เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
กลุ่ม “ปิยะสมบัติกุล” ลงขัน “ชาลี โสภณพนิช ”ทุ่ม 2 หมื่นล้านซื้อที่ดิน ”สถานทูตเนเธอร์แลนด์”
Real Estate กลุ่ม “ปิยะสมบัติกุล” ลงขัน “ชาลี โสภณพนิช ”ทุ่ม 2 หมื่นล้านซื้อที่ดิน ”สถานทูตเนเธอร์แลนด์”
จาก ‘6 ตุลา 2519’ ถึงวันนี้ กับเพลงที่ถามว่า ‘คนข้างหลังจะอยู่อย่างไร’
Columns จาก ‘6 ตุลา 2519’ ถึงวันนี้ กับเพลงที่ถามว่า ‘คนข้างหลังจะอยู่อย่างไร’
หอการค้าแฟร์ 2026 ยกทัพ 90 บูธ-ริมปิงฯ ปักหมุด Lanna Expo กระตุ้นไฮซีซั่นโค้งท้าย
เศรษฐกิจภูมิภาค หอการค้าแฟร์ 2026 ยกทัพ 90 บูธ-ริมปิงฯ ปักหมุด Lanna Expo กระตุ้นไฮซีซั่นโค้งท้าย
ถอดรหัสพฤติกรรม ‘การสื่อสาร’ ช่วงน้ำท่วม ‘Voice Call’ พุ่งสูงสุด 600%
Tech ถอดรหัสพฤติกรรม ‘การสื่อสาร’ ช่วงน้ำท่วม ‘Voice Call’ พุ่งสูงสุด 600%
“น้ำมันพืชกุ๊ก” คว้า 4 รางวัล จากเวที HR Asia Awards 2026
HR “น้ำมันพืชกุ๊ก” คว้า 4 รางวัล จากเวที HR Asia Awards 2026
เหล่าตัวแม่สายแฟร์ ร่วมแคมเปญ “ACE LOVES FASHION: A UNIVERSE OF WHAT WE LOVE” โดยเซ็นทรัล เอ็มบาสซี
Biz Movement เหล่าตัวแม่สายแฟร์ ร่วมแคมเปญ “ACE LOVES FASHION: A UNIVERSE OF WHAT WE LOVE” โดยเซ็นทรัล เอ็มบาสซี
หุ้นไทยยังมีอัพไซด์ รับกำไร บจ.หนุน มองดัชนีย่อตัวเป็นจังหวะสะสม
Finance หุ้นไทยยังมีอัพไซด์ รับกำไร บจ.หนุน มองดัชนีย่อตัวเป็นจังหวะสะสม
ราคาทองวันนี้ (5 ต.ค. 69) พุ่งขึ้น 400 บาท ทองรูปพรรณ 67,150 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (5 ต.ค. 69) พุ่งขึ้น 400 บาท ทองรูปพรรณ 67,150 บาท
กลุ่มอมรรัชดา เท 100 ล้าน ผุดโชว์รูม GWM เพิ่ม-รีแบรนด์ ศูนย์ซ่อม BENZ-BMW ‘หมดวอร์แรนตี’
Automotive กลุ่มอมรรัชดา เท 100 ล้าน ผุดโชว์รูม GWM เพิ่ม-รีแบรนด์ ศูนย์ซ่อม BENZ-BMW ‘หมดวอร์แรนตี’
รัฐรื้อสัญญาซื้อไฟเอกชน หลังเจรจารับเงื่อนไขแค่ 3% ขู่ใช้ไม้แข็งยกเลิกสัญญา
Politics รัฐรื้อสัญญาซื้อไฟเอกชน หลังเจรจารับเงื่อนไขแค่ 3% ขู่ใช้ไม้แข็งยกเลิกสัญญา
ดูทั้งหมด

ถอดรหัส “แปะอะไรก็ลด” กลยุทธ์การตลาด จับอินไซต์นักช็อปฉลาดซื้อ

31 ส.ค. 2569 | 17:38น.
 เรื่อง : พฤฒินันท์ สุดประเสริฐ

จากสภาพเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้น ทำให้มีผลกับการคิด ตัดสินใจของผู้คนมากขึ้น โดยเฉพาะการช็อปปิ้ง ซื้อของต่าง ๆ ที่หลายคนเริ่มมองหาความคุ้มค่าต่อเงินที่ต้องจ่ายไปมากขึ้น ก่อให้เกิดกลุ่มผู้บริโภค “ฉลาดซื้อ” ที่มองหาและวางแผนการซื้อสินค้า การใช้จ่ายต่าง ๆ ให้คุ้มค่าที่สุด

กลายเป็นโอกาสของหลาย ๆ ธุรกิจการค้า ทั้งค้าปลีกและค้าส่ง ในการจัดแคมเปญโปรโมชั่นต่าง ๆ เพื่อเอาใจลูกค้ากลุ่มนี้

เช่นเดียวกับ ท็อปส์ (Tops) แบรนด์ซูเปอร์มาร์เก็ต ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ที่จับกระแสความ “ฉลาดซื้อ” ของลูกค้า มาสร้างแคมเปญให้ตอบโจทย์ โดยเฉพาะ “สติ๊กเกอร์ส่วนลด” ที่กลายเป็นแคมเปญประจำปีของแบรนด์เอง และได้รับการตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่อง

“ประชาชาติธุรกิจ” ชวนมองที่มาที่ไปของแคมเปญนี้ และถอดรหัสความสำเร็จของแคมเปญดังกล่าวในมุมการตลาด

จุดเริ่มต้น ‘สติ๊กเกอร์ส่วนลด’ แบบ Tops

สำหรับแคมเปญ “แปะอะไรก็ลด” ของ Tops ถูกนำเสนอต่อสาธารณชนครั้งแรก เมื่อปี 2562 โดยขณะนั้น เป็นการให้ส่วนลดสูงสุด 10% จากราคาปกติ รวมถึงสินค้าที่มีการจัดโปรโมชั่นลดราคา ก็สามารถใช้สติ๊กเกอร์แปะเพื่อรับส่วนลด On-Top ได้ และมีการแบ่งใช้เป็น 3 รอบ

ก่อนที่ปี 2563 จะมีการเพิ่มจำนวนสติ๊กเกอร์ และเพิ่มส่วนลดเป็นสูงสุด 25% โดยมีตั้งแต่การใช้กับสินค้าทุกแบรนด์ และส่วนลดสำหรับแบรนด์ที่ร่วมรายการ ทั้งแบรนด์ชั้นนำ และ Private Label

ภาพโปรโมทแคมเปญ เมื่อปี 2563 (TOPSTHAILAND/Facebook)

จากนั้น แคมเปญดังกล่าวได้รับการพัฒนาต่อเนื่อง และกลายเป็นหนึ่งในแคมเปญประจำปีที่แฟน ๆ นักช็อปต่างรอคอย โดยถูกพัฒนาบนแนวคิด Customer Empowerment ที่ทำให้ลูกค้าสนุกกับการมีปฏิสัมพันธ์กับแคมเปญ เนื่องจากได้รับอำนาจในการเลือกส่วนลดสำหรับสินค้าที่ตนเองต้องการอย่างแท้จริง ซึ่งสอดคล้องกับอินไซต์และความต้องการส่วนบุคคล

และในแต่ละปี Tops มีการเปิดเผยข้อมูล โดยพบว่าแคมเปญดังกล่าว ช่วยกระตุ้นยอดซื้อเพิ่มขึ้น เพิ่มยอดซื้อต่อตะกร้า (Basket Size) ความถี่การกลับมาซื้อซ้ำ จนถึงอินไซต์ของลูกค้า ตั้งแต่ช่วงวัย การช็อปปิ้งของกลุ่มลูกค้าคนไทยและชาวต่างชาติที่เป็นสมาชิก The 1 และสินค้าที่เลือกใช้สติ๊กเกอร์ส่วนลด

จับกระแสนักช็อปสายวางแผน

ขณะที่ปี 2569 นี้ Tops ปลุกแคมเปญนี้กลับมาอีกครั้ง ในวันที่วิถีการช็อปปิ้งของคนส่วนใหญ่ มีเทคโนโลยีเข้ามามีส่วนเลือกและตัดสนใจมากขึ้น

โดยผลวิจัย THAI SMARTSUMER 2026 ของวิทยาลัการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ระบุว่า ผู้บริโภคไทยทุกเจเนอเรชันกว่า 90–97% คิดและพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อ และมีถึง 71% ที่ใช้ AI ค้นหาข้อมูลและเปรียบเทียบราคา

ทำให้บทบาทของผู้บริโภค เปลี่ยนจากนักล่าโปรโมชั่น (Promotion Hunters) ไปเป็น “Strategic Spenders” ที่ต้องการเลือกความคุ้มค่าที่เหมาะกับตนเอง

ทั้งนี้ มีข้อมูลจากแคมเปญรอบก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม 2569 พบว่า สามารถเพิ่มยอดซื้อเฉลี่ยต่อใบเสร็จ (Basket Size) ได้ 15% กระตุ้นความถี่ในการกลับมาซื้อซ้ำเพิ่มขึ้น 16% และดึงดูดลูกค้าใหม่ได้ 13% โดยมีลูกค้าถึง 28% ที่ใช้สติ๊กเกอร์มากกว่า 10 ดวง

ส่วนแคมเปญในรอบล่าสุดนี้ ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ 19 สิงหาคม จนถึง 30 กันยายน 2569 มีรายละเอียดดังนี้

แบ่งรอบการช้อป : แบ่งการรับและใช้สิทธิ์ออกเป็น 3 รอบ รอบละประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อให้ลูกค้าวางแผนการช้อปได้ตามไลฟ์สไตล์

ยิ่งช้อป ยิ่งได้สิทธิ์ไม่จำกัด : รับสติ๊กเกอร์ส่วนลดสูงสุด 20% ตามเงื่อนไขยอดซื้อสะสมผ่านบัตรสมาชิก The 1 เช่น ช้อปครบ 200 บาทขึ้นไป รับส่วนลดสูงสุด 10% (ที่ท็อปส์ เดลี่ และ No Brand) ไปจนถึงช้อปครบ 1,500 บาท รับส่วนลดสูงสุด 20% (ในร้านค้าที่ร่วมรายการ)

แบรนด์พันธมิตร : ผนึกกำลังกับแบรนด์ชั้นนำกว่า 200 แบรนด์ มอบ Brand Sticker Discount ส่วนลดสูงสุดถึง 30%

เพิ่มกลไก Gamification : เมื่อใช้สติ๊กเกอร์สีเทาของแบรนด์พันธมิตรครบทุก 10 ดวง จะได้รับสติ๊กเกอร์คูปองส่วนลดพิเศษเพิ่ม 25% สำหรับสินค้า 1 ชิ้นในการช้อปครั้งถัดไป

ทั้งนี้ Tops ระบุเพิ่มเติมว่า ได้มีการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญาทางการตลาดของแคมเปญ “แปะอะไรก็ลด” เพื่อรักษาคุณค่าของแนวคิดที่แบรนด์ริเริ่ม และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันระยะยาว

ต่อยอดจาก ‘ค้าปลีก’ สู่ ‘ค้าส่ง’

อีกหนึ่งความน่าสนใจของแคมเปญนี้ คือการถูกต่อยอดจากการจัดที่ Tops ซึ่งเป็นแบรนด์ค้าปลีกในเครือเซ็นทรัล รีเทล นำมาปรับใช้กับธุรกิจค้าส่งในเครืออย่าง GO Wholesale (โก โฮลเซลล์)

โดยแคมเปญ “แปะอะไรก็ลด” ยังคงใช้แนวคิด Customer Empowerment มอบอำนาจให้ผู้ประกอบการเลือกและวางแผนจัดการต้นทุนวัตถุดิบและสินค้าด้วยตนเอง ครอบคลุมทั้งสินค้าทั่วไป สินค้ายกลัง และยกแพ็ค เพื่อลดต้นทุนธุรกิจและบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย

สำหรับแคมเปญของฝั่ง B2B ซึ่งจัดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับ Tops มีรายละเอียดดังนี้

เงื่อนไขการแจกสติ๊กเกอร์ : ช้อปครบตามกำหนดต่อใบเสร็จ (ยกเว้นเหล้า บุหรี่ นมผงเด็ก และยา) เพื่อรับสมุดสติ๊กเกอร์แบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ช้อปครบ 1,200 บาท (รับ Set A), ช้อปครบ 3,500 บาท (รับ Set B) และช้อปครบ 12,000 บาท (รับ Set C) จำกัดสูงสุด 3 เล่มต่อวันต่อคน

รอบการช้อป : แบ่งช่วงเวลาออกเป็น 3 รอบ เช่นเดียวกับท็อปส์ เพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วมและช้อปซ้ำ

สิทธิประโยชน์ : ส่วนลดเพิ่มเติม (On-top) ตั้งแต่ 2% ถึง 20% สำหรับสินค้าที่ร่วมรายการกว่า 4,500 รายการ รวม 192 แบรนด์ (รวมถึงแบรนด์สินค้าของตนเองอย่าง A Choice / ProSave / SuperSave)

30% คือเป้าหมาย

ขณะที่เป้าหมายของแคมเปญดังกล่าว ทั้ง Tops และ GO Wholesale มีการตั้งเป้าหมายทั้งในเชิงตัวเลขและเชิงกลยุทธ์

เริ่มจากฝั่งของ Tops ตั้งเป้าหมายกระตุ้นการจับจ่ายช่วงครึ่งปีหลัง และผลักดันยอดขายจากแคมเปญให้เติบโตขึ้นกว่า 30% ขยายฐานลูกค้าใหม่ทั้งในช่องทางหน้าร้านและออนไลน์ เพิ่มมูลค่าต่อตะกร้า (Basket Size) กระตุ้นอัตราการกลับมาซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่อง

และพัฒนาแคมเปญสติ๊กเกอร์จากเพียงแคมเปญส่งเสริมการขายทั่วไป สู่การเป็นต้นแบบนวัตกรรมการตลาด (Marketing Innovation) ที่สามารถนำไปปรับใช้เพื่อสร้างคุณค่าและการเติบโตใหม่ ๆ ร่วมกับแบรนด์อื่นในเครือได้ในอนาคต

ขณะที่ GO Wholesale ซึ่งจัดแคมเปญนี้เป็นครั้งแรก คาดการณ์และตั้งเป้าหมายดัน ยอดซื้อต่อใบเสร็จเฉลี่ย (Average Basket Size) ให้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 30% ต่อครั้ง

ส่วนในเชิงกลยุทธ์ แคมเปญดังกล่าว มีเป้าหมายในการมอบอำนาจในการเลือก (Customer Empowerment) เพื่อช่วยผู้ประกอบการรายย่อยวางแผนและควบคุมต้นทุนวัตถุดิบในการทำธุรกิจได้อย่างยืดหยุ่นและตรงจุด ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายและหนุนการเติบโตของผู้ประกอบการ

สร้างแรงจูงใจให้ทั้งผู้ประกอบการและกลุ่มลูกค้าครอบครัวใหญ่ที่นิยมซื้อสินค้าปริมาณมาก (ยกลัง/ยกแพ็ค) เข้ามาใช้บริการมากขึ้น และกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมการกลับมาซื้อซ้ำที่สาขา เพิ่มปริมาณลูกค้าหมุนเวียน (Traffic) และสร้างความผูกพันเชิงลึกระหว่างลูกค้า B2B กับแบรนด์

ถอดรหัส “แปะอะไรก็ลด” ในมุมการตลาด

เราได้มีโอกาสคุยเพิ่มเติมกับ ผศ.ดร.บุปผา ลาภะวัฒนาพันธ์ อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดและการสร้างแบรนด์ เพื่อมองแคมเปญดังกล่าวในมุมของการตลาดและความสำเร็จที่เกิดขึ้นของแคมเปญ

ผศ.ดร.บุปผา อธิบายถึงเรื่องการสัมพันธ์ระหว่างลูกค้าและแบรนด์จากแคมเปญดังกล่าว โดยกล่าวว่า แคมเปญนี้ เป็นการเปลี่ยนจากการส่งเสริมการขายปกติทั่วไป ที่มักเป็นเพียงการ “ลด แลก แจก แถม” แบรนด์เป็นผู้เลือกสินค้าและจัดโปรโมชั่นขึ้นมาเอง เป็นการคืนอำนาจให้กับลูกค้า มอบ “อิสระในการตัดสินใจที่คนทุกคนมีสิทธิ์จะแปะสินค้าที่ตัวเองวางแผนไว้” ซึ่งความรู้สึกได้รับอำนาจและอิสระนี้เปรียบเสมือน “ความจริงใจ” ที่ลูกค้าสัมผัสได้จากแบรนด์ และทำให้ลูกค้ามองแบรนด์ดีขึ้น เพราะรู้สึกว่าแบรนด์คิดวิธีเพื่อทำความคุ้มค่าให้แก่ลูกค้าอย่างจริงใจและให้อิสระในการเลือกเอง

อีกทั้งยังมีกิมมิคที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าได้วางแผนชีวิตในการซื้อด้วยตัวเราเอง ผ่านการแปะสติ๊กเกอร์ลดราคากับของที่แต่ละคนให้ความสำคัญและให้มูลค่าแตกต่างกันไป

แคมเปญตรงนี้มันเหมือนจะไม่ใหม่ แต่มันมีกิมมิกของการที่เราสามารถวางแผนชีวิตในการซื้อเราด้วยตัวเราเอง โดยการแปะในของที่แต่ละคนก็ให้ความสำคัญต่างกัน

นอกจากเรื่องความคุ้มค่าและอำนาจของผู้ซื้อแล้ว แคมเปญนี้กระตุ้นให้เกิดความรู้สึกของลูกค้าที่อยากชนะในการซื้อ และฉันสามารถเอาชนะได้ผ่านปลายนิ้วที่ฉันแปะลงไป โดยเมื่อยิ่งใช้สิทธิ์เยอะ ยิ่งประหยัดเยอะ ก็จะยิ่งรู้สึกถึงชัยชนะที่ยิ่งใหญ่

ขณะเดียวกัน แคมเปญมีการจำลองคล้ายกับ “การออกแบบเกมที่มี Challenge” และการเพิ่มมูลค่าแบบออนท็อป (On-top) เช่น ถ้าซื้อเพิ่มอีก สามารถได้สติ๊กเกอร์เพิ่ม ทำให้ลูกค้ารู้สึกตื่นเต้นเหมือนการสะสมคะแนนและตะลุยด่าน ลูกค้าจะรู้สึกสนุกเพราะเป็นผู้กุมอำนาจ แต่หากลูกค้าตกเป็นฝ่ายถูกกระทำจะไม่สนุกเลย

ผศ.ดร.บุปผา ให้มุมมองเพิ่มเติมว่า ผู้บริโภคยุคนี้มีพฤติกรรมที่ “ฉลาดซื้อ” ชอบหาข้อมูลล่วงหน้า และสามารถคิดวางแผนการใช้จ่ายได้ดีขึ้น แคมเปญนี้จึงตรงกับจริตและตอกย้ำให้พวกเขารู้สึกภาคภูมิใจในการฉลาดซื้อ และฉลาดเลือกที่จะแปะสติ๊กเกอร์ส่วนลด

ผศ.ดร.บุปผา ลาภะวัฒนาพันธ์ | อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดและการสร้างแบรนด์

‘สติ๊กเกอร์ส่วนลด’ กับการเพิ่ม ‘Basket Size’

อินไซต์หนึ่งที่เปิดเผยและน่าสนใจ คือ การที่ลูกค้ามียอดซื้อเฉลี่ยต่อใบเสร็จ (Basket Size) เพิ่มขึ้นในช่วงแคมเปญ

ผศ.ดร.บุปผา อธิบายว่า พฤติกรรมปกติของลูกค้าทั่วไปคือจะพยายามเลือกสติ๊กเกอร์ที่มีส่วนลดสูงสุดไป “แปะสินค้าที่มีราคาแพงที่สุดก่อน” เพื่อความคุ้มค่าสูงสุด ทำให้รู้สึกว่ามีเงินเหลือเยอะขึ้น และเมื่อแบรนด์กำหนดเงื่อนไขการใช้สิทธิ์ แบ่งเป็น 3 รอบ 3 ช่วงเวลา ไม่มีการใช้สิทธิ์ย้อนหลัง กลไกนี้ทำหน้าที่ “เร่งให้คนต้องซื้อ” ให้จบเป็นรอบ ๆ เพราะกลัวเสียสิทธิ์และไม่อยากพกเล่มสติ๊กเกอร์ไปมาจนรู้สึกเกะกะ

เมื่อลูกค้าแปะของราคาสูงไปแล้ว แต่พอมองเห็นสติ๊กเกอร์เปอร์เซ็นต์ส่วนลดที่เหลืออยู่ เช่น ส่วนลด 5% ลูกค้าจะตัดสินใจเดินไปหยิบของอื่นเพิ่มเติมเข้ามาในตะกร้า ทั้งที่ตอนแรกไม่มีในแผนการซื้อ เพียงเพื่อจะแปะใช้สิทธิ์ที่เหลือให้ครบถ้วน กลายเป็นที่มาของการเพิ่มขนาดตะกร้าสินค้า (Basket Size) อย่างชัดเจน

B2C สู่ B2B : ลูกค้าได้ประโยชน์

นอกจากการยืนระยะของแคมเปญที่เกิดขึ้นกับลูกค้าในธุรกิจค้าปลีกมายาวนาน และล่าสุดได้มีการต่อยอดมาเป็นแคมเปญของฝั่งธุรกิจค้าส่งแล้ว

ผศ.ดร.บุปผา วิเคราะห์ว่า การนำแคมเปญนี้มาใช้ในธุรกิจค้าส่ง จะยิ่งส่งผลลัพธ์ที่ดีขึ้นไปอีก เพราะลูกค้ารายย่อยแปะลดราคาเป็นรายชิ้น แต่ลูกค้าค้าส่งจะได้แปะลดราคาเป็นรายแพ็ค ซึ่งให้มูลค่าความประหยัดและคุ้มค่าสูงขึ้น และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกลุ่มผู้ค้าส่งที่ต้องการซื้อเยอะ ๆ ซื้อในราคาประหยัด เพื่อนำสินค้าไปทำกำไรต่อในระบบ แคมเปญนี้จึงจับกลุ่มและสอดรับกับเป้าหมายหลักของผู้ค้าส่งโดยตรง

และโดยปกติ ธุรกิจค้าส่งมักจะมีการจัดแคมเปญหรือโปรโมชั่นลดราคากับสินค้าทั้งที่เป็น Private Brands เป็นส่วนใหญ่

ขณะที่สินค้าพรีเมี่ยมหรือแบรนด์ยอดนิยมในตลาดมักจะไม่ค่อยเข้าร่วมแคมเปญลักษณะนี้ เนื่องจากแบรนด์มีความแข็งแกร่งและมียอดขายที่สม่ำเสมออยู่แล้ว แต่แคมเปญสติ๊กเกอร์นี้เข้ามาช่วยทลายข้อจำกัดดังกล่าว โดยส่งผ่านสิทธิ์การตัดสินใจลดราคาไปสู่ผู้ซื้อโดยตรง

ช่วยให้ช่องทางการจัดจำหน่ายอย่าง Tops หรือ GO Wholesale สามารถมอบส่วนลดในกลุ่มสินค้าแบรนด์พรีเมียมเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น โดยมีสิทธิ์ของลูกค้าเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนร่วมกับซัพพลายเออร์

กลไกนี้ช่วยให้ผู้ประกอบการค้าส่งสามารถบริหารจัดการต้นทุนของสินค้าแบรนด์ดังให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นได้ทันที เอื้อต่อการนำไปจัดสรรทำกำไรต่อได้ง่ายและคล่องตัวขึ้น ซึ่งตอบโจทย์และสร้างความพึงพอใจให้แก่กลุ่มผู้ค้าส่งได้

3 ประเด็นควรระวัง ก่อนเกิดจุดอ่อน

แม้แคมเปญนี้จะประสบความสำเร็จ ได้รับผลตอบรับที่ดีจากลูกค้า และยืนระยะการจัดได้อย่างยาวนาน แต่ในความสำเร็จของแต่ละแคมเปญบนโลกใบนี้ ต่างมีจุดที่ต้องระวังและทำงานต่อ เพื่อให้เกิดจุดอ่อนในแคมเปญน้อยที่สุด

โดย ผศ.ดร.บุปผา ตั้งข้อสังเกต 3 ประเด็นสำคัญที่แบรนด์ควรระวังเพื่อไม่ให้เกิดจุดอ่อนในแคมเปญนี้ไว้ ดังนี้

ความเป็น Omni-Channel ที่แท้จริง : การทำแคมเปญต้องทำงานประสานกันอย่าง “แนบสนิท” ระหว่างออนไลน์และออฟไลน์ โดยเงื่อนไขส่วนลดและโปรโมชั่นจะต้องยุติธรรมและเหมือนกันอย่างแท้จริง เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างให้ลูกค้าเปรียบเทียบหรือเควสชันเรื่องความเหลื่อมล้ำ

อย่างไรก็ดี สำหรับกลุ่ม B2B และ B2C การทำโปรโมชั่นอาจมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะกลุ่ม เนื่องจากลูกค้า B2B มีระบบเปิดบิลด้วยฝ่ายจัดซื้อ และแพ็คเกจสินค้ามักเป็นปริมาตรขนาดใหญ่หรือถังใหญ่ ซึ่งต่างจากผู้บริโภคทั่วไป)

การจัดโปรฯ ให้เหมือนกันแบบ 100% จึงยากในทางปฏิบัติ แต่ขอให้มีความแนบสนิทและโปรโมชั่นสอดคล้องกันภายใต้ช่องทางของกลุ่มนั้น ๆ

ปัญหาทางกายภาพและวัสดุของสติ๊กเกอร์ : สติ๊กเกอร์แบบเดิมอาจมีคราบกาวเหนียวเหนอะหนะ ยับง่าย บาร์โค้ดขาด หรือหลุดไปแปะสิ่งของอื่นในกระเป๋าถือของลูกค้า แบรนด์จึงควรรับฟังและนำมาปรับปรุงตัววัสดุอุปกรณ์ให้เป็นมิตรและง่ายต่อการใช้งานมากขึ้น

บทบาทพนักงานแคชเชียร์และ CX ตลอดกระบวนการ : ประสบการณ์ของลูกค้าเกิดขึ้นตลอดเส้นทาง (Customer Experience – CX) ตั้งแต่ก่อนซื้อ ระหว่างซื้อ และหลังซื้อ

พนักงานหน้าเคาน์เตอร์แคชเชียร์มีส่วนร่วมอย่างยิ่ง หากพนักงานมีทัศนคติที่ดีและเอ่ยปากช่วยเหลือแนะนำลูกค้า จะช่วยยกระดับความรู้สึกมีอำนาจของลูกค้าขึ้นไปอีก แต่ในทางตรงกันข้าม หากพนักงานแคชเชียร์ชักสีหน้าหรือไม่พอใจ ลูกค้าจะเริ่มรู้สึกกังวลและสูญเสียความสุขในอิสรภาพนั้นทันที การอบรมพนักงานให้เข้าใจระบบจึงจำเป็นมาก

บทเรียนจากแคมเปญ : ลูกค้า-ดาต้า-ต่อยอด

ท่ามกลางการแข่งขันของแคมเปญและการจัดโปรโมชั่นที่ดุเดือดของรายใหญ่ แล้วแบรนด์อื่น ๆ หรือรายเล็ก จะนำเรื่องราวของแคมเปญนี้ ไปต่อยอดอย่างไรได้บ้าง ?

ผศ.ดร.บุปผา สะท้อนบทเรียนทางธุรกิจที่ได้เรียนรู้จากแคมเปญนี้ 3 เรื่อง

เรื่องแรก คือ นิยามที่แท้จริงของ Customer Centric โดยที่ผ่านมาหลายแบรนด์มักอ้างว่าทำเพื่อลูกค้า แต่ในความเป็นจริงแล้ว “แบรนด์มักเป็นฝ่ายเอาตัวเองเป็นตัวตั้งโดยการเลือกสินค้าและจัดโปรโมชั่นเองเบ็ดเสร็จ”

บทเรียนจากแคมเปญนี้สอนให้รู้ว่า Customer Centric ที่แท้จริงคือ “การเอาลูกค้าเป็นตัวตั้งและยอมคืนอำนาจให้กับพวกเขาอย่างสมบูรณ์ในการเลือกและตัดสินใจ”

Customer Centric ที่แท้จริงไม่ใช่หมายถึงการเอาลูกค้าเป็นตัวตั้งและไม่ทำอะไร แต่มันคือการเอาลูกค้าเป็นตัวตั้งและให้อำนาจคืนกับเขาด้วย คนส่วนใหญ่ชอบพูดว่าเอาลูกค้าเป็นตัวตั้ง แต่จริง ๆ เอาตัวเองเป็นตัวตั้ง เพราะขนาดจัดโปรเจ้าของก็เป็นคนจัด เลือกสินค้าก็ตัวเองเลือก

เรื่องถัดมา คือ การตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยฐานข้อมูล (Database-driven Marketing) ธุรกิจยุคปัจจุบันไม่สามารถอาศัยการตลาดลดแลกแจกแถมแบบสุ่มสี่สุ่มห้าได้อีกต่อไป คีย์หลักคือ ต้องมีการเก็บรักษาฐานข้อมูลและนำฐานข้อมูลของลูกค้า (Database) มาใช้เป็นข้อมูลหลักในการคิดวิเคราะห์และสร้างสรรค์แคมเปญ

สำหรับแบรนด์ใหญ่ ต้องนำฐานข้อมูลมาต่อยอดเพื่อเปลี่ยนผ่านและหาโอกาสใหม่ๆ ระหว่าง B2C และ B2B ส่วนกลุ่มผู้ประกอบการ SME หากไม่มีการเก็บรวบรวมฐานข้อมูล จะส่งผลต่อความอยู่รอดอย่างรุนแรงท่ามกลางตลาดที่แข็งขันรุนแรงในปัจจุบัน

เรื่องสุดท้าย คือ การคิดค้นและการต่อยอดสร้างสรรค์ โดยปัจจุบันมีจำนวนผู้ขายมากกว่าผู้ซื้อ การรักษาความภักดีของลูกค้าทำได้ยากขึ้น นอกจากการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ด้วยความคิดของตัวเอง 100% แล้ว ธุรกิจยังสามารถใช้วิธีศึกษาความสำเร็จหรือโมเดลของผู้อื่นมาต่อยอด เพื่อสร้างมุมความแปลกใหม่ให้กับธุรกิจของตนเองได้

ในอนาคตที่คุณจะทำคือ คุณคิดใหม่ที่คนอื่นไม่เคยมี กับอีกแบบหนึ่งคือคุณต่อยอดของคนอื่นให้มีความใหม่บ้างแม้เพียงเล็กน้อยก็ยังดี เอาความสำเร็จของคนอื่นมาต่อยอด เพื่อทำให้คุณมีมุมของความใหม่บ้าง