SCGC ชูโมเดล ‘2 สร้าง 2 เก็บ’ เสริมภูมิคุ้มกันป่าต้นน้ำเขายายดา 2.8 หมื่นไร่
เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ SCGC ผนึกกำลังร่วมกับชุมชนตำบลแกลง จ.ระยอง และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. เปิดแนวทางการสร้างภูมิคุ้มกันน้ำระดับชุมชน “บ้านมาบจันทร์-บ้านหัวทุ่ง” ผ่านโมเดล 2 สร้าง 2 เก็บ ครอบคลุมพื้นที่ป่าต้นน้ำเขายายดา 2.8 หมื่นไร่ ยกระดับผลผลิตทางการเกษตรรวมกว่า 79 ล้านกิโลกรัมต่อปี พร้อมต่อยอดสู่การแปรรูปสินค้า วิสาหกิจชุมชน และการท่องเที่ยวเชิงเกษตร
นางสาวน้ำทิพย์ สำเภาประเสริฐ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารแบรนด์ และคณะกรรมการสังคมและสิทธิมนุษยชน บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC กล่าวว่า ‘น้ำ’ เป็นทรัพยากรที่มีค่าและมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต ที่ผ่านมาประเทศไทยเกิดวิกฤตการณ์น้ำในหลายรูปแบบ ทั้งน้ำแล้งและน้ำท่วม เมื่อเกิดเหตุจึงค่อยหาทางแก้ไขเป็นวาระ ๆ ไป จนนำมาสู่แนวคิดการสร้างภูมิคุ้มกันน้ำในระดับชุมชน
หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2550 ได้เกิดวิกฤตน้ำแล้งอย่างหนักในพื้นที่เขายายดา ส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่และการประกอบอาชีพเกษตรกรรมซึ่งเป็นอาชีพหลักของชุมชนในพื้นที่ เพื่อแก้วิกฤตด้านน้ำอย่างยั่งยืน SCGC จึงริเริ่มโครงการฟื้นฟูป่าต้นน้ำเขายายดา

หัวใจสำคัญคือ การสร้างให้ชุมชนในพื้นที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ และคาดการณ์ถึงปัญหาก่อนที่จะเกิดปัญหา ซึ่ง SCGC ได้ถอดบทเรียนร่วมกับชุมชน และภาคีเครือข่าย เกิดเป็นโมเดล ‘2 สร้าง 2 เก็บ’ ได้แก่ สร้างคน ให้ชุมชนมีความรู้และมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำ สร้างกติกา เพื่อให้มีข้อตกลงการใช้น้ำร่วมกันอย่างเหมาะสม เก็บน้ำ ให้สามารถกักเก็บและกระจายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเก็บข้อมูล เพื่อให้รู้ต้นทุนน้ำและความต้องการใช้น้ำ สามารถนำข้อมูลมาวางแผนและตัดสินใจได้
นอกจากนี้ การบริหารจัดการน้ำต้องทำงานกันเป็นทีม ไม่ใช่เรื่องของชุมชนใดชุมชนหนึ่ง การวางระบบการจัดการน้ำให้เกิดการเชื่อมโยงเชื่อมต่อในระดับบ้าน ชุมชน ตำบล และเมือง จึงเป็นอีกหนึ่งเรื่องในการสร้างภูมิคุ้มกันที่สำคัญ โดยทาง สสน. ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการน้ำ ได้เข้ามาช่วยให้คำปรึกษาและวางระบบทางน้ำเพื่อเชื่อมโยงการบริหารจัดการน้ำตลอดทั้งสายจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ เป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการทำให้ชุมชนมีน้ำใช้ แต่คือการสร้างศักยภาพให้ชุมชนสามารถ รู้สถานการณ์ วางแผน และบริหารจัดการน้ำได้ด้วยตนเอง พร้อมพัฒนาผู้นำชุมชนให้สามารถส่งต่อองค์ความรู้ไปยังพื้นที่อื่นได้ในอนาคต

ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ ผู้อำนวยการ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยเผชิญสถานการณ์น้ำที่ผันผวนมากขึ้น ทั้งภาวะน้ำมากเกินไปและน้ำน้อยเกินไปจนเกิดภัยแล้ง การบริหารจัดการน้ำจึงต้องเปลี่ยนจากการรอแก้ปัญหาเมื่อเกิดภัย (Reactive) ไปสู่การเตรียมพร้อมและวางแผนล่วงหน้า (Proactive) โดยมี 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ข้อมูลที่ครบถ้วนและทันสถานการณ์ การนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ และการสร้างคนที่สามารถเข้าใจและใช้ข้อมูลได้จริง
ปัจจุบัน สสน. เชื่อมโยงข้อมูลจาก 56 หน่วยงาน จาก 13 กระทรวง และ 1 องค์กรอิสระ ผ่านระบบคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติและแพลตฟอร์มไทยวอเตอร์ (ThaiWater) รวมถึงพัฒนาเว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลน้ำระดับจังหวัดครบทั้ง 76 จังหวัด เพื่อสนับสนุนให้แต่ละจังหวัดสามารถนำข้อมูลไปใช้ติดตามสถานการณ์ วิเคราะห์ และวางแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่
อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญคือการนำข้อมูลไปใช้ให้เกิดประโยชน์จริง ตั้งแต่การรู้ต้นทุนน้ำและความต้องการใช้น้ำ การจัดทำผังน้ำชุมชน ไปจนถึงการใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพื่อให้คนในพื้นที่สามารถวางแผนและบริหารจัดการน้ำของตนเองได้ ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเมื่อเกิดวิกฤต ไปสู่การสร้างภูมิคุ้มกันและความพร้อมรับมือในระยะยาว
ขณะที่นางวันดี อินทรพรม กำนันตำบลแกลง ในฐานะตัวแทนชุมชนบริหารจัดการน้ำบ้านมาบจันทร์ จังหวัดระยอง กล่าวว่า ในอดีตพื้นที่เขายายดาเคยเสื่อมโทรมเมื่อถึงหน้าแล้งมักเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำ กระทบทั้งการใช้ชีวิต การทำเกษตรและรายได้ของคนในชุมชน เพราะพึ่งพาน้ำจากธรรมชาติเป็นหลัก จึงวางแผนการใช้น้ำและการทำเกษตรได้ยาก
จนกระทั่งชุมชนร่วมกันฟื้นฟูป่าต้นน้ำ สร้างฝาย ทำผังน้ำ เก็บข้อมูล และกำหนดกติกาการใช้น้ำร่วมกันแล้ว ทำให้บ้านมาบจันทร์สามารถผ่านวิกฤตภัยแล้งรุนแรงปี 2562 ได้ ความร่วมมือนี้จึงไม่ใช่เพียงการมีน้ำสำรอง แต่คือการมีทั้งความรู้ ข้อมูล กติกา และความร่วมมือ ทุกคนช่วยกันดูแลฝาย แหล่งน้ำ และป่าต้นน้ำ ตลอดจนวางแผนใช้น้ำและเตรียมรับมือได้ล่วงหน้า เปรียบเสมือนการสร้าง ‘ภูมิคุ้มกันน้ำ’ ให้กับชุมชน
ขณะเดียวกัน บ้านมาบจันทร์ยังพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำให้แก่เยาวชน ผู้นำชุมชนรุ่นใหม่ และชุมชนอื่น ๆ นำไปประยุกต์ใช้ต่อไป
ทั้งนี้ องค์ความรู้การบริหารจัดการน้ำบริเวณต้นน้ำได้นำมาขยายผลสู่พื้นที่ราบ และพื้นที่เกษตรปลายน้ำ โดย SCGC สสน. และชุมชนบ้านมาบจันทร์ได้ร่วมกันเป็นพี่เลี้ยงให้กับชุมชนบ้านหัวทุ่ง ตำบลแกลง จังหวัดระยอง เริ่มต้นด้วยการนำโมเดล “2 สร้าง 2 เก็บ” มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บ กระจาย และวางแผนการใช้น้ำสำหรับภาคการเกษตร



ด้านนายบุญเลิศ อนันตภูมิ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแกลง กล่าวว่า บ้านหัวทุ่งเป็นพื้นที่เกษตรที่เดิมต้องพึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก เกษตรกรจึงทำนาปีได้เพียงปีละ 1 ครั้ง แต่หลังจากนำแนวทาง ‘2 สร้าง 2 เก็บ’ มาปรับใช้ และคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญของ สสน. ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บและกระจายน้ำ ซ่อมบำรุงฝายและทำนบ ขุดลอกแก้มลิง รวมถึงจัดทำผังน้ำและเก็บข้อมูลเพื่อวางแผนการใช้น้ำร่วมกัน ปัจจุบันมีน้ำเพียงพอสำหรับพื้นที่นาปรังประมาณ 60 ไร่ สนับสนุนพื้นที่เกษตรรวมประมาณ 300 ไร่ และมีผู้ได้รับประโยชน์จากการใช้น้ำกว่า 90 ครัวเรือน ทำให้เกษตรกรสามารถวางแผนการเพาะปลูก มีผลผลิตและรายได้เพิ่มขึ้น
“ในส่วนของท้องถิ่น ขณะนี้กำลังต่อยอดจากการบริหารจัดการน้ำในระดับชุมชนไปสู่การสร้างระบบในระดับตำบล ทั้งการจัดทำฐานข้อมูลน้ำในพื้นที่ พัฒนาแผนน้ำตำบล 3 ปี และสร้างเครือข่ายคณะกรรมการน้ำตำบลแกลง เพื่อให้ชุมชนมีทั้งข้อมูล คน และกลไกในการบริหารจัดการน้ำอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสามารถนำข้อมูลและแผนงานไปต่อยอดในอนาคต” นายบุญเลิศกล่าว
สำหรับการฟื้นฟูป่าต้นน้ำเขายายดา ครอบคลุมพื้นที่กว่า 28,000 ไร่ โดยดำเนินโครงการ่วมกับชุมชน หน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่น ภาคีเครือข่าย และจิตอาสาอย่างต่อเนื่อง โดยซ่อม-สร้างฝายชะลอน้ำกว่า 7,600 ฝาย เพื่อช่วยชะลอการไหลของน้ำ เพิ่มการซึมลงสู่ดิน และรักษาความชุ่มชื้นในพื้นที่ ทำให้ป่าต้นน้ำเขายายดาสามารถมีผลผลิตน้ำท่าในลำธารกว่า 14 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศ ช่วยกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์กว่า 2.5 ล้านตัน อีกทั้งยังมีพรรณไม้กว่า 120 ชนิด และสัตว์ป่า 123 ชนิด
นอกจากนี้ การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบยังสร้างผลลัพธ์ที่มากกว่าการมีน้ำใช้ ช่วยสร้างความมั่นคงให้กับสวนผลไม้และพื้นที่เกษตรรอบเขายายดา โดยมีผลผลิตทางการเกษตรรวมกว่า 79 ล้านกิโลกรัมต่อปี พร้อมต่อยอดสู่การแปรรูปสินค้า วิสาหกิจชุมชน และการท่องเที่ยวเชิงเกษตร

