนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงตั้งพระทัยนำอัตลักษณ์ผ้าไทยมาผสานกับแฟชั่นร่วมสมัย เพื่อถ่ายทอดความเป็นไทยผ่านงานออกแบบที่ทันสมัย และแสดงศักยภาพของผ้าและงานหัตถศิลป์ไทยสู่สายตานานาชาติ นับเป็นความภาคภูมิใจของชาวสกลนครและคนไทยทั้งประเทศ
“เนื้อคราม-ผ้าคราม” สอง GI สกลนคร เชื่อมภูมิปัญญากับแฟชั่น
นางอรมนกล่าวว่า “เนื้อครามสกลนคร” และ “ผ้าครามธรรมชาติสกลนคร” เป็นสินค้า GI ที่มีชื่อเสียง สะท้อนอัตลักษณ์และภูมิปัญญาของจังหวัดสกลนครอย่างชัดเจน
“เนื้อครามสกลนคร” ได้รับการขึ้นทะเบียน GI เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2568 ผลิตจากใบครามพันธุ์ฝักตรงหรือพันธุ์ฝักงอ โดยสภาพภูมิอากาศของจังหวัดสกลนครเหมาะกับการปลูกต้นครามและการแช่หมักคราม ทำให้ได้เนื้อครามคุณภาพดี มีลักษณะเหนียว หนืด ข้น สีน้ำเงินเข้มเป็นเงามันวาว มีกลิ่นหอมตามธรรมชาติของคราม สีไม่ตกและไม่ซีดจางง่าย จึงเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตผ้าย้อมคราม
ส่วน “ผ้าครามธรรมชาติสกลนคร” ได้รับการขึ้นทะเบียน GI ตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2549 เป็นผ้าฝ้ายที่ย้อมด้วยครามธรรมชาติในพื้นที่จังหวัดสกลนคร ผลิตจากภูมิปัญญาการเตรียมน้ำย้อมและกรรมวิธีย้อมครามที่สืบทอดกันมายาวนาน ทำให้ผืนผ้ามีความโดดเด่น มีสีตั้งแต่ฟ้าอ่อนไปจนถึงสีน้ำเงินเข้ม มีความมันวาว ไม่ตกสี และมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์
ด้วยอัตลักษณ์ดังกล่าว ผ้าครามธรรมชาติสกลนครจึงไม่ได้เป็นเพียงวัสดุตัดเย็บทั่วไป แต่สามารถต่อยอดสู่อุตสาหกรรมแฟชั่นและสินค้าสร้างสรรค์ที่มีมูลค่าเพิ่มได้หลายรูปแบบ ช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจแก่ผู้เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกคราม ผู้ผลิตเนื้อคราม กลุ่มทอผ้า ช่างย้อม ไปจนถึงผู้ประกอบการที่นำผ้าครามไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบต่าง ๆ
“The Art of Unity” ยกระดับผ้าบ้านดอนกอยสู่เวทีนานาชาติ
สำหรับชุดพิธีการทัพนักกีฬาไทยในการแข่งขัน Asian Games ครั้งนี้ ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด “The Art of Unity” หรือ “ศิลปะแห่งความเป็นหนึ่งเดียว” โดยนำผ้าครามธรรมชาติสกลนคร สินค้า GI จากกลุ่มทอผ้าย้อมครามบ้านดอนกอย อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นหนึ่งในชุมชนผู้ผลิตที่มีกระบวนการผลิตและควบคุมคุณภาพตามมาตรฐาน GI มาออกแบบร่วมกับผ้าฝ้ายจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ
แนวคิดการออกแบบมุ่งถ่ายทอดความประณีต ความอดทน และความมุ่งมั่นของช่างทอและช่างย้อม เปรียบเสมือนเส้นทางของนักกีฬาที่ต้องผ่านการฝึกฝนอย่างหนักและความพยายามต่อเนื่องก่อนก้าวสู่เวทีระดับนานาชาติ ขณะที่เฉดสีและลักษณะของผืนผ้าที่เกิดจากกรรมวิธีย้อมครามตามภูมิปัญญาท้องถิ่น สะท้อนเสน่ห์ของงานหัตถศิลป์ที่มีเอกลักษณ์
กรมทรัพย์สินทางปัญญามองว่า แนวทางการนำ GI “เนื้อคราม-ผ้าครามธรรมชาติสกลนคร” มาตัดเย็บเป็นชุดพิธีการนักกีฬาทีมชาติไทย เป็นโมเดลตัวอย่างของการนำทรัพย์สินทางปัญญามาต่อยอดด้วยการออกแบบ เพื่อขยายตลาดไปสู่ผู้บริโภคกลุ่มใหม่ ทำให้สินค้า GI มีมูลค่าสูงขึ้น และสร้างโอกาสทางธุรกิจให้ชุมชนมากกว่าเดิม
กรมทรัพย์สินฯ เดินหน้าดัน GI ด้วยแบรนด์-ดีไซน์-ตลาดโลก
นางอรมนกล่าวว่า การยกระดับสินค้า GI ไทยถือเป็นแนวทางสำคัญในการเปลี่ยนคุณค่าทางวัฒนธรรมให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ ตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่เน้นใช้ทรัพย์สินทางปัญญาและความคิดสร้างสรรค์เป็นเครื่องมือสร้างมูลค่า และขยายขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย
กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะเดินหน้าส่งเสริมสินค้า GI อย่างครบวงจร ตั้งแต่การคุ้มครองและรักษามาตรฐานการผลิต การพัฒนาคุณภาพสินค้า การสร้างแบรนด์และเรื่องราว การออกแบบและเพิ่มมูลค่า ตลอดจนการเชื่อมโยงช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้ GI เป็นกลไกสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจชุมชนในระยะยาว
เปิดเกม GI อาหารไทยบุกสิงคโปร์
อีกด้านหนึ่ง ระหว่างวันที่ 21-24 สิงหาคม 2569 กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ พาผู้ประกอบการสินค้า GI ไทยด้านอาหารบุกตลาดสิงคโปร์ ในงาน APAC Food & Beverage Expo 2026 พร้อมจัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจกับผู้ซื้อและผู้นำเข้าในสิงคโปร์ เพื่อเปิดโอกาสให้สินค้า GI คุณภาพของไทยเข้าถึงผู้บริโภคและคู่ค้าที่มีศักยภาพ เปิดช่องทางการค้าใหม่ และขยายตลาดผู้บริโภคในต่างประเทศ

นางอรมนกล่าวว่า การส่งเสริมสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่นด้วย GI เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ โดยสินค้า GI ถือเป็นทุนอัตลักษณ์ของชุมชนแต่ละพื้นที่ สามารถต่อยอดได้ทั้งตลาดการค้าและการท่องเที่ยว เพื่อสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน
ประเทศสิงคโปร์ถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพด้านสินค้าอาหารและเกษตรคุณภาพ ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพ มาตรฐาน และแหล่งที่มาของสินค้า อีกทั้งยังเป็นตลาดที่คุ้นเคยกับอาหารและวัตถุดิบไทย กรมจึงเห็นโอกาสในการนำสินค้า GI ไทยที่มีจุดเด่นและอัตลักษณ์เฉพาะตามพื้นที่แหล่งกำเนิด ไปสร้างการรับรู้และขยายช่องทางจำหน่ายในตลาดสิงคโปร์
คัด 6 GI ศักยภาพขึ้นเวที APAC Food & Beverage Expo
กรมทรัพย์สินทางปัญญาคัดสรรสินค้า GI ไทย 6 รายการที่มีศักยภาพและมีจุดเด่นด้านคุณภาพกับอัตลักษณ์ เข้าร่วมจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าในงาน APAC Food & Beverage Expo 2026 ระหว่างวันที่ 21-23 สิงหาคม 2569 ณ Singapore EXPO เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าและนำเสนอสินค้า GI แก่ผู้บริโภคชาวสิงคโปร์และนักท่องเที่ยวต่างชาติ
งานดังกล่าวเป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก มีผู้ประกอบการด้านอาหารและเครื่องดื่ม สินค้าเกษตร สินค้าแปรรูป ขนมและของว่าง สินค้าสุขภาพ และสินค้าออร์แกนิกเข้าร่วมกว่า 200 ราย เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ GI พบปะผู้บริโภคโดยตรง และเชื่อมโยงเครือข่ายกับผู้นำเข้า ผู้ซื้อ และภาคธุรกิจในสิงคโปร์ ทั้งรูปแบบ B2B และ B2C
สินค้า GI ไทยทั้ง 6 รายการ ได้แก่ 1) ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง ข้าวพื้นเมืองเมล็ดเรียวสีแดง เมื่อหุงสุกจะนุ่มและเหนียว มีคุณค่าทางโภชนาการสูง 2) ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดดเด่นด้วยเนื้อส้มโอสีแดงอมชมพู รสหวานหอม 3) เกลือภูเขาบ่อเกลือน่าน เครื่องปรุงรสจากภูมิปัญญาการผลิตเกลือจากแหล่งน้ำใต้ดิน 4) ไชโป้วโพธาราม จังหวัดราชบุรี ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผักกาดหัวหรือหัวไชเท้าส่วนราก มีทั้งรสเค็มและหวาน เนื้อกรอบ 5) มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร มีเอกลักษณ์ด้านรสหอมหวานของน้ำมะพร้าวและเนื้อมะพร้าวนุ่มเหนียว และ 6) ทุเรียนป่าละอู จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เนื้อสีเหลืองอ่อน เนื้อแห้งละเอียด รสหวานมัน และกลิ่นไม่แรง
ขาย 3 วันทะลุ 5 ล้าน “ส้มโอทับทิมสยาม-ไชโป้วโพธาราม” กระแสดี
นางอรมนกล่าวเพิ่มเติมว่า สินค้า GI ในงาน APAC Food & Beverage Expo ครั้งนี้ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานจำนวนมาก มีผู้เข้ามาทำความรู้จักและเลือกซื้อสินค้าอย่างคึกคักตลอด 3 วันของการจัดงาน มียอดจำหน่ายสินค้า GI ทั้ง 6 รายการรวมกว่า 5 ล้านบาท
สินค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง และไชโป้วโพธาราม ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการ GI ไทยยังได้รับฟังข้อคิดเห็นและการตอบรับของตลาดต่อสินค้าแต่ละประเภท รวมถึงเรียนรู้ว่าผู้บริโภคในสิงคโปร์และประเทศใกล้เคียงสนใจสินค้าในลักษณะใด ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดกลยุทธ์การค้าและต่อยอดขยายตลาดเชิงพาณิชย์ต่อไป
จับคู่ธุรกิจ 15 ราย คาดมูลค่าไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท
วันที่ 24 สิงหาคม 2569 กรมทรัพย์สินทางปัญญานำผู้ประกอบการสินค้า GI ไทยทั้ง 6 รายการ เข้าร่วมกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ หรือ Business Matching กับผู้นำเข้า ผู้ซื้อ และผู้ประกอบธุรกิจในสิงคโปร์ 15 ราย ณ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ กรุงสิงคโปร์ โดยมีนางวรพรรณี ดำรงมณี เอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์ ให้การต้อนรับ
กิจกรรมดังกล่าวเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการไทยนำเสนอข้อมูลสินค้า GI จุดเด่น และศักยภาพทางธุรกิจกับคู่เจรจาโดยตรง พร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับความต้องการของตลาด มาตรฐานและเงื่อนไขการนำเข้า รูปแบบสินค้า บรรจุภัณฑ์ ระดับราคา และช่องทางจำหน่าย เพื่อให้ผู้ประกอบการรับทราบแนวทางและเงื่อนไขในการนำสินค้าเข้าสู่ตลาดสิงคโปร์
เบื้องต้น กิจกรรมดังกล่าวคาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าการจับคู่ธุรกิจไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท นับเป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันสินค้า GI ไทยเข้าสู่ตลาดสิงคโปร์อย่างเป็นรูปธรรม
เชื่อมการค้า-ท่องเที่ยว ตามแนวคิด Visitor Economy
นางอรมนกล่าวว่า การดำเนินกิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นการเชื่อมโยงผู้ประกอบการ GI กับตลาดปลายทางได้ครบวงจร ตั้งแต่การนำเสนอสินค้า การสร้างการรับรู้ให้ผู้บริโภค การพบปะคู่ค้า และการเจรจาธุรกิจ ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการได้ทั้งประสบการณ์จากตลาดจริงและข้อมูลจากผู้ซื้อกับผู้นำเข้า เพื่อนำไปพัฒนาสินค้าและวางแผนขยายตลาดอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ขณะเดียวกัน อัตลักษณ์และเรื่องราวของสินค้า GI ไทยยังเป็นสะพานเชื่อมผู้บริโภคสู่ชุมชน สามารถต่อยอดจากความสนใจในสินค้าไปสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เช่น การเดินทางไปสัมผัสประสบการณ์ในพื้นที่แหล่งผลิต เรียนรู้ภูมิปัญญา และสัมผัสวิถีชีวิตของชุมชน สอดคล้องกับแนวคิด Visitor Economy ที่มุ่งสร้างมูลค่าจากประสบการณ์และการใช้จ่ายของผู้มาเยือน และเชื่อมรายได้ไปยังสินค้าและบริการของชุมชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน
กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะเดินหน้าส่งเสริมการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์จาก GI ควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตร อาหาร และผลิตภัณฑ์ชุมชน ยกระดับรายได้ของเกษตรกรและผู้ประกอบการท้องถิ่น พร้อมสนับสนุนการต่อยอดอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ทั้งในมิติการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน
GI ไทยต้องไปไกลกว่า “ของฝาก”
ภาพรวมความเคลื่อนไหวทั้งสองด้าน ทั้งผ้าครามสกลนครในชุดพิธีการนักกีฬาทีมชาติไทย และสินค้า GI อาหาร 6 รายการในตลาดสิงคโปร์ สะท้อนว่ากรมทรัพย์สินทางปัญญากำลังผลักดัน GI ให้ก้าวไกลกว่าภาพจำของ “ของฝากท้องถิ่น”
ในมิติแฟชั่น ผ้าครามธรรมชาติสกลนครถูกยกระดับผ่านงานออกแบบร่วมสมัย เพื่อเข้าสู่เวทีนานาชาติและผู้บริโภคกลุ่มใหม่ โดยมีชุมชนผู้ผลิตอยู่ในห่วงโซ่คุณค่า
ในมิติอาหาร สินค้า GI ไทยถูกนำไปทดสอบตลาดจริงในสิงคโปร์ ทั้งผ่านการจำหน่ายตรง การรับฟังความเห็นผู้บริโภค และการจับคู่ธุรกิจกับผู้นำเข้า เพื่อสร้างโอกาสการค้าระยะยาว
โจทย์ต่อไปของ GI ไทยจึงไม่ใช่เพียงการขึ้นทะเบียนให้ครบจำนวนมากขึ้น แต่ต้องทำให้สินค้าเหล่านี้มีมาตรฐานที่สม่ำเสมอ มีเรื่องราวที่สื่อสารได้ มีรูปแบบสินค้าและบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะกับตลาดปลายทาง และมีช่องทางตลาดที่เชื่อมกลับไปสร้างรายได้ให้ชุมชนจริง
หากเดินหน้าได้ต่อเนื่อง GI จะเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ในการเปลี่ยนภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ ทั้งบนรันเวย์ เวทีกีฬา ตลาดอาหารต่างประเทศ และเส้นทางท่องเที่ยวชุมชน



