‘ดีป้า’ ชูทางหลวงดิจิทัล จุดแข็งประเทศไทย ดึง Hyperscalers ระดับโลกลงทุน
“ดีป้า” ชี้ไทยมี “ทางหลวงดิจิทัล” พร้อมดึง Hyperscalers ระดับโลก แต่การใช้ AI สร้างผลิตภาพยังเป็นโจทย์ใหญ่ เร่งปั้นคน Deep Tech-AI ดัน 5 อุตสาหกรรมศักยภาพ การเงิน-ผลิต-โลจิสติกส์-ค้าปลีก-คอนเทนต์ พร้อมสร้าง Thai LLM ลดมูลค่ารั่วไหลไปต่างประเทศ
นายธีรนันท์ ศรีหงส์ ประธานคณะกรรมการกำกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล เปิดเผยภายในงาน Thailand Focus 2026: Reignite Thailand หัวข้อ “Rebooting Thailand’s Future: Digital, Data and the Next Growth Catalysts” ว่า ประเทศไทยมีความก้าวหน้าด้านโครงสร้างพื้นฐานและเครือข่ายความเร็วสูงอย่างโดดเด่น เปรียบเสมือนมี “ทางหลวงดิจิทัล” ที่สามารถดึงดูดผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่ระดับโลก หรือ Hyperscalers เข้ามาลงทุนได้สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม จุดที่ไทยยังต้องเร่งเครื่องคือการนำโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวมาต่อยอดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยข้อมูลในงานระบุว่า ดัชนีขีดความสามารถการแข่งขันทางดิจิทัลของ IMD จัดอันดับไทยอยู่ที่ 37 จาก 70 ประเทศ และอันดับ 29 ด้านโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี สะท้อนว่าไทยยังขาดการขับเคลื่อนด้านการประยุกต์ใช้ข้อมูล รวมถึงเม็ดเงินลงทุนในเทคโนโลยี AI อย่างจริงจัง
อีกหนึ่งคอขวดสำคัญคือ “คน” โดยไทยยังขาดบุคลากรที่มีทักษะขั้นสูง โดยเฉพาะผู้เชี่ยวชาญด้าน Deep Tech และ AI ขณะที่ผลงานวิจัยและบทความทางวิทยาศาสตร์ด้าน AI จากสถาบันวิชาการในประเทศยังอยู่ในระดับต่ำ ทำให้การสร้างกำลังคนเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญของการยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัลไทย
สำหรับยุทธศาสตร์ระยะต่อไป จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุนมนุษย์ระดับสูง การยกระดับองค์กรธุรกิจไปสู่ธุรกิจดิจิทัลมูลค่าสูง เพื่อลดการรั่วไหลของมูลค่าไปต่างประเทศ รวมถึงผลักดันให้ SMEs ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เกษตรกรรม และบริการ นำ AI มาประยุกต์ใช้ ตลอดจนวางรากฐานเทคโนโลยีแห่งอนาคต เช่น ควอนตัมและระบบหุ่นยนต์อัตโนมัติ ทั้งนี้ แผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวยังเป็นร่างแรกและอาจมีการปรับเปลี่ยนในช่วง 2 เดือนข้างหน้า
ขณะเดียวกัน ไทยยังเร่งพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลกลางภาครัฐ ทั้ง Health Link ฐานข้อมูลด้านการท่องเที่ยว และฐานข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงการรวมพันธมิตรเพื่อพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ภาษาไทย เพื่อรักษาอธิปไตยและความมั่นคงทางข้อมูลของประเทศ
ในด้านอุตสาหกรรมเป้าหมาย มีการระบุ 5 Sector ที่ประเทศไทยมี “Right to Win” หรือมีศักยภาพและความได้เปรียบในการแข่งขัน ได้แก่ 1.การเงิน 2.การผลิต 3.โลจิสติกส์ 4.ค้าปลีก และ 5.เศรษฐกิจสร้างสรรค์และคอนเทนต์ พร้อมตั้งเป้าหมายเปลี่ยนบทบาทของไทยจากการเป็นเพียงผู้ใช้ซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ไปสู่การเป็นผู้คิดค้นและผลิตบริการที่มีมูลค่าสูงด้วยตัวเอง
ด้านนายสรุจ ทิพเสนา Country Manager ประจำประเทศไทย Google Cloud ระบุว่า รายงาน Gemini Southeast Asia สะท้อนว่า สังคมไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่เปิดรับนวัตกรรมดิจิทัลหลังโควิด-19 และคนไทยมีความคิดสร้างสรรค์ในการใช้ AI ในชีวิตประจำวันอยู่ในระดับสูง แต่เมื่อพิจารณาการนำ AI ไปเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพในการทำงานจริง หรือ “AI at Work” ไทยยังตามหลังประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์และฟิลิปปินส์อย่างชัดเจน

ทั้งนี้ การสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์จาก AI สามารถเกิดขึ้นได้อย่างน้อย 3 ด้าน ได้แก่ การประมวลผลข้อมูลปริมาณมหาศาล, การใช้ความสามารถด้านการคิดหาเหตุผล เพื่อปรับปรุงกระบวนการและสร้างระบบอัตโนมัติ และการใช้ AI ด้านองค์ความรู้ เพื่อช่วยลดข้อจำกัดในการเข้าถึงทักษะเฉพาะทาง รวมถึงช่วยพัฒนาแอปพลิเคชั่นต้นแบบ
นอกจากนี้ แนวโน้มอุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนจากการใช้ AI เป็นผู้ช่วยรายบุคคล ไปสู่ Institutional AI ซึ่ง AI Agents หลายตัวจะทำงานเชื่อมโยงกันตั้งแต่ฝ่ายขาย คลังสินค้า การจัดส่ง ไปจนถึงบริการลูกค้า เพื่อเพิ่มความเร็วในการดำเนินธุรกิจ โดยจะทำให้เกิดความต้องการบุคลากรรูปแบบใหม่อย่าง “AI Agents Manager” ที่เข้ามาบริหารจัดการการทำงานของ AI ภายในองค์กร
ขณะที่ระดับภูมิภาค ยังมีการผลักดันข้อตกลงกรอบเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน หรือ ASEAN Digital Economy Framework Agreement (DEFA) เพื่อสร้างมาตรฐานเชิงนโยบาย การเชื่อมโยงข้อมูล และพัฒนาโครงสร้างอัจฉริยะร่วมกัน ซึ่งจะมีส่วนสนับสนุนทั้งเป้าหมายพลังงานสะอาดและการยกระดับผลิตภาพทางดิจิทัลของอาเซียน