เอกนิติ โชว์วิสัยทัศน์ เวที Thailand Focus ปักธงเพิ่มสัดส่วนลงทุน 30% ของ GDP ดัน New Economy เข้าตลาดหุ้นไทย
“เอกนิติ” ตั้งเป้าดันสัดส่วนลงทุนไทยจาก 20% สู่ 30% ของ GDP หลัง Q2 โตแรง 14% สูงสุดรอบกว่า 10 ปี เผยยอดขอ BOI ต่างชาติครึ่งปีแรกทะลุ 1.47 ล้านล้านบาท เร่ง Thailand Fast Pass ดึง FDI พร้อมปั้น New Economy เข้าตลาดหุ้นผ่าน BOI to IPO
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายในงาน Thailand Focus 2026: Reignite Thailand ว่า รัฐบาลตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการลงทุนของประเทศจากปัจจุบันประมาณ 20% เป็น 30% ของ GDP หลังการลงทุนของไทยกลับมาขยายตัวเป็นเลขสองหลักติดต่อกัน 2 ไตรมาส โดยล่าสุดไตรมาส 2 เติบโต 14% สูงที่สุดในรอบกว่า 10 ปี สะท้อนการกลับมาของการลงทุนในฐานะเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย
เป้าหมายสำคัญคือการใช้การลงทุนผลักดันศักยภาพการเติบโตของ GDP ไทยให้สูงกว่า 3% และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศเข้าสู่ 20 อันดับแรกของโลก โดยรัฐบาลจะเร่งดึงการลงทุนทั้งจากในและต่างประเทศ ผ่านการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน และมาตรการ Thailand Fast Pass
ปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณของเม็ดเงินลงทุนต่างชาติที่เข้ามามากขึ้น โดยยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในช่วงครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้น 37% มีมูลค่าสะสมกว่า 1.47 ล้านล้านบาท
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่ได้มุ่งเพียงเพิ่มปริมาณเม็ดเงินลงทุน แต่ต้องการให้การลงทุนใหม่ช่วยยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยใน 3 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (R&D) การเชื่อมโยง SMEs ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก และการยกระดับทักษะแรงงานในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น AI คลาวด์ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยีชีวภาพ
ในส่วนของตลาดทุน รัฐบาลจะมุ่งขยายฐานนักลงทุนระยะยาว พร้อมผลักดันบริษัทกลุ่ม New Economy เข้าจดทะเบียนในตลาดทุนผ่านโครงการ BOI to IPO และสนับสนุนบริษัทจดทะเบียนผ่านโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อเพิ่มผลิตภาพและนวัตกรรม รวมถึงพิจารณาสิทธิประโยชน์เพื่อจูงใจให้บริษัทขนาดใหญ่ดึง SMEs ไทยเข้าสู่ซัพพลายเชนมากขึ้น
นายเอกนิติ กล่าวว่า การกลับมาของการลงทุนมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย หลังประเทศไทยมีการลงทุนในระดับต่ำมาเป็นเวลานาน ทำให้เศรษฐกิจต้องพึ่งพาการส่งออกและการบริโภคในประเทศเป็นหลัก ดังนั้น การลงทุนที่ฟื้นตัวในรอบนี้นอกจากช่วยพยุงเศรษฐกิจระยะสั้นแล้ว ยังเป็นเครื่องมือเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในระยะยาว
ทั้งนี้ เศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนแปลงจาก 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การปรับห่วงโซ่อุปทานจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การเติบโตอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและสภาพภูมิอากาศ ซึ่งแม้จะสะท้อนจุดอ่อนของเศรษฐกิจไทย แต่ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้เกิดการลงทุนรอบใหม่
โดยเฉพาะการย้ายและกระจายฐานการผลิตของภาคธุรกิจทั่วโลก ซึ่งนายเอกนิติมองว่าเป็นโอกาสที่ประเทศไทยต้องเร่งคว้าไว้ คล้ายกับช่วงปี 2528-2529 ที่ไทยได้รับเม็ดเงินลงทุนจำนวนมากและนำไปสู่การเติบโตของอุตสาหกรรมหลายประเภท
สำหรับการบริหารเศรษฐกิจ รัฐบาลวางกรอบดำเนินงาน 3 ด้าน ได้แก่ Stabilize Today รักษาเสถียรภาพและดูแลค่าครองชีพประชาชนด้วยมาตรการช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า, Transition Now เร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า และ Invest for Tomorrow เร่งการลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาว